ทำไมบุคลิกภาพจึงเกี่ยวข้องกับจิตเวชศาสตร์และสุขภาพจิต
สุขภาพมารดาส่งผลอย่างไรต่อทารกในครรภ์
จากทารกจนโตเป็นวัยรุ่นมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
ความผิดปกติทางจิตมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

ทำไมบุคลิกภาพจึงเกี่ยวข้องกับจิตเวชศาสตร์และสุขภาพจิต

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
จิตเวชศาสตร์และสุขภาพจิต นับเป็นวิชาว่าด้วยเรื่องของมนุษย์โดยตรง จำเป็นต้องเข้าใจพื้นฐานของบุคลิกภาพและพัฒนาการของบุคลิกภาพจึงจะสามารถเข้าใจความผิดปกติต่าง ๆ ของบุคลิกภาพและจิตใจได้
บุคลิกภาพ หมายถึงลักษณะภายนอกและลักษณะภายในทั้งหมดของบุคคล นับตั้งแต่รูปร่างหน้าตา กิริยาท่าทาง เจตคติ แรงจูงใจ สติปัญญาความ สามารถ ปฎิกิริยาตอบสนองทางอารมณ์ ลักษณะประจำตัวต่างๆ (traits) ความนึกคิด ความรู้สึกที่บุคคลนั้นมีต่อตนเอง ส่วนที่ เหลือค้างจากประสบการณ์บุคลิกภาพจึงเป็นลักษณะเฉพาะของบุคคล ไม่มีใครในโลกที่มีบุคลิกภาพเหมือนกันแม้แต่คู่แฝดจากไข่ใบเดียว กัน
บุคลิกภาพของคนเราจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการ คือ
1) โครงสร้างทางชีววิทยาและกรรมพันธุ์
2) สภาพแวดล้อมในพัฒนาการซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เกิดหรือเกิดก็ว่าได้

สุขภาพมารดาส่งผลอย่างไรต่อทารกในครรภ์

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
สภาพแวดล้อมขณะเด็กอยู่ในครรภ์มีอิทธิพลต่อสุขภาพกายและสุขภาพ จิตของเด็กหลายทาง ดังนี้
1) ถ้ามารดาขาดอาหาร เด็กจะมีร่างกายไม่สมบูรณ์ และสติปัญญาด้อยลง
2) ถ้ามารดาเกิดโรคบางอย่าง เช่น โรคหัดเยอรมันในระยะต้นของการตั้งครรภ์ เด็กอาจเกิดมาพิการ หรือ ปัญญาอ่อน
3) ถ้ามารดาได้รับยาบางอย่างที่เป็นอันตราย เช่น ทาลิโดไมด์ (thalidomide) เด็กอาจเกิดมาแขนขาพิการ
4) ถ้ามารดาได้รับการฉายรังสี เด็กอาจเกิดมาพิการ
5) ถ้ามารดาอารมณ์ตึงเครียด การทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติของทารกในครรภ์ อาจเปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ เนื่องจากความตึงเครียดของมารด าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบไหลเวียนจากมารดาไปสู่ทารกซึ่งผ่านทางสายสะดือ

