ข้อ 1. มูลนิธินี้เรียกว่า มูลนิธิ "สายใจไทย"

ข้อ 2. วัตถุประสงค์ของมูลนิธิ คือ
(1) เพื่อจัดสวัสดิการผู้ทุพพลภาพ เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศชาติ
(2) เพื่ออุปการะครอบครัวผู้เสียชีวิต หรือทุพพลภาพ เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศชาติ
(3) รับความร่วมมือจาก หรือให้ความร่วมมือกับสถาบันอื่นที่มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน เพื่อความสะดวกและเพื่อขยายกิจการ

ข้อ 3. สำนักงานของมูลนิธินี้ ตั้งอยู่ ณ ที่สำนักพระราชวัง ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

ข้อ 4. ทรัพย์สินของมูลนิธิ มีทุนเริ่มแรกคือ เงินสด 52,000 บาทถ้วน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดาฯ ประทาน และเงินที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานอีก 50,000 บาท รวมเป็น 102,000 บาท

ข้อ 5. มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สิน โดยวิธีต่อไปนี้
ก. เงินพระราชทาน
ข. เงินผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้
ค. ทรัพย์สินซึ่งมีผู้ยกให้โดยพินัยกรรม หรือนิติกรรมอื่น ๆ
ง. ดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินอันเป็นทุนของมูลนิธิ

ข้อ 6. มูลนิธินี้จัดการโดยคณะกรรมการบริหารมีจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน และไม่เกิน 15 คน คณะกรรมการบริหารมีอำนาจบริหารกิจกรรมของมูลนิธิ ออกข้อบังคับสำหรับมูลนิธิ และอนุมัติข้อระเบียบต่าง ๆ โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและตราสารของมูลนิธินี้

ข้อ 7. คณะกรรมการบริหารชุดแรกของมูลนิธิคือ.-
(1) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดาฯ
(2) นายพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์
(3) นายวินิจ วินิจนัยภาค
(4) นายประจวบ ภิรมย์ภักดี
(5) นายบัญชา ล่ำซำ
(6) นายไพศาล นันทาภิวัธน์
(7) พ.ท. ประถม บุรณศิริ
ให้คณะกรรมการบริหารเลือกกันเองเป็นรองประธานคนหนึ่ง เหรัญญิกคนหนึ่ง เลขาธิการคนหนึ่ง ในการทำนิติกรรมใด ๆ ของมูลนิธิ หรือการลงลายมือชื่อให้เอกสาร ตราสาร และสรรพหนังสือ อันเป็นหลักฐานของมูลนิธิและการอรรถคดีนั้น เมื่อประธานกรรมการบริหาร หรือ ผู้ทำการแทนประธานกรรมการ บริหาร หรือกรรมการสองคนได้ลงลายมือชื่อแล้ว ก็เป็นอันใช้ได้

ข้อ 8. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดาฯ ผู้ประทานกำเนิดแก่มูลนิธิ ทรงเป็นประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิ
ประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิมีอำนาจดังต่อไปนี้
(1) เลือกและแต่งตั้งกรรมการบริหารของมูลนิธิ ซึ่งจะอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี แต่จะได้รับแต่งตั้งซ้ำอีกก็ได้ เพื่อให้กิจการของมูลนิธิได้ดำเนินไปโดยติดต่อกัน ครึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการบริหารที่ได้รับแต่งตั้งเป็นครั้งแรกจะต้องออกจากตำแหน่งโดย การจับฉลาก ในเมื่อคณะกรรมการบริหารชุดแรกได้ทำหน้าที่ครบ 2 ปี
(2) สั่งให้กรรมการบริหารคนใดคนหนึ่งหรือหลายคน ออกจากตำแหน่งได้ตามที่เห็นสมควร ในกรณีที่ได้มีคำสั่งให้กรรมการบริหารคนใดออกจากตำแหน่ง หรือกรรมการบริหารออกจากตำแหน่งด้วยประการอื่นใด ก็มีอำนาจแต่งตั้งบุคคลอื่นเข้าแทนกรรมการบริหารที่ออกไป และกรรมการบริหารที่ได้รับแต่งตั้งนี้จะอยู่ในตำแหน่งได้ภายในระยะเวลาที่ยังคงเหลือของผู้ที่ตนแทน
(3) ตั้งกรรมการบริหารคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนประธานกรรมการบริหาร และจะถอนคำสั่งดังกล่าวนั้นในเวลาใด ๆ ก็ได้

