ต้นกำเนิดของปลามาจากอะไร
หลักการแบ่งจำพวกของปลาเป็นอย่างไร
ความสำคัญของปลาต่อมนุษย์
การประมงของประเทศไทยและการอนุรักษ์ทรัพยากรประมงของประเทศของเรา
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ต้นกำเนิดของปลามาจากอะไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

นักวิทยาศาสตร์สามารถสืบหาค้นคว้าเกี่ยวกับต้นกำเนิดของปลาได้ โดยการตรวจดูซากปลาโบราณที่ปรากฏในหินชั้นต่าง ๆ และสามารถจะคำนวณอายุความเก่าได้ นักวิทยาศาสตร์ได้ลงความเห็นว่า ปลาจำพวกแรกที่เป็นบรรพบุรุษของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง ได้แก่ ปลาที่ไม่มีขากรรไกร (Agnatha) ซึ่งประกอบด้วยปลาที่เรียกว่า ออสตราโคเดิร์ม (ostracoderms) ปลาจำพวกนี้มีเหงือกอยู่ในถุงกล้ามเนื้อซึ่งหดและขยายตัวได้เวลาหายใจ ปลาออสตราโคเดิร์มมี ๒ จำพวก คือ พวกที่ว่ายน้ำได้ และพวกที่หากินบนพื้นท้องน้ำ พวกหลังนี้มีเกราะหุ้มส่วนหน้าของลำตัว (cephalaspida) ปลาโบราณเริ่มมีอยู่ในสมัยซีลูเรียน (Silurian) และดีโวเนียน (Devonian) คือ ประมาณ ๔๐๐ ล้านกว่าปีมาแล้ว
ต่อมานานเข้าปลาจำพวกแรกนี้ก็มีวิวัฒนาการ มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง เพื่อความเหมาะสมในการดำรงชีวิต วิวัฒนาการของมันแบ่งออกเป็น ๒ สาย สายที่หนึ่งเป็นปลาปากกลม ซึ่งยังคงมีอยู่จนถึงทุกวันนี้ สายที่สองเป็นปลาโบราณที่มีขากรรไกร (placoderms) ซี่งมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นปลาจำพวกกระดูกอ่อน คือ พวกฉลามและกระเบน (Chondrichthyes) และพวกปลากระดูกแข็ง (Osteichthyes)

หลักการแบ่งจำพวกของปลาเป็นอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

เนื่องจากในโลกเรานี้มีปลาชนิดต่าง ๆ อยู่มากกว่า ๒๐,๐๐๐ ชนิด นักวิทยาศาสตร์จึงได้หาวิธีการจำแนกแยกชนิดของปลาออกเป็นจำพวกและเป็นชนิดต่าง ๆ เช่น
๑) แบ่งออกตามถิ่นฐานที่อยู่อาศัยและการแพร่กระจายของปลาทางด้านนิเวศวิทยานี้ เราอาจแบ่งปลาชนิดต่าง ๆ ออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ดังต่อไปนี้
(๑) ปลาทะเล เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำที่มีความเค็มสูงกว่าน้ำจืด ปลาทะเลอาจแบ่งออกไปได้อีกเป็น ๒ จำพวกคือ
ก) ปลาผิวน้ำ (pelagic fishes) เป็นพวกที่อาศัยในทะเลตั้งแต่ระดับผิวน้ำลงไปถึงระดับกลางน้ำ เช่น ปลาจำพวกปลาทูปลาอินทรี ปลาโอ เป็นต้น
ข) ปลาหน้าดิน (demersal fishes) เป็นปลาที่อาศัยและหากินบนพื้นท้องทะเล หรืออาจจะอยู่เหนือพื้นท้องทะเลเล็กน้อย เช่น ปลากระเบน ปลาตาเดียว ปลาทรายแดง และปลาสีกุน เป็นต้น
หรืออีกวิธีหนึ่งเรายังอาจแบ่งปลาทะเลออกเป็นจำพวกที่อยู่อาศัยในมหาสมุทรหรือทะเลหลวง (oceanic species) เช่น ปลานกกระจอก ปลาโอ ปลาทูนา พวกที่อาศัยและหากินใกล้ฝั่ง เช่น ปลาทู ปลาตามหินปะการัง และปลาที่อาศัยอยู่ในทะเลลึก (abyssal species) ซึ่งแสงแดดส่องลงไปไม่ถึง
(๒) ปลาน้ำจืด เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดตลอดชีวิต อาจแบ่งออกเป็นสองจำพวกใหญ่ ๆ คือ ปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำนิ่ง เช่น ในบ่อบึง ได้แก่ ปลาสวาย ปลาเทโพ และปลาที่อาศัยในลำธารหรือแม่น้ำ เช่น ปลาตะเพียน ปลาเทพา และปลาสร้อย เป็นต้น
(๓) ปลาที่อพยพย้ายถิ่น เป็นปลาที่วางไข่ในน้ำจืด แต่เดินทางออกไปหาอาหารเพื่อการเจริญเติบโตในน้ำเค็ม เช่น ปลาตะลุมพุก ปลาแซลมอน หรือปลาที่วางไข่ในทะเลแต่กลับเข้ามาหากินในน้ำจืด เช่น ปลาตูหนา (Anguilla spp.) เป็นต้น
(๔) ปลาที่อาศัยในน้ำกร่อย เป็นปลาที่ชอบอยู่อาศัยในน้ำที่ไม่ค่อยเค็มอยู่ตลอดชีวิต เช่น ปลาในบริเวณป่าไม้แสม โกงกาง ชายเลนที่มีลำน้ำจืดไหลผ่าน เช่น ในบริเวณปากแม่น้ำ ปลาจำพวกนี้ ได้แก่ ปลานวลจันทร์ทะเล ปลากะพงขาว (Lates calcarifer) ปลากระบอก (Mugil spp.) เป็นต้น
๒) การแบ่งจำแนกแยกชนิดของปลาตามความสัมพันธ์ระหว่างหมวดหมู่และตามหลักวิชาวิวัฒนาการ (evolution)

