- พระแก้วมรกตประดิษฐานครั้งแรกที่เมืองเชียงรายมีตำนานที่ควรเชื่อถือได้กล่าวว่าเมื่อ
พ.ศ. 1977 ฟ้าผ่าเจดีย์องค์หนึ่ง ณ เมืองเชียงราย
ได้ค้นพบพระพุทธรูปองค์หนึ่งปิดทองคำทึบทั่วทั้งองค์
ก็สำคัญว่า เป็นพระพุทธรูปศิลาสามัญ
จึงเชิญเข้าไปไว้ในวิหารที่วัดแห่งหนึ่ง แต่นั้นอีก
2-3 เดือน ปูนที่ลงรักปิดทองหุ้มทั่วพระองค์นั้นกะเทาะออกที่ปลายพระนาสิก
เจ้าอธิการในอารามนั้นได้เห็นเป็นแก้วสีเขียวงามคือ
หยกชนิดหนึ่ง จึงแกะต่อออกไปทั้งพระองค์
คนทั้งปวงจึงได้เห็นและทราบความว่า เป็นพระพุทธรูปแก้วทึบทั้งแท่งบริสุทธิ์ดี
ไม่มีบุบสลาย หน้าตักกว้าง 48.3 ซม. สูงทั้งฐาน
66 ซม. คนชาวเชียงรายและเมืองอื่น ๆ ก็พากันไปบูชานมัสการมากมายประดิษฐานที่เมืองลำปาง
32 ปี
- ผู้รักษาเมืองเชียงรายได้มีใบบอกลงไปถึงพระเจ้าสามฝั่งแกน
เจ้าเมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองเชียงใหม่จึงเกณฑ์ขบวนไปรับเสด็จพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรขึ้นหลังช้างแห่เพื่อมาประดิษฐาน
ณ เมืองเชียงใหม่ ครั้นมาถึงทางแยกซึ่งจะไปเมืองนครลำปาง
ช้างก็ตื่นหันไปทางนครลำปาง เมื่อหมอควาญบังคับช้างให้สงบลงแล้ว
จึงพากลับมาทางแยกที่จะไปเมืองเชียงใหม่
ช้างก็ตื่นไปทางเมืองนครลำปางอีก จนภายหลังเมื่อนำช้างเชื่องรับเสด็จพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
ช้างนั้นเมื่อมาถึงที่นั้นก็ตื่นคืนไปทางเมืองนครลำปางอีก
ท้าวพระยาผู้ไปรับเห็นเป็นประหลาด จึงแจ้งไปถึงเจ้าเมืองเชียงใหม่
ครั้งนั้นเจ้าเมืองเชียงใหม่นับถือผีสางมาก
จึงวิตกว่าชะรอยผีที่รักษาองค์พระจะไม่ยอมมาเมืองเชียงใหม่
ก็ยอมให้เชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรไปประดิษฐานที่วัดในเมืองลำปางนานถึง
32 ปี สันนิษฐานว่าคือ วัดพระแก้วดอนเต้าในปัจจุบันประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่
84 ปี
- ครั้น พ.ศ. 2011 พระเจ้าติโลกราช
ผู้ครองเมืองเชียงใหม่ ดำริว่าเจ้าเชียงใหม่องค์ก่อน
ยอมให้พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรไปประดิษฐานอยู่เมืองนครลำปางนั้นไม่สมควรเลย
น่าจะอาราธนากลับมาเมืองเชียงใหม่ แล้วจึงไปอาราธนาแห่พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรมาเมืองเชียงใหม่
แล้วสร้างหอพระแก้วประดิษฐานไว้ในเมือง
พระเจ้าเชียงใหม่ได้พยายามจะทำพระวิหารที่ไว้พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรให้เป็นปราสาทมียอดให้สมควร
แต่หาสมประสงค์ไม่ เนื่องจากอสุนีบาตตกลงต้องทำลาย
ยอดที่สร้างขึ้นหลายครั้ง จึงได้เชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรไว้ในพระวิหารมีซุ้มจระนำ
อยู่ในผนังด้านหลัง สำหรับตั้งพระพทุธมหามณีรัตนปฏิมากร
กับทั้งเครื่องประดับอาภรณ์บูชาต่าง ๆ มีบานปิดดังตู้เก็บรักษาไว้
เปิดออกให้คนทั้งปวงมนัสการเป็นคราว ๆ (บางตำนานก็กล่าวว่า
พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ในซุ้มทางทิศตะวันออกของเจดีย์หลวง
ณ วัดเจดีย์หลวง เมืองเชียงใหม่) พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรประดิษฐานอยู่ที่เมืองเชียงใหม่นานได้
84 ปีประดิษฐานที่เมืองหลวงพระบาง 12
ปี
- ครั้น พ.ศ. 2094 พระเจ้าเมืองเชียงใหม่องค์หนึ่งซึ่งครองเมืองในครั้งนั้นชื่อ
พระเจ้าไชยเชษฐา เป็นบุตรพระเจ้าโพธิสาร ซึ่งเป็นพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตหรือประเทศลาว
ต่อมาพระเจ้าโพธิสารทิวงคต เกิดเหตุน้องพระเจ้าไชยเชษฐาชิงราชสมบัติกัน
เสนาบดีกรุงศรีสัตนาคนหุต จึงเชิญพระเจ้าไชยเชษฐาให้กลับไปยังเมืองหลวงพระบาง
เพื่อระงับเหตุจลาจล เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาไปนั้นไม่แน่ใจว่า
จะประทับอยู่เมืองหลวงพระบางต่อไปหรือจะกลับคืนมายังเมืองเชียงใหม่อีก
จึงเชิญพระแก้วมรกตไปด้วย เมื่อ พ.ศ. 2095
อ้างว่าจะเชิญไปให้ญาติที่เมืองหลวงพระบาง
ได้มนัสการและบำเพ็ญการกุศลครั้นพระเจ้าไชยเชษฐาไปถึงเมืองหลวงพระบาง
เสนาบดี พร้อมกันเชิญให้ครองกรุงศรีสัตนาคนหุต
ทรงพระนามว่าพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เพราะเหตุที่ครองทั้งประเทศล้านช้างและล้านนาด้วยกัน
ฝ่ายข้างท้าวพระยาเมืองเชียงใหม่ไม่พอใจที่จะเป็นเมืองขึ้นกรุงศรีสัตนาคนหุต
จึงไปเชิญเจ้าเมกฏิ ณ เมืองนาย ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าเชียงใหม่แต่ก่อน
มาครองเมืองเชียงใหม่ก็เกิดรบกับกรุงศรีสัตนาคนหุต
พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชไม่สามารถจะปราบปรามเมืองเชียงใหม่ได้
จึงคงรักษาพระแก้วมรกตไว้ที่เมืองหลวงพระบางต่อมา
12 ปีประดิษฐานที่เมืองเวียงจันทน์ 214
ปี
- ถึง พ.ศ. 2107 พระเจ้าหงสาวดี
บุเรงนอง ประเทศพม่ามีอำนาจมากขึ้น พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชเห็นว่า
ตั้งอยู่ที่เมืองหลวงพระบางจะสู้ศึกพม่าไม่ได้
จึงย้ายราชธานีลงไปตั้งอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์
และเชิญพระแก้วมรกตไปด้วย พระแก้วมรกตจึงไปประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์แต่นั้นมาอีก
214 ปีประดิษฐาน ณ กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์
- ครั้นถึง พ.ศ. 2321 เมื่อรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรี
เกิดการสงครามขึ้นในระหว่างกรุงธนบุรีกับกรุงศรีสัตนาคนหุต
ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
เสด็จดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
ได้เป็นจอมพลยกทัพขึ้นไปตีกรุงศรีสัตนาคนหุต
ได้เมืองเวียงจันทน์แล้ว เชิญพระแก้วมรกตกับพระบางลงมายังกรุงธนบุรี
พระเจ้ากรุงธนบุรีทำการสมโภชแล้วโปรดให้ประดิษฐานไว้
ณ โรงพระแก้วในบริเวณพระราชวังเดิม ครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ
พ.ศ. 2325 โปรดให้สร้างพระอารามขึ้นในพระราชวัง
เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ครั้นพระอุโบสถสร้างเสร็จจึงโปรดให้เชิญพระแก้วมรกตแห่มาประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2327 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ทรงพระดำริสร้างเครื่องทรงถวายสำหรับฤดูร้อนและฤดูฝน
เปลี่ยนเครื่องทรงตามฤดู ครั้นถึงรัชกาลที่ 3
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริสร้างเครื่องทรงฤดูหนาว
จึงทรงเปลี่ยนเป็นเครื่องทรง 3 ฤดูกาลมาจนทุกวันนี้
1.1 ปางสมาธิ นั่งขัดสมาธิราบ
วางพระหัตถ์ขวาซ้อนพระหัตถ์ซ้าย
1.2 หน้าตักกว้าง 48.3 เซ็นติเมตร
1.3 สูงจากทับเกษตรถึงสุดพระเกตุมาลา
66 เซ็นติเมตร
พระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกตนั้นกระทำกัน
3 ครั้งต่อหนึ่งปี คือ
- 1. เครื่องทรงฤดูร้อน ทรงเปลี่ยน
วันแรม 1 ค่ำ เดือน 4
- 2. เครื่องทรงฤดูฝน ทรงเปลี่ยน
วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8
- 3. เครื่องทรงฤดูหนาว ทรงเปลี่ยน
วันแรม 1 ค่ำ เดือน 12
| สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินเป็นผู้แทนพระองค์ไปทรง
เปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
เป็นเครื่องทรงสำหรับฤดูฝน ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม. |
- ในสมัยก่อนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงประพรมน้ำพระพุทธมนต์เฉพาะแก่เจ้านายและขุนนางที่เฝ้าอยู่ภายในพระอุโบสถเท่านั้น
แต่ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินลงมา
ทรงประพรมน้ำพระพุทธมนต์พระราชทานแก่ประชาชนที่คอยเฝ้ารอบพระอุโบสถด้วย
นับเป็นการทรงเริ่มต้นประเพณีใหม่อย่างหนึ่ง.
เรียบเรียงจาก
ประวัติวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ของ
ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้า สุภัทรดิศ ดิศกุล
