โรคของเลือดมีอะไรบ้าง
โรคเลือดจาง โรคเลือดออก
โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
โรคเลือดจาง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

คือภาวะที่มีความเข้มข้นของเฮโมโกลบินในเลือดต่ำกว่าปกติ สำหรับอายุและเพศนั้น เช่น ในผู้ชายถ้ามีเฮโมโกลบินต่ำกว่า ๑๓.๕ กรัมต่อ ๑๐๐ มิลลิลิตรของเลือด ถือว่ามีภาวะเลือดจาง

สาเหตุทั่วไปของโรคเลือดจาง อาจแบ่งได้เป็นหัวข้อใหญ่ ๆ คือ จากการขาดเลือด จากความผิดปกติของการสร้างเม็ดเลือด จากความผิดปกติของการสร้างเม็ดเลือด และจากการทำลายเม็ดเลือดเกินปกติ นอกจากนี้ โรคเลือดจางยังอาจแบ่งได้ตามลักษณะของเม็ดเลือดแดงอีกด้วย เช่น

โรคเลือดจางที่มีขนาดของเม็ดเลือดปกติ จะปรากฏว่าโรคเลือดจางชนิดนี้มีค่าของปริมาตรเฉลี่ยของเม็ดเลือดแดงปกติ ส่วนมากโรคเลือดจางซึ่งมีขนาดของเม็ดเลือดแดงปกติ มักจะมีสีของเม็ดเลือดแดงปกติด้วย แต่ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีสีของเม็ดเลือดแดงจางลง

โรคเลือดจางชนิดที่มีเม็ดเลือดแดงเล็กกว่าปกติและมีสีจาง โรคเลือดจางประเภทนี้จะปรากฏว่ามีค่าของปริมาตรเฉลี่ยของเม็ดเลือดแดงลดลง และมีค่าความเข้มข้นของเฮโมโกลบินเฉลี่ยของเม็ดเลือดแดงลดลงอีกด้วย

โรคเลือดจางชนิดที่มีเม็ดเลือดแดงเล็กกว่าปกติและมีสีปกติ โรคเลือดจางชนิดนี้จะปรากฏว่ามีค่าปริมาตรเฉลี่ยของเม็ดเลือดแดงลดลง แต่จะมีค่าความเข้มข้นของเฮโมโกลบินเฉลี่ยของเม็ดเลือดแดงปกติ

โรคเลือดจางที่มีเม็ดเลือดแดงใหญ่กว่าปกติ โรคเลือดจางประเภทนี้ จะปรากฏว่ามีค่าปริมาตรเฉลี่ยของเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น และส่วนมากมักจะมีสีปกติแต่ในบางรายอาจจะมีสีของเม็ดเลือดแดงจางลงได้

สาเหตุของโรคเลือดจาง มีดังนี้
๑. การเสียเลือด ทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง
๒. ความผิดปกติของการสร้างเม็ดเลือดซึ่งเกิดจาก

๒.๑ ขาดสารที่จำเป็นในการสร้างเม็ดเลือด เช่น เหล็ก วิตามินบี ๑๒ กรดโฟลิก โปรตีน วิตามินซี เป็นต้น
๒.๒ ไม่เกี่ยวข้องกับการขาดสารในข้อ ๒.๑ ได้แก่ โรคเลือดจางที่พบร่วมกับการติดเชื้อภาวะไตวาย โรคของตับ โรคมะเร็ง มิกซีดีมา โรคคอลลาเจน (collagen) เลือดจางอะพลาสติก (aplastic) ภาวะการทำงายของต่อมใต้สมองน้อยกว่าปกติ การแทรกซึมของไขกระดูกมะเร็ง มะเร็งเม็ดเลือดขาวมัลทิเพลิไมอีโลมา (multiplemieloma)

๓. การทำลายเม็ดเลือดเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจาก
๓.๑ ความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง
๓.๒ ความผิดปกตินอกเม็ดเลือดแดง

อาการที่สำคัญของโรคเลือดจาง ได้แก่ การอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และอาการอ่อนแรงทั่ว ๆ ไป อาการดังกล่าวเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด และมักเป็นอาการเริ่มแรกของโรคเลือดจาง

