โรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อพยาธิ
โรคผิวหนังที่มีลักษณะเป็นเม็ดหรือผื่นด้านและลอก
โรคผิวหนังที่มีลักษณะเป็นตุ่มพองน้ำ
โรคผิวหนังที่มีการเปลี่ยนแปลงในสีของผิวหนัง
โรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อพยาธิ


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

คนทั่วไปเรียกโรคนี้ว่า หิด และเหา หิด เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากพยาธิตัวเล็กๆ ชนิดหนึ่งชื่อ ซาร์คอพทีส สคาปิไอ พรรณโฮมินิส (Saroptes scabiei var.hominis) ซึ่งอาศัยอยู่ในผิวหนังโดยทำให้เกิดเป็นร่องเล็กๆ ซึ่งอาจจะยาวสองหรือสามเซนติเมตรก็ได้ พยาธิตัวเมียจะอาศัยอยู่ที่ปลายร่องของผิวหนังนี้ และวางไข่ไว้ที่นั่นด้วย โรคนี้เป็นโรคที่ติดต่อได้โดยผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกันและจากเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัวที่มีไข่หรือพยาธิตัวเมียติดอยู่ แล้วนำมาใช้ร่วมกัน

อาการสำคัญของผู้ที่เป็นหิดคือคัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะคันมากตอนกลาคืน ตำแหน่งที่ชอบเป็น ได้แก่ ง่ามนิ้วมือ ด้านในของข้อมือ ด้านนอกของข้อศอกและรอยพับด้านหน้าของรักแร้ บริเวณหัวนม สะดือ รอบเอว องคชาติ อัณฑะ ก้น หัวเข่า และเท้า

ร่องที่พยาธิอาศัยอยู่ในผิวหนังจะมีลักษณะคดไปคดมาเหมือนเส้นด้าย และตรงปลายที่พยาธิตัวเมียอาศัยอยู่นั้นจะเป็นจุดเล็กๆ ถ้าไม่มีการอักเสบแทรกชาวบ้านมักจะเรียกว่าเป็น "หิดด้าน" แต่ด้วยการเกาจะทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อขึ้นเป็นเม็ดหนองและตกสะเก็ด ซึ่งชาวบ้านบักจะเรียกว่า เป็นหิดเปื่อย หรือหิดตะมอย

เหาและโลน เหาะเกิดขึ้นจากพยาธิชนิดเพดิคูลัส ฮิวมานัส พรรณคาพิทิส (Pediculus humanus var.capitis) ซึ่งเป็นที่ศีรษะ และเพดิคูลัส ฮิวมานัสพรรณคอร์โพริส (P.humanus var.corporis) ซึ่งเป็นแถวหน้า อกและลำตัว ทั้งสองชนิดนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกัน แตกต่างกับชนิดที่เรียกว่า โลน เพราะเป็นที่บริเวณหัวหน่าว ซึ่งมีชื่อว่า ไทรุน พูบิส (Phthirus pubis)

สภาพที่อยู่กันอย่างแออัดและไม่ถูกสุขลักษณะเป็นปัจจัยสำคัญที่ตัวเหาจะแพร่จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง โดยการอยู่ใกล้ชิดกันหรือใช้หวีร่วมกัน ส่วนเหาที่ขึ้นตามร่างกายส่วนที่มีขน เช่น ที่หน้าอกนั้น มักจะไม่ค่อยพบตัวที่ร่างกาย แต่จะต้องเสาะหาตามตะเข็บของเสื้อผ้าที่สวมใส่ ส่วนพวกโลนนั้นมักจะติดต่อกันจากการร่วมเพศ และนอกจากหัวหน่าวแล้ว อาจไปเป็นที่บริเวณที่มีขนที่อื่นอีกได้ เช่น รักแร้ หรือแม้แต่ขนตาและผมบนศีรษะ

เหาทำให้คันมาก และเมื่อเกาหนักๆ เข้าก็กลายเป็นเม็ดหนอง ตรวจดูให้ดีจะพบตัวที่ผิวหนังหรือพบไข่โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณเหนือหูเหนือแถวท้ายทอย

ส่วนตัวโลนนั้น มักจะใช้ปากเกาะติดแน่นกับผิวหนัง ทำให้ดูเป็นจุดเล็กๆ สีเหลืองๆ หรือเทา ส่วนไข่ของมันก็จะติดอยู่กับเส้นขนเหนือผิวหนังประมาณ ๑(๑/๒) เซนติเมตร
โรคผิวหนังที่มีลักษณะเป็นเม็ดหรือผื่นด้านและลอก
[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
โซริอาซิส เป็นโรคหนึ่งในกลุ่มนี้ซึ่งมีความสำคัญมากและพบได้ค่อนข้างบ่อย โซริอาซิสเป็นโรคเรื้อรัง ที่บางครั้งอาจทุเลาลงไปบ้างแล้วก็กำเริบขึ้นมาใหม่อีก ไปจนตลอดชีวิต

