ต้นกำเนิดฝนหลวงและมูลเหตุ
คำนิยาม
กรรมวิธีฝนหลวง
สารเคมีฝนหลวง
ความก้าวหน้า
ศิลปะและเทคนิคในการวางแผนและปฏิบัติการตามแผน
ความสำเร็จและการยอมรับ



ต้นกำเนิดฝนหลวงและมูลเหตุ


ฝนหลวงก่อกำเนิดจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลปัจจุบัน ที่ทรงห่วงใยในความทุกข์ยากของพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดาร ห่างไกลจากแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น ต้องประสบปัญหาขาด แคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคสำหรับคน สัตว์เลี้ยง และเกษตรกร อันเนื่องมาจาก ภาวะแห้งแล้ง ซึ่งมีสาเหตุมาจากความผันแปรและคลาดเคลื่อนของธรรมชาติ กล่าวคือ ฤดูฝนเริ่มต้นล่าเกินไปหรือหมดเร็วกว่าปกติ หรือฝนที่ทิ้งช่วงระยะยาว ในระหว่างฤดูฝน.....

คำนิยาม


ฝนหลวง เป็นกรรมวิธีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน ทรงคิดค้นขึ้นมาพระราชทานให้ใช้เทคโนโลยีในการทำให้เกิดฝน ด้วยวิธีการ ทางวิทยาศาสตร์ในการดัดแปรสภาพอากาศที่กระทำโดยความตั้งใจของมนุษย์ ซึ่งมีการวางแผนหวังผลให้เกิดฝนตกลงสู่พื้นที่เป้าหมายที่กำหนดแผ่เป็นบริเวณ กว้าง มีวันฝนตกถี่ และปริมาณฝนมากยิ่งขึ้นกว่าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

กรรมวิธีฝนหลวง


ปัจจุบันใช้กรรมวิธีที่ใช้เครื่องบินในการดัดแปรสภาพอากาศ (Weather modification) ให้เกิดฝน 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
ขั้นที่ 1 ก่อกวน (Triggering) เป็นการดัดแปรสภาพอากาศด้วย การก่อกวนสมดุล (Equilibrium) หรือเสถียรภาพ (Stability) ของ มวลอากาศเป็นแห่ง ๆ โดยการโปรยสารเคมีประเภทดูดซับความชื้นแล้วทำ ให้อุณหภูมิสูงขึ้น (Exotyhermic chemicals) ในท้องฟ้าที่ระดับใกล้ เคียงกับระดับกลั่นตัวเนื่องจากการไหลพาความร้อนในแนวตั้ง (Convective condensation Level) ซึ่งเป็นระดับฐานเมฆของแต่ละวัน และโปรยสาร เคมีประเภทที่เมื่อดูดซับความชื้นแล้วทำให้อุณหภูมิลดต่ำลง (Endothermic chemicals) ที่ระดับสูงกว่าระดับฐานเมฆ 2,000-3,000 ฟุต ทั้งนี้เพื่อ ช่วยให้เกิดเมฆเร็วขึ้นและปริมาณมากกว่าที่เกิดตามธรรมชาติ โดยเริ่มก่อ กวนในช่วงเวลาเช้าทางด้านเหนือลมของพื้นที่เป้าหมายหวังผลที่วางแผน กำหนดไว้ในแต่ละวัน
ขั้นที่ 2 เลี้ยงให้อ้วน (Fatten) เป็นการดัดแปรสภาพอากาศ และก้อนเมฆด้วยการกระตุ้นหรือเร่งการเจริญเติบโตของก้อนเมฆที่ก่อตัวแล้ว ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นทางฐานเมฆและยอดเมฆขนาดหยดน้ำใหญ่ขึ้นและปริมาณน้ำ ในก้อนเมฆมากขึ้น และหนาแน่นเร็วกว่าที่จะปล่อยให้เจริญเองตามธรรมชาติ ด้วยการโปรยสารเคมีประเภทที่เมื่อดูดซับความชื้นแล้วทำให้อุณหภูมิลดต่ำลง ที่ระดับฐานเมฆหรือทับยอดเมฆ หรือระหว่างฐานและยอดเมฆโดยบินโปรย สารเคมีเข้าสู่ก้อนเมฆโดยตรง หรือโปรยรอบ ๆ และระหว่างช่องว่างของ ก้อนเมฆทางด้านเหนือลมให้กระแสลมพัดพาสารเคมีเข้าสู่ก้อนเมฆ หรือโปรย สารเคมีสูตรร้อนสลับสูตรเย็นในอัตราส่วน 1:4 ทับยอดเมฆทั่วบริเวณที่เกิด สภาพเมฆที่มีความหนา 2,000-3,000 ฟุต ปกคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง หรือที่บริเวณพื้นที่ใต้ลมของบริเวณที่เริ่มต้นก่อกวน ทั้งนี้สุดแล้วแต่สภาพ ของเครื่องบิน ภูมิประเทศ และอากาศขณะนั้นจะอำนวยให้
ขั้นที่ 3 โจมตี (Attack) เป็นการดัดแปรสภาพอากาศในก้อนเมฆ โดยตรงหรือบริเวณใต้ฐานเมฆ หรือบริเวณที่ต้องการชักนำเมฆฝนที่ตกอยู่แล้ว เคลื่อนเข้าสู่ เป็นการบังคับหรือเหนี่ยวนำให้เมฆที่แก่ตัวจัดแล้วตกเป็นฝนลง สู่พื้นที่เป้าหมายหวังผลที่วางแผนกำหนดไว้ โดยบินโปรยสารเคมีประเภทที่ทำให้ อุณหภูมิลดต่ำลงเข้าไปในเมฆโดยตรงที่ฐานเมฆ หรือยอดเมฆ หรือที่ระดับ ระหว่างฐานเมฆและยอดเมฆชิดขอบเมฆทางด้านเหนือลม หรือใช้เครื่องบิน 2 เครื่องโปรยพร้อมกันแบบแซนด์วิตช์ (Sandwitch) เครื่องหนึ่งโปรยที่ ฐานเมฆด้านใต้ลม อีกเครื่องหนึ่งโปรยด้านเหนือลมชิดขอบเมฆที่ระดับยอด หรือไหล่เมฆ เครื่องบินทั้งสองทำมุมเยื้องกัน 45 องศา หรือสารเคมีเย็น จัดที่ระดับต่ำกว่าฐานเมฆไม่น้อยกว่า 1,000 ฟุต หรือสร้างจุดเย็นด้วยสาร เคมีเย็นจัดเป็นบริเวณแคบในบริเวณพื้นที่เป้าหมายหวังผล เพื่อเหนี่ยวนำให้ ฝนที่กำลังตกอยู่เคลื่อนเข้าสู่บริเวณที่ต้องการนั้น

สารเคมีฝนหลวง


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยยิ่ง ในการนำสารเคมีฝน หลวงไปใช้ในการปฏิบัติการ ดังนั้นก่อนที่จะทรงเห็นชอบให้นำไปใช้จึงต้องมี การวิเคราะห์วิจัยอย่างถี่ถ้วนถึงผลกระทบว่าจะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตทั้งมนุษย์ พืชและสัตว์ ตลอดจนก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ จากนั้นจึงทรง ให้เลือกสารเคมีที่ผลิตในประเทศเท่าที่จะทำได้และราคาไม่แพง เพื่อใช้ใน การปฏิบัติการ (สารเคมีฝนหลวงทั้งหมด 8 ชนิด ปัจจุบัน มีเพียง 2 ชนิด ที่ต้องสั่งเข้ามาจากต่างประเทศ คาดว่าในอนาคตอันใกล้จะผลิตได้เองทั้ง สารเคมีฝนหลวงจึงแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. สารเคมีประเภทคายความร้อนหรือทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น
2. สารเคมีประเภทดูดกลืนความร้อนแล้วทำให้อุณหภูมิต่ำลง
3. สารเคมีที่ทำหน้าที่ดูดซับความชื้นประการเดียว

ความก้าวหน้า


นับเป็นเวลาหลายปีก่อน พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวได้ทรงเริ่มศึกษาและวิจัยเอกสารทางวิชาการ และทรงค้นคิดอย่างเป็น ระบบต่อเนื่อง เพื่อค้นหากรรมวิธีการทำฝนที่เป็นไปได้และเหมาะสมกับสภาพ อากาศของประเทศไทยก่อนที่จะพระราชทานแนวพระราชดำริและข้อสมมุติ ฐานให้ลงมือทดลองปฏิบัติการ จนกระทั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้น้อม รับแนวทางพระราชดำริและได้เริ่มให้มีการทดลองปฏิบัติการจริงในท้องฟ้า เป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2512 และได้ดำเนินการทดลองปฏิบัติการอย่าง ต่อเนื่องในสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่แตกต่าง และในช่วงฤดูกาลต่าง ๆ กัน เพื่อพัฒนากรรมวิธีและเทคนิค จนกระทั่งถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2514 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการทดลองปฏิบัติการช่วยเหลือการทำนา ของจังหวัดพิจิตร และนครสวรรค์ ซึ่งประสบภาวะแห้งแล้งอย่างรุนแรงเป็น ครั้งแรกตามที่ราษฎรได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทาน ซึ่งประสบความ สำเร็จช่วยให้รอดพ้นความเสียหายได้อย่างน่าพอใจ นับแต่นั้นมา จึงเป็นการ ค้นคว้าทดลองควบคู่กับการปฏิบัติการช่วยเหลือตามการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ร้องเรียนของราษฎรจากทุกภาคของประเทศ ทั้งนี้ทรงร่วมและติดตามกิจ กรรมนี้ด้วยพระองค์เองทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิดและเอาพระทัยใส่เป็นอย่างยิ่ง ทั้งการวิเคราะห์ วิจัย การค้นคว้าทดลอง การวางแผนและปรับแผนปฏิบัติการ และการประเมินผล รวมทั้งทรงพระกรุณาถ่ายทอดวิชาการและพระราชทาน ข้อแนะนำทางเทคนิคแก่นักวิชาการด้วย จนทรงสามารถสรุปกรรมวิธีฝนหลวง พระราชทานให้ใช้เป็นหลักวิชาการและเทคนิคในการปฏิบัติการฝนหลวงใน พ.ศ. 2516 เป็นต้นมาจนตราบเท่าทุกวันนี้.....

ศิลปะและเทคนิคในการวางแผนและปฏิบัติการตามแผน


เนื่องด้วยการเกิดฝนทั้งโดยธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์เกี่ยว ข้องกับตัวการที่มีความผันแปรและไวต่อการเปลี่ยนแปลงสถานภาพสูงจึงต้อง มีการปรับแผนในระหว่างปฏิบัติการให้เหมาะสมกับสภาพปรากฏการณ์ในท้อง ฟ้าขณะนั้น
ข้อแนะนำทางเทคนิคที่พระราชทานแก่นักวิชาการให้เป็นหลักการและ แนวทางในการวางแผนปฏิบัติการและการปรับแผนในระหว่างปฏิบัติการให้ ประสบความสำเร็จ คือ ต้องมีศิลปะและความเชื่อมั่นในการนำเอาข้อมูลที่ ได้รับจากการคาดหมายลักษณะและพยากรณ์อากาศ การตรวจวัดสภาพอากาศ ทั้งผิวพื้นและชั้นบนประจำวัน สภาพท้องฟ้าและเมฆในขณะที่ปฏิบัติการในแต่ละ ขั้นตอนของกรรมวิธี ภูมิอากาศและภูมิประเทศประจำถิ่น รวมทั้งความมั่นใจ ความรู้ทางวิชาการและประสบการณ์ของนักวิชาการฝนหลวง ความเอาใจ ใส่ในการสังเกตการณ์และติดตามผลการปฏิบัติการอย่างใกล้ชิดของนักวิชา การฝนหลวงในแต่ละขั้นตอนของการปฏิบัติการตามกรรมวิธีก่อกวน เลี้ยงให้ อ้วน และโจมตี ประกอบการพิจารณาในการวางแผนและปรับแผนระหว่าง ปฏิบัