คนเราต้องรู้เรื่องต่างๆ เกี่ยวกับตัวเราเอง รู้เรื่องพ่อ แม่ พี่น้องในบ้านของเรา รู้เรื่อง เพื่อนบ้านของเรารู้เรื่องโรงเรียนของ เราและต้องรู้จักหลายอย่างที่อยู่ รอบตัวเรา เช่น ต้นไม้ ดอกไม้ หญ้า สัตว์เลี้ยง สัตว์ที่เห็นอยู่ใน บริเวณบ้าน และบริเวณใกล้เคียงบ้าน พระ อาทิตย์ พระจันทร์ ดาว เมฆ ฝน ถนนหนทาง รถชนิดต่างๆ ที่เราเห็นบนถนน และ ที่เราใช้อยู่ทุกวัน เหล่านี้เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีวิชาความรู้ต่างๆ ที่จำเป็นต้องเรียน เช่น การอ่าน ออกเขียนได้ ทำเลขได้ รู้ว่าทำไมฝน จึงตก วิชาเหล่านี้ทำให้เข้าใจ เรื่องต่างๆ ได้มากขึ้น เฉลียวฉลาด คิด ได้คล่อง ทำงานเป็น จิตใจ กระปรี้กระเปร่า คบหาสมาคมกับเพื่อนฝูง ได้ดี

เราจะเรียนรู้เรื่องต่างๆ ได้โดย การสังเกต รู้จักพิจารณาดูสิ่งต่างๆ อย่างถี่ถ้วน ไต่ถามผู้ใหญ่ซึ่งมี ความรู้มากกว่าเรา จำสิ่งต่างๆ ที่ ได้เห็นได้ยิน ได้ฟัง และได้จับ ต้องด้วยตนเอง อย่างไรก็ดี สิ่งที่ เราจะต้องเรียนรู้นั้นมีมากมายนัก ยิ่งเติบโตขึ้นก็ยิ่งต้องเรียนรู้ เรื่องต่างๆ ให้มากขึ้นตามวัย ยาก นักที่เราจะเรียนรู้เองทุกอย่าง รัฐบาลซึ่งมีหน้าที่ดูแลให้เด็กๆ และผู้ใหญ่ที่เป็นพลเมืองของประเทศ ให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียนจึงได้ จัดตั้งโรงเรียนขึ้น สำหรับเด็กที่ มีอายุตั้งแต่ 6 ปี ถึง 16 ปี รัฐบาลจะ จัดโรงเรียนให้เข้าเรียนจนจบชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 เด็กไทยทุกคน ต้องเข้าโรงเรียน และเรียนจบชั้นประถม ศึกษาปีที่ 6 เป็นอย่างน้อย นอกจาก โรงเรียนในระดับประถมศึกษาแล้ว ยัง มีโรงเรียนและสถานศึกษาในระดับสูง ขึ้นไปอีก คือโรงเรียนมัธยมศึกษา วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย การศึกษาในระดับ สูงไม่เป็นการบังคับ ผู้ประสงค์จะ ศึกษาต่อย่อมศึกษาได้ตามความสามารถของ ตน

การศึกษาในระบบโรงเรียนต้องเสียค่า ใช้จ่ายและต้องใช้เวลามาก ผู้ที่ ประสงค์จะเล่าเรียนต่อบางคน แม้จะ มีสติปัญญาดี ก็ขาดแคลนทุนทรัพย์ และต้องใช้เวลาเพื่อประกอบอาชีพ ไม่ อาจเข้าศึกษาได้ แต่เด็กและเยาวชน เหล่านี้ก็ไม่ไร้โอกาสโดยสิ้นเชิง ทีเดียว รัฐบาลจะจัดทุนศึกษาเล่า เรียนให้บางส่วน นอกจากรัฐบาลแล้ว เอก ชนและองค์กรที่มิใช่หน่วยงาน ของรัฐบาลจะอุทิศเงินให้เป็นทุนการ ศึกษา นอกจากจัดการศึกษาในระบบโรง เรียนแล้ว รัฐบาลและหน่วยงานภาคเอกชน ยังได้จัดการศึกษานอกระบบโรงเรียน สอนในเวลาไม่นานนัก ใช้วิธีต่างๆ ให้ผู้ต้องการเรียนได้เล่าเรียนใน เวลาที่ว่างจากการประกอบอาชีพ เช่น สอนในตอนเย็น ตอนค่ำ วันเสาร์ และ วันอาทิตย์ จัดการสอนทางวิทยุกระจาย เสียง และโทรทัศน์ ส่งบทเรียนไปทาง ไปรษณีย์สำหรับผู้ที่อยู่ห่างไกลมาก ๆ จากสถานศึกษา ผู้ซึ่งประสงค์จะเล่า เรียนต่อก็จะเรียนได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดไป

แหล่งให้ความรู้แก่ทุกคนอีกแหล่ง หนึ่ง คือ ห้องสมุด ในโรงเรียนจะมี ห้องมุดของโรงเรียน ในชุมชนมี ที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน ในอำเภอ และจังหวัดมีห้องมุดประชาชน ผู้ประสงค์ จะแสวงหาความรู้จะไปยืมหนังสือ มาอ่านได้ในห้องสมุดจะมีบรรณารักษ์ ซึ่งจะช่วยแนะนำการอ่านหนังสือ ด้วย นอกจากนี้ในห้องสมุดจะมี หนังสือสารานุกรม ซึ่งเป็นหนังสือรวมความรู้ ต่างๆ สารานุกรมสำหรับเด็กและเยาวชนจะ มีภาพประกอบสวยงาม น่าอ่าน



[ จอหลัก | เล่มที่๑๒ | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ | ดูต่อ... ]
Copyright © 1996 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contained in this web site without permission is prohibited.