ข้อ 9. ประธานกรรมการบริหารดำรงตำแหน่งตลอดชีพ เมื่อองค์ผู้ประธานกำเนิดหาพระองค์ไม่แล้ว ให้รองประธานรักษาการในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร จนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งประธานกรรมการบริหารขึ้นมาใหม่

ข้อ 10. ให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหาร เป็นการประชุมสามัญประจำปีทุก ๆ ปี ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีต่อมา เพื่อพิจารณากิจการดังต่อไปนี้
ก. รายงานของกิจการที่ล่วงมาแล้ว
ข. พิจารณาบัญชีงบดุล
ค. เลือกตั้งผู้สอบบัญชี
ง. ปรึกษากิจการอื่นของมูลนิธิ

ข้อ 11. การประชุมวิสามัญอาจมีในเมื่อประธานกรรมการบริหาร หรือผู้ทำการแทนเรียกประชุมตามที่เห็นสมควร หรือเมื่อมีกรรมการบริหารตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แสดงความประสงค์ไปยังประธานกรรมการบริหารหรือผู้ทำการแทนขอให้มีการประชุม ก็ให้ประธานหรือผู้ทำการแทนเรียกประชุม

ข้อ 12. ในการประชุมคณะกรรมการบริหารทุกครั้ง ต้องมีกรรมการไปประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการบริหารจึงเป็นองค์ประชุม

ข้อ 13. ทรัพย์สินของมูลนิธิ ในส่วนที่เป็นเงินหรือเอกสารสิทธิ์ ให้นำฝากไว้ ณ ธนาคารที่มีหลักฐานมั่นคงตามแต่ที่คณะกรรมการบริหารเห็นสมควร หรือซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ซึ่งรัฐบาลค้ำประกัน หรือจัดการอย่างหนึ่งอย่างใด โดยมีหลักฐานประกันมั่นคง ตามที่คณะกรรมการบริหารเห็นสมควร เพื่อให้ได้มาซึ่งดอกผล เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของมูลนิธิ การสั่งจ่ายใบเช็คหรือตั๋วเงินจะต้องมีลายมือชื่อเหรัญญิก และกรรมการบริหารคนหนึ่งเซ็นร่วมกัน

ข้อ 14. มูลนิธิจะต้องมีผู้เก็บรักษาบัญชีรายรับ รายจ่าย บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตลอดจนบัญชีอื่น ๆ ที่จำเป็น เพื่อแสดงฐานะของมูลนิธิโดยถูกต้อง ทั้งจะต้องเก็บรักษาเอกสารใบสำคัญต่าง ๆ อันเกี่ยวกับการบัญชีไว้ให้ผู้สอบบัญชีตรวจ และเป็นหลักฐานของมู ลนิธิด้วย

ข้อ 15. ผู้สอบบัญชีต้องไม่เป็นกรรมการบริหาร หรือลูกจ้างของมูลนิธิ สรรพบัญชีของมูลนิธิ เมื่อผู้สอบบัญชีรับรองแล้ว ให้เสนอขออนุมัติต่อที่ประชุม

ข้อ 16. ตราสารนี้จะแก้ไขเพิ่มเติมได้ ก็แต่โดยได้มีมติอย่างน้อยสามในสี่ของคณะกรรมการบริหาร

ข้อ 17. ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการบริหาร หรือโดยเหตุใด ๆ ก็ตาม ให้ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่องค์การสาธารณะ ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่คณะกรรมการบริหารจะได้กำหนดต่อไป

ข้อ 18. ให้คณะกรรมการบริหารมีอำนาจตั้งคณะอนุกรรมการได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม คณะอนุกรรมการที่ตั้งขึ้นดังกล่าวให้อยู่ในตำแหน่งคราวละ ๓ ปี แต่อาจจะได้รับแต่งตั้งซ้ำอีกได้

นายเพิ่มพูน ไกรฤกษ์

ผู้ทำตราสาร
รองประธานกรรมการ