ความสำคัญของปลาต่อมนุษย์


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ปลาเป็นอาหารหลักสำคัญของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยเนื้อปลาอุดมสมบูรณ์ไปด้วยโปรตีน ไขมัน และแร่ธาตุต่าง ๆ ซึ่งร่างกายของเราต้องการ ตามหลักฐานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ บริโภคปลาเป็นอาหารจำนวนถึง ๕๕.๒ เปอร์เซ็นต์ ของอาหาร โปรตีนที่ได้จากสัตว์ทั้งหมดที่ใช้บริโภค ประชาชนในประเทศของเราใช้ปลาเป็นอาหารเป็นจำนวนประมาณ ๒๒ กิโลกรัมต่อคน ต่อปี ในประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศในยุโรปหลายประเทศ ก็ใช้ปลาเป็นอาหารประจำวันกันอย่างแพร่หลาย ตามสถิติขององค์การอาหารและเกษตร ฯ ปริมาณปลาทะเลที่จับขึ้นมาใช้ประโยชน์ในโลกมีปริมาณทั้งสิ้นกว่า ๖๐ ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท นอกจากเราจะใช้ปลาเป็นอาหารแล้วยังใช้ในการอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น ใช้ในการเลี้ยงไก่ เป็ด และสุกร เป็นต้น ทำให้บังเกิดผลประโยชน์ที่ดีต่อเศรษฐกิจของประเทศของเราเป็นอันมาก การประมงของประเทศมีส่วนทำให้อุตสาหกรรมอื่น ๆ ขยายตัวอย่างกว้างขวาง เช่น การทำเค็มตากแห้ง การทำน้ำปลา การผลิตน้ำมันตับปลา น้ำมันปลาสร้อย การผลิตปุ๋ยจากปลา การทำอวน ฯลฯ เป็นต้น
ปลาสวยงามหากเลี้ยงไว้ดูเล่นในบ้านก็มีส่วนทำให้เราได้รับความสุขเพลิดเพลิน และความสงบทางจิตใจ ประเทศสิงคโปร์มีรายได้จากปลาประเภทปลาสวยงามต่าง ๆ เป็นอันมาก เพราะเป็นประเทศที่ผลิตปลาสวยงามส่งขายในต่างประเทศ จนเป็นอุตสาหกรรมใหญ่โตเป็นล่ำเป็นสัน
นักวิทยาศาสตร์ใช้ปลาเป็นสัตว์ทดลองเพื่อนำความรู้ใหม่ ๆ มาทำให้เกิดประโยชน์แก่มนุษย์ เช่น ใช้ปลาในการทดลองหาวงจรชีวิตของพยาธิบางจำพวกที่เป็นอันตรายแก่มนุษย์ ตลอดจนใช้ปลาในการทดลองประดิษฐ์รูปยานพาหนะที่เหมาะสม และวิ่งเร็ว ในระดับความต้านทานต่าง ๆ กัน รวมทั้งการใช้ปลาในการศึกษาเสียงใต้น้ำ เป็นต้น
นอกจากนี้ปลายังมีส่วนช่วยทำให้สวัสดิภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ดีขึ้น เช่น ช่วยทำลายแมลง เช่น ยุงในแหล่งน้ำให้ลดน้อยลง เป็นการช่วยป้องกันโรคระบาดของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นวิธีการควบคุมทางชีวภาพ