สาเหตุของโรคนี้ยังไม่ทราบชัด แต่ปัจจัยหนึ่งที่อาจเป็นไปได้ในการก่อให้เกิดโรคนี้ขึ้นคือกรรมพันธุ์

ลักษณะของผื่นที่ผิวหนังมักจะเป็นเม็ดด้านหรือปั้นสีแดงนูนขึ้นมาจากผิวหนัง ทรงค่อนข้างกลม มีขอบแยกจากผิวหนังธรรมดาชัดเจน และมีสะเก็ดสีเงินติดซ้อนอยู่ ซึ่งเมื่อแกะออกจะเห็นจุดเลือดออกอยู่ภายใต้สะเก็ดนั้น

ขนาดและรูปร่างของผื่นหรือปื้นของโรคนี้ไม่ค่อยจะเหมือนกัน ตำแหน่งหรือบริเวณผิวหนังที่อาจเกิดโรคนี้ได้นั้น อาจเป็นที่ไหนก็ได้ แต่มักจะพบบ่อยที่ศีรษะ ข้อศอก หัวเข่า และก้นกบ นอกจากนี้ก็พบแถวฝ่ามือฝ่าเท้า และเล็บ ที่ฝ่ามือฝ่าเท้ามักเกิดเป็นเม็ดหนอง ที่เล็บจะเห็นเป็นรอยจุดบุ๋มเล็กๆ เหมือนเป็นเม็ดหนอง ที่เล็บจะเห็นเป็นรอยจุดบุ๋มเล็กๆ เหมือนหัวเข็มหมุด หรือมีขุยผิวหนังใต้เล็บหนานูนสูงขึ้นมาเหมือน "ขี้เล็บ" ที่สะสมอยู่มากๆ

นอกจากนี้ที่บริเวณข้อพับและในปากก็อาจเกิดเป็นผื่นของโรคนี้ได้ เช่นกัน

ในบางโอกาสผื่นของโซรินอาซิสนี้อาจขึ้นเป็นตุ่มหนองเล็กๆ หรือรวมตัวกันเป็นปื้นหนอง และบางครั้งก็กระจายเป็นสะเก็ด ลอกไปทั่วตัวและผิวหนังมีสีแดงจัด ข้อกระดูกอาจอักเสบมีอาการปวดมาก และเมื่อนานเข้าก็ทำให้หงิกงอและพิการไป

ไพทีริอาซิส โรซี (pityriasis rosea) เป็นอีกโรคหนึ่งในกลุ่มนี้ที่พบได้บ่อย โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด นอกจากจะมีผู้คาดคะเนว่าน่าจะเป็นไวรัสชนิดหนึ่ง

ลักษณะของผื่นที่เกิดขึ้น ครั้งแรกที่เดียวจะเป็นปื้นโดดๆ ที่ผิวหนังบริเวณใดก็ได้ของร่างกาย ขนาดประมาณ ๒-๖ เซนติเมตร อีกหลายวันต่อมาก็จะเกิดผื่นเป็นปื้นที่มีสะเก็ดเป็นขุย ๆ ตามมา ส่วนมากในบริเวณที่ปกคลุมด้วยเสื้อผ้า ผื่นจะมีรูปรี ๆ และส่วนยาวจะขนานไปกับเส้นแยกของผิวหนัง สีของผื่นอาจเป็นสีชมพูหรือสีน้ำตาล และขนาดประมาณ ๒ เซนติเมตร หรือเล็กกว่านั้น สะเก็ดเล็ก ๆ ละเอียด ๆ ที่คลุมอยู่ตรงกลางจะทำให้มีลักษณะเหมือนกระดาษมวนบุหรี่ผู้ป่วยอาจคันบ้างเล็กน้อย ในบางรายอาจมีไข้และอ่อนเพลีย ผื่นนี้หายไปได้เองภายใน ๒-๔ สัปดาห์ และเมื่อเป็นครั้งหนึ่งแล้วก็มักจะไม่เป็นอีก
โรคผิวหนังที่มีลักษณะเป็นตุ่มพองน้ำ
[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
โรคผิวหนังที่มีลักษณะเป็นตุ่มพองน้ำ มีอยู่หลายโรคด้วยกัน แต่ที่มีความรุนแรงมากจนถึงชีวิตและพบได้เสมอนั้น คือ เพมฟิกัสวัลการิส (pemphigus vularis) ซึ่งมักจะเป็นในผู้ใหญ่มากกว่าในเด็ก

สาเหตุที่แน่นอนของเพมฟิกัสยังไม่ทราบชัดแต่เท่าที่ได้มีการศึกษากัน พบว่ามีกลไกทางภูมิคุ้มกันแล้วเอง (outoimmune) เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง

ลักษณะของเพมฟิกัสวัลการิสนั้น คือ มีตุ่มพองน้ำแฟบๆ และแตกง่าย เมื่อแตกมีน้ำเหลืองออกแล้ว ก็จะกลายเป็นแผลตื่นๆ ซึ่งอาจใหญ่มากขึ้น โดยลามออกไปตามขอบของแผล ฐานของผื่นนั้นอาจเป็นผิวหนังปกติหรือมีสีแดงของการอักเสบก็ได้