นอกจากนี้ อาการของผู้ป่วยที่เป็นโรคเลือดจางยังขึ้นอยู่กับอาการของสาเหตุต่าง ๆ ของโรคเลือดจางอีกด้วย เช่น อาการที่เกิดขึ้นเนื่องจากโรคของไต โรคของตับ โรคของต่อมไร้ท่อ หรือจากเชื้อพยาธิ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเลือดจาง

การวินิจฉัยโรคที่สำคัญอาศัยประวัติของผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประวัติการตกเลือด ประวัติเกี่ยวกับการกินอาหาร การขับถ่ายปัสสาวะอุจจาระ รวมทั้งประวัติครอบครัวและอื่น ๆ การตรวจร่างกายจะช่วยในการวินิจฉัยโรคได้มาก โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีการตกเลือดให้เห็น และลักษณะของความผิดปกติในการตรวจร่างกาย อาจบอกได้ว่าเป็นโรคเลือดจางประเภทใด

การรักษาที่สำคัญในผู้ป่วยที่เป็นโรคเลือดจาง มีหลักการที่สำคัญคือ

๑. การรักษาสาเหตุของโรคเลือดจาง ได้แก่ การรักษาสาเหตุซึ่งทำให้เกิดโรคเลือดจางนั้น ๆ เช่น ผู้ป่วยที่เสียเลือดนั้น เช่น การรักษาริดสีดวงทวาร ซึ่งเป็นสาเหตุของการตกเลือด การรักษาแผลในกระเพาะอาหารหรือดูโอดินัม ซึ่งเป็นสาเหตุของการตกเลือด ส่วนผู้ป่วยซึ่งทราบแน่นอนว่า การขาดอาหารเป็นสาเหตุสำคัญของโรคเลือดจาง ก็จำเป็นต้องแก้ไขถ้าทราบว่าเป็นสาเหตุของโรคเลือดจาง เช่น การติดเชื้อ ภาวะไตวายเรื้อรัง มะเร็ง โรคของตับ และโรคของต่อมไร้ท่อต่าง ๆ นอกจากนี้ ในการให้ยาผู้ป่วยควรให้ด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้ยาซึ่งอาจมีพิษแก่เลือดได้

๒. การให้ยาบำรุงเลือด ผู้ป่วยที่เป็นโรคเลือดจางซึ่งทราบแน่นอนว่าเกิดขึ้นเนื่องจากการขาดธาตุหรือสารอันใด ก็จำเป็นจะต้องให้การรักษา โดยการให้ยาบำรุงเลือดชนิดนั้น ๆ

๓. การรักษาตามอาการ ได้แก่ การให้ผู้ป่วยกินอาหารที่ดีและถูกต้องรวมทั้งมีแคลอรี และสารที่ร่างกายต้องการครบถ้วน การให้ผู้ป่วยที่มีอาการโรคเลือดจางอย่างรุนแรงพักและรักษาภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การรักษาภาวะหัวใจวายเลือดคั่ง เป็นต้น

๔. การถ่ายเลือด ผู้ป่วยที่มีอาการโรคเลือดจางอย่างรุนแรงจนถึงกับทำให้เกิดมีอาการอย่างมาก อาจจำเป็นต้องให้เลือด อย่างไรก็ดี การให้เลือดโดยไม่สมควรจะทำให้อาการของผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงซึ่งจะทำให้เป็นการยากในการวินิจฉัยโรค ดังนั้นการถ่ายเลือดจึงควรกระทำเมื่อจำเป็นเท่านั้น

โรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก เหล็กเป็นสารซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างเฮโมโกลบินของร่างกาย ปกติมีธาตุเหล็กอยู่ในร่างกายทั้งสิ้นประมาณ ๓-๕ กรัม โดยขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและเพศ ร่างกายมีความต้องการธาตุเหล็กวันละประมาณ ๑ มิลลิกรัมในชาย และ ๒ มิลลิกรัมในหญิงวัยเจริญพันธุ์

สาเหตุที่สำคัญของโรคเลือดจางเนื่องจากการขาดธาตุเหล็ก ได้แก่

๑. การเสียเลือด โดยเฉพาะจากการตกเลือด เช่น การตกเลือด จากทางเดินอาหาร จากผิวหนัง การตกเลือดดังกล่าวอาจจะมองเห็นได้จากผิวหนังเป็นต้น

๒. ร่างกายได้รับธาตุเหล็กไม่พอเพียง อาจเกิดขึ้นเนื่องจากปริมาณของธาตุเหล็กในอาหารที่กินมีน้อยเกินปกติ หรือมีความผิดปกติของการดูดซึมของลำไส้ผิดปกติเป็นต้น

๓. ความต้องการเพิ่มขึ้น ความต้องการธาตุเหล็กอาจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหญิงที่มีครรภ์ และในเด็กซึ่งกำลังเจริญเติบโต ถ้าร่างกายไม่ได้รับเหล็กให้พอเพียงก็อาจทำให้อาการของภาวะโรคเลือดจางจากการขาดเหล็กได้

อาการที่สำคัญของโรคเลือดจาง ได้แก่ อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายและผู้ป่วยที่เป็นโรคเลือดจางเนื่องจากการขาดธาตุเหล็ก จะปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่เล็บ ลิ้น ปาก ผม และหลอดอาหาร

การวินิจฉัยโรคอาศัยอาการของการตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจเลือด

การรักษามีหลักการเช่นเดียวกับการรักษาโรคเลือดจาง การให้เหล็ก เพื่อรักษาจางจากการขาดเหล็กควรจะให้ในรูปของเฟอร์รัสซัลเฟต (ferrus sulfate) ผู้ป่วยที่ไม่สามารถจะกินได้หรือมีความผิดปกติของการดูดซึม จำเป็นต้องให้เหล็กโดยการฉีด
โรคเลือดออก

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
ความโน้มเอียงในการตกเลือดอาจเกิดขึ้นจากสาเหตุ ๓ ประการด้วยกัน กล่าวคือ

๑. ความผิดปกติของหลอดเลือดฝอย เช่น หลอดเลือดฝอยเปราะ ทำให้มีการตกเลือดได้โดยง่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตกเลือดตามผิวหนัง เมื่อร่างกายได้รับภยันตรายแม้แต่เพียงเล็กน้อย

๒. ความผิดปกติของเกล็ดเลือด เช่น มีจำนวนของเกล็ดเลือดในเลือดลดลงกว่าปกติ หรือมีจำนวนเกล็ดเลือดปกติแต่มีคุณภาพของเมล็ดเลือดผิดปกติ

๓. ความผิดปกติของขบวนการกลายเป็นลิ่มของเลือด เช่น ขาดสารที่จำเป็นสำหรับการเป็นลิ่มของเลือด เช่น ขาดโกลบุลิน (globulin) ต้านฮีโมฟิเลีย (hemophilla) ทำให้เกิดโรคฮีโมฟีเลีย เป็นต้น
โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukaemia) เป็นโรคซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการขยายตัวและการแบ่งตัวอย่างผิดปกติของเมล็ดเลือดขาว ตลอดทั่วร่างกาย โดยที่ไม่ทราบสาเหตุแน่นอน และถือว่าเป็นเนื้องอกประเภทหนึ่ง จากการศึกษาปรากฏว่าผู้ป่วยที่ได้รับรังสี หรือไอโซโทปเกินปกติ มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมากขึ้น

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวอาจแบ่งได้เป็นชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง และยังอาจจะแบ่งได้ตามชนิดของเซลล์ที่พบว่าเป็นเม็ดเลือดขาวประเภทใด เช่น ลิมโฟไซต์ ไมอีลอยด์ (mieloid) หรือโมโนไซต์ เป็นต้น

โรคมะเร็งเลือดขาวเฉียบพลัน แบ่งได้ตามชนิดของความผิดปกติของเซลล์ที่พบ เช่น ลิมโฟบลาสต์ (lymphoblaste) ไมอีโลบลาสต์ (mielobaste) และ โมโนบลาสต์ (monoblaste) โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันอาจพบได้ในทุกอายุและทุกเพศ โดยเฉพาะได้พบบ่อยในวัยเด็ก ซึ่งมีอาการที่สำคัญคือ ผู้ป่วยจะมีอาการซีดอย่างรวดเร็วร่วมกับอาการเลือดออกตามผิวหนัง และอาการของการติดเชื้อ ทั้งนี้เพราะเม็ดเลือดขาวที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นนั้นผิดปกติ ไม่สามารถที่จะสร้างแอนติบอดีได้ อาการอื่นๆ ที่อาจพบได้ ได้แก่ อาการปวดตามกระดูก ต่อมน้ำเหลืองโต อาเจียนท้องเดินและผื่นผิวหนัง ผู้ป่วยมักมีอาการเริ่มต้นเร็วโดยมีอาการไข้ เจ็บคอ การอักเสบของทางเดินหายใจมีเลือดออกและมีอาการอ่อนเพลียลงอย่างมากเนื่องจากมีอาการซีด

การวินิจฉัยโรคที่สำคัญ จำเป็นต้องอาศัยการตรวจเลือด ซึ่งจะปรากฏว่าจำนวนเม็ดเลือดขาวในเลือดเพิ่มขึ้นประมาณ ๒๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ โดยที่จะมีเซลล์อ่อนของเม็ดเลือดขาวในเลือดเพิ่มขึ้นแล้วแต่ชนิดที่พบว่าเป็นลิมโฟบลาสต์ ไมอีโลบลาสต์ หรือโมโนบลาสต์ ผู้ป่วยบางรายอาจจำมีจำนวนเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดจำนวนเม็ดเลือดขาวปกติ การตรวจเลือดมักจะปรากฏว่ามีเฮโมโกลบิน จำนวนเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดลดลงด้วยเสมอ การตรวจไขกระดูกจะสนับสนุนการวินิจฉัย โรคโดยที่จะปรากฏว่ามีการขยายตัว และมีจำนวนของเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น อย่างผิดปกติ

โรคมะเร็งของเม็ดเลือดขาวเรื้อรังไมอีลอยด์ มักพบในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในวัยกลางคนและพบได้บ่อยในชายมากกว่าหญิง อาการที่สำคัญที่พบได้บ่อยเป็นอาการซีดและอาการแสดงม้ามโต อาการอื่นๆ ที่อาจพบได้ ได้แก่ อาการใจสั่น เหนื่อยง่าย ซึ่งเป็นอาการที่แสดงว่ามีอัตราของเมแทบอลิซึมของร่างกายเพิ่มขึ้น มีอาการเลือดออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผิวหนัง อาการปวดตามกระดูกหรือข้อ อาการผิดปกติของประจำเดือน และอาการผื่นผิวหนัง เป็นต้น

การวินิจฉัยโรคที่สำคัญ จำเป็นต้องอาศัยการตรวจเลือดซึ่งจะปรากฏว่าจำนวนเม็ดเลือดขาวมีจำนวนเพิ่มขึ้น

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมฟาทิก (lymphatic) มักพบในชายหลังวัยกลางคนเป็นส่วนใหญ่ และมีอาการที่สำคัญที่พบได้บ่อย คือ มีอาการของต่อมน้ำเหลืองโต อาการซีด อาการเลือดออกตามผิวหนังหรือภายใน อาการซึ่งแสดงว่ามีอันตรายของเมแทบอลิซึมของร่างกายเพิ่มขึ้น เลือดจากเฮโมไลทิกชนิดเกิดตามมาภายหลัง อาการปวดตามาข้อและกระดูก อาการของระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย หรือท้องร่วง และอาการม้ามโต เป็นต้น ต่อมน้ำเหลืองต่าง ๆ ที่โตขึ้นดังกล่าว อาจเกิดขึ้นภายใจและจะกดอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายทำให้มีอาการได้

การวินิจฉัยโรคที่แน่นอนจำเป็นต้องอาศัยการตรวจเลือดเช่นเดียวกัน ซึ่งจะปรากฏว่าจำนวนเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น
ดูเพิ่มเติม เรื่องกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาและ
  เลือดและธนาคารเลือดในประเทศไทย เล่ม ๘
หัวข้อก่อนหน้า