การประมงของประเทศไทยและการอนุรักษ์ทรัพยากรประมงของประเทศของเรา


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ประเทศไทยเป็นประเทศซึ่งมีเศรษฐกิจอยู่บนรากฐานของเกษตรกรรมและการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติของประเทศ การประมงจึงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศมาก เพราะกิจการประมงทำให้อุตสาหกรรมใกล้เคียงเจริญขึ้นและให้อาหารโปรตีนที่มีคุณภาพสูงแต่มีราคาถูกแก่ประชาชนภายในประเทศซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำ นอกจากนี้ ยังมีผลทำให้รัฐได้รับเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยการจัดส่งผลิตภัณฑ์ประมง เช่น กุ้ง ปลาแช่เย็น ปลากระป๋อง ฯลฯ ไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาดุลการค้าระหว่างประเทศทางหนึ่ง
เนื่องจากประชาชนในประเทศของเราได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองสงบลง ในอัตราสูงถึงร้อยละ ๓.๒ ต่อปี การประมงของประเทศ จึงได้มีความสำคัญขึ้นเป็นลำดับโดยเฉพาะการประมงทะเลได้ขยายตัวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว จะเห็นได้จากสถิติของกรมประมง ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ทั่วราชอาณาจักร มีจำนวน ๓๔๐,๐๐๐ ตัน แต่ในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ทั้งสิ้นเพิ่มขึ้น (ในปริมาณที่ลดลง) เป็น ๑,๗๙๗,๐๐๐ ตัน
เมื่อประมาณ ๕๐ ปีมาแล้ว การประมงน้ำจืดมีความสำคัญต่อประเทศมาก ชาวไร่ชาวนาหาปลาโดยใช้เครื่องมือที่ใช้มาแต่โบราณกาล เช่น ลอบ เบ็ด แห สวิง ยอ บ่อล่อ เป็นต้น สำหรับชาวประมงที่อยู่ตามหมู่บ้านชายทะเลก็หากินโดยทำการประมงใกล้ฝั่งในน้ำลึกไม่เกิน ๑๕ เมตร โดยใช้ลอบ โพงพาง โป๊ะ ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือประจำที่แทบทั้งสิ้น และเรือที่ใช้หาปลาก็เป็นเรือใช้ใบมีขนาดความยาวประมาณ ๓-๖ เมตร
ต่อมาเมื่อความต้องการปลาเป็นอาหารมีเพิ่มขึ้น ชาวประมงเริ่มรู้จักใช้อวนที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ก็มีการใช้เครื่องมือที่เรียกกันทั่วไปว่า อวนตังเก ในการจับปลาฝูง เช่น ปลาทู ปลาลัง ส่วนชาวประมงที่มีทุนทรัพย์น้อยก็เริ่มใช้อวนลอยเพื่อหาปลา

การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ก่อนอื่นเราควรทราบว่า ทรัพยากรธรรมชาติมีอยู่ ๒ ประเภท ด้วยกัน คือ ทรัพยากรที่ไม่มีการชดใช้แทนที่ (non-renewable resources) เช่น สินแร่บางประเภท น้ำมัน ฯลฯ เมื่อใช้ก็หมดไปและทรัพยากรที่มีการชดใช้แทนที่ (renewable resources) ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีชีวิต เช่น ปลา ต้นไม้ ฯลฯ สำหรับทรัพยากรประเภทหลัง หากมีการใช้อย่างเหมาะสมแล้ว ก็จะบังเกิดผลประโยชน์เรื่อยไป เพราะทรัพยากรดังกล่าวสามารถมีการชดใช้แทนที่ โดยที่สิ่งซึ่งมีชีวิตเหล่านั้นเมื่อโตเต็มวัยก็สามารถสืบพันธุ์ให้ลูกหลานออกมาได้
ดังนั้น คำว่าอนุรักษ์ทรัพยากรจึงมีความหมายกว้างขวาง แต่พอสรุปง่าย ๆ ว่าเป็นการกระทำทุกรูปแบบเพื่อให้ทรัพยากรดังกล่าว ผลิดอกออกผลและบังเกิดประโยชน์แก่มนุษย์เราอย่างเต็มที่เรื่อย ๆ ไป
หากกลับมาพิจารณาเกี่ยวกับทรัพยากรประมงของเรา ถ้าเราพิจารณาถึงปลาประชากรหนึ่งซึ่งไม่มีการจับเลย ปลาในประชากรนี้ก็จะมีการดำเนินชีวิตไปในปีหนึ่ง ๆ และเกิดสมดุลในประชากรตามแผนผังที่ ๑
จะเห็นได้ว่าในกรณีที่เราไม่จับปลาขึ้นมาใช้ประโยชน์ ปลาเหล่านี้ก็จะตายไปเองตามกฎแห่งธรรมชาติ เช่น แก่ตาย บางตัวเป็นโรค อาหารไม่พอเพียงถูกศัตรูทำลาย เป็นต้น
หากประชากรของปลาดังกล่าวถูกมนุษย์นำขึ้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ปริมาณน้ำหนักของปลาที่เหลือรอดในปีต่อไปก็จะเป็นไปดังแผนผังที่ ๒
ตามหลักการง่าย ๆ ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า ถ้าเราจับปลาส่วนหนึ่งที่มีปริมาณพอเหมาะขึ้นมาใช้ให้บังเกิดประโยชน์ ก็จะไม่เกิดผลเสียหายแก่ประชากรปลาแต่อย่างใด เพราะปลาเหล่านี้จะตายไปเองตามธรรมชาติ จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ปลาที่เหลืออยู่มีอาหารพอเพียง และมีการเจริญเติบโตดียิ่งขึ้น แต่ถ้าเราจับปลามากเกินควรแล้วจะทำให้สมดุลดังกล่าวเสียไปและจะส่งผลกระทบกระเทือนไปยังจำนวนลูกหลานที่จะเพิ่มขึ้นมาต่อเนื่องกันไป ตลอดจนอัตราการเจริญเติบโตของปลาในประชากรนั้น ๆ ด้วย
เพื่อที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรดังกล่าวให้บังเกิดประโยชน์ให้มากที่สุดเราอาจจะพิจารณาวางมาตรการบางอย่าง เพื่อเปิดโอกาสให้ปลามีลูกหลานเพิ่มมากขึ้นในประชากร หรือพิจารณาหาวิธีการทำให้การเจริญเติบโตเร็วขึ้น หรืออาจช่วยป้องกันอันตรายจากศัตรู ฯลฯ หรือวางมาตรการควบคุมการประมงที่เหมาะสม เช่น กำหนดจำนวนและขนาดของเรือประมง ควบคุมทำการประมงในระยะใดระยะหนึ่ง กำหนดเขตหรือบริเวณทำการประมง หรือห้ามทำการประมงในเขตที่หวงห้ามเพื่อสงวนไว้เป็นที่วางไข่และหลบซ่อนของลูกปลาวัยอ่อน ควบคุม หรือห้ามการใช้เครื่องมือบางประเภท เช่น ห้ามการใช้วัตถุระเบิดหรือไฟฟ้าจับปลา ตั้งโควตา (quota) เพื่อกำหนดปริมาณที่พึงจะจับได้ เหล่านี้เป็นต้น
วิธีการที่ดีอีกวิธีหนึ่งในการอนุรักษ์ทรัพยากรปลาที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจก็คือ การเร่งรัดพัฒนาการคัดเลือกพันธุ์และการเพาะเลี้ยงปลาในน้ำจืด และในบริเวณชายฝั่ง เพื่อเพิ่มผลผลิตและวางโครงการระยะยาว ในการให้การศึกษาอบรมเยาวชนให้เล็งเห็นและฝังใจในความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรของประเทศ เพื่อให้ผลิดอกออกผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ |ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ |ย้อนกลับ]
Copyright © 1997 Thai Junior Encyclopedia Project Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.