ตำแหน่งที่พบว่าเป็นบ่อยๆ คือศีรษะ หน้าอก หน้าท้อง และบริเวณที่ผิวหนังเสียดสีกัน นอกจากนี้ที่เยื่อมูกก็มักจะเป็นได้เสมอ เช่น ที่ในปากซึ่งจะทำให้เจ็บมากและกลืนอาหารลำบาก ทั้งอาจลามต่ำลงไปถึงคอหอย และกล่องเสียงทำให้เสียงแหบได้

อาการคันไม่ค่อยจะมี แต่มักจะเจ็บมากกว่าโดยเฉพาะตรงที่เป็นแผลเพราะผิวหนังลอกออก แผลที่ผิวหนังนี้จะหายช้ามาก และเมื่อหายแล้วจะมีสีเข้มกว่าธรรมดา โดยไม่เป็นแผลเป็น

นอกจากเพมฟิกัสวัลการิส ซึ่งพบได้เสมอแล้วเพมฟิกัสยังมีลักษณะอื่นๆ อีก ที่พบน้อย เช่น เพมฟิกัสโฟลิเอเซียส (pemphigus foliaceus) และเพมฟิกัสเอริทีมาโทซัส (pemphigus erythematosus)

ส่วนโรคของผิวหนังที่เป็นตุ่มพองน้ำชนิดอื่นๆ ยังมีอีกหลายโรค เช่น โรคดูห์ริง (Duhring'sdisease) บุลลูสเพมฟิกอยด์ (bullouspemphigoid) เอพิเดอร์โมลิซิสบุลโลชา (epidermolysis bullosa) และเอริทีมัมัลทิฟอร์ม (erythema multiform) เป็นต้น
โรคผิวหนังที่มีการเปลี่ยนแปลงในสีของผิวหนัง

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
โดยทั่วไปคนไทยมีผิวคล้ำ ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงในสีของผิวที่คล้ำหรือดำขึ้นจึงไม่ค่อยน่าเกลียดนอกจากในผู้ที่มีผิวขาวตามธรรมชาติ แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีผิวคล้ำแล้ว ผิวหนังเกิดมีสีซีดหรือขาวผิดปกติไป ก็มักจะทำให้ดูเด่นชัดและเห็นว่าน่าเกลียด จะทำให้ผู้นั้นมีความกังวลอยู่เสมอ

โรคที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในสีของผิวไม่ว่าจะทำให้ผิวคล้ำดำขึ้น เป็นสีน้ำตาลหรือสีอื่นๆ และสีของผิวที่ขาวซีดและผิดปกตินั้นมีมากมาย บางโรคก็อาจพบได้บ่อยๆ หรือเป็นกันมาก บางโรคก็พอพบได้บ้างเป็นครั้งคราวและบางโรคก็พบได้น้อยมากหรือนานๆ จะเห็นสักรายหนึ่ง

ในบรรดาผิวที่มีสีคล้ำขึ้นกว่าปกติและพบได้บ่อย เช่น ฝ้า ผิดตกกระและขี้แมลงวัน เป็นต้น

ฝ้า เป็นผิวหนังที่มีสีคล้ำกว่าปกติ มักจะเป็นในผู้หญิงมากกว่าในผู้ชาย อาจเกิดขึ้นเองโดยไม่มีสาเหตุ หรือเกิดขึ้นในผู้ที่ตั้งครรภ์ ในผู้ที่เป็นมะเร็งของรังไข่ และในผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดอยู่

ตกกระ มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเล็กๆ ขึ้นบนผิวหนังบริเวณที่ถูกแดดเกิดขึ้นเพราะเม็ดสีเมลานิน เกิดโฟโตออกซิเดชัน (photo-oxidation) โดยแสงอัลตราไวโอเลตขนาดคลื่นยาว

ด่างขาว ผิวหนังที่มีสีซีดจางผิดปกติ หรือกลายเป็นสีขาว มักเรียกกันว่า เป็นโรคด่างขาว ไม่ใช่ "เผือก" ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกผู้ที่ผิวหนังไม่มีเม็ดสีมาแต่กำเนิด เป็นลักษณะหนึ่งทางกรรมพันธุ์

ผิวหนังที่ด่างขาวนั้น อาจเกิดจากสาเหตุหลายประการด้วยกัน เช่น เกิดขึ้นภายหลังจากมีพยาธิสภาพที่ผิวหนังอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจเกิดจากโรคผิวหนังบางชนิด เช่น เกลื้อน คุดทะราด และโรคเรื้อน แต่ที่เป็นโรคสำคัญและพบบ่อยคือ โรคด่างขาวแท้ ๆ ที่เรียกว่า "วิทิลิโก" (vitiligo)
หัวข้อก่อนหน้า หัวข้อถัดไป