จากทารกจนโตเป็นวัยรุ่นมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

พัฒนาการทางบุคลิกภาพ
วัยทารก
วัยทารก (แรกเกิดถึง 1 ปี) เด็กช่วยตัวเองไม่ได้เลย ต้องพึ่งผู้อื่นทั้งกายและใจโดยสิ้นเชิง บุคคลสำคัญที่สุดในวัยนี้ คือ " แม่" กิจกรรมสำคัญในระยะนี้ คือ "การดูด" ซึ่งเด็กได้รับความพอใจมากเด็กจะพบใจและมีความสุขเมื่อได้ดูดแม้ขณะที่ไม ่หิว เด็กใ นวัยนี้จึงมักเอาของใส่ปากเสมอ
วัยเด็กเล็ก
วัยเด็กเล็ก (อายุ 1-2.1/2 ปี) เด็กเริ่มวิ่งได้ ไปไหนได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งผู้ใหญ่ เขาเริ่มช่วยตัวเองได้ ไปไหนได้เองโดยไม่ต้อง พึ่งผู้ใหญ่ เช่น ตักข้าวกินเองได้ขณะเดียวกัน ผู้ใหญ่ก็มักจะฝึกหัดการขับถ่ายให้เป็นที่เป็นทาง (toilet training) ก่อนที่ก ล้ามเนื้อและประสาทจะเจริญเพียงพอที่จะช่วยให้เขาบังคับการนั่งถ่ายได้เองแล้ว เขาอาจมีปัญหาเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อาจมีบุคลิกภาพย้ำคิดย้ำทำ จู้จี้ เจ้าระเบียบ แถวตรงเกินไป ตึงเครียดเคร่งเครียด ไม่รู้จักยืดหยุ่น
วัยอนุบาล
วัยอนุบาล (อายุ 3-5 ปี) เด็กเริ่มสนใจความแตกร่างของอวัยวะเพศ มีความรักใคร่พ่อหรือแม่ที่เป็นเพศตรงข้ามกับตน และ ทำตนเป ็นคู่แข่งหรือเป็นศัตรูกับพ่อแม่ที่เป็นเพศเดียวกับตน
วัยเรียน
วัยเรียน (อายุ 6-12 ปี) เด็กจะมุ่งไปทางการเรียนและออกกำลังกายเริ่มพึ่งพาบิดามารดาน้อยลง มักสนใจเข้าพวกเข้าหมู่ ชอบ คบเพื่อเพศเดียวกัน
วัยรุ่น
วัยรุ่น (13-17 ปี) เป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างมากมายทั้งด้านร่างกายและจิตใจเป็นวัยของความยุ่งยากใจเ พราะเขาไม่แน่ใจว่าเขาเป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ ใจหนึ่งนั้นเขาอยากเป็นผู้ใหญ่ เขาดิ้นรนหาเสรีภาพและอยากพึ่งตนเอง มีความคิดเป็นของตนเอง แต ่อีกใจหนึ่งนั้นเขาก็อยากเป็นผู้ใหญ่ เขาดิ้นรนหาเสรีภาพ และอยากพึ่งตนเอง มีความคิดเป็นของตนเอง แต่อีกใจหนึ่งน ั้นเขาก็ยังรู้สึกต้องการที่พึ่งพิงและได้รับความช่วยเหลือจากบิดามารดา

ความผิดปกติทางจิตมีกี่ประเภท อะไรบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ประเภทของความผิดปกติทางจิตใจ
องค์การอนามัยโลกได้ประกาศปรับปรุงแก้ไขการจำแนกประเภทของความผิดปกติทางจิตใจ กล่าวโดยย่อแบ่งความผิดปกติทางจิตใจ ออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
โรคจิต
เป็นความผิดปกติของจิตใจซึ่งการทำงานของจิตใจเสียหน้าที่ไปอย่างเห็นได้ชัดเจน จนทำให้บุคคลนั้นไม่สามารถดำเน ินชีวิตอย่างเป็นปกติ ประกอบด้วยอาการทั่วไป 3 ประการ คือ
1) บุคลิกภาพเดิมของผู้ป่วยเปลี่ยนไป
2) ไม่อยู่ในโลกของความจริง เช่น มีอาการประสาทหลอน ได้ยินเสียงคนด่าตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่ในขณะนั้นไม่มีใครด่าเขาเลย หลงผิด ว่ามีคนคิดร้ายและกำลังตามฆ่าเขา
3) ไม่รู้สภาวะตนเอง
ประสาท
โรคประสาทเป็นความผิดปกติ หรือความแปรปรวนทางจิตใจ อาการต่าง ๆ ที่ปรากฎคือกังวล ย้ำคิด ย้ำทำ เหนื่อยง่าย ฯลฯ อาการเหล่านี้ไม่ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการทำงาน หรือการเข้าสังคมอย่างเห็นได้ชัดเจน ส่วนมากจะหยั่งเห็นสภาพของตนหรือรู้สภาวะของตน เอง รู้ว่าจนไม่สบายใจ หงุดหงิด และกลุ้มใจต้องการให้แพทย์หรือคนอื่นช่วยเหลือ
ปัญญาอ่อน
ปัญญาอ่อน หมายถึงการมีระดับสติปัญญาต่ำกว่าปกติ ระดับเชาวน์ปัญญาแบ่งออกดังนี้
ปัญญาอ่อนระดับน้อย (moron) ไอคิว (I'Q.) 50-30
ปัญญาอ่อนปานกลาง (imbecile) ไอคิว (I.Q.) 35-49
ปัญญาอ่อนมาก (fevere) ไอคิว(I.Q.) 20-34
ปัญญาอ่อนรุนแรง (idiocy) ไอคิว(I.Q.)ต่ำกว่า 0-20



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ ] |ดูต่อ..]
Copyright © 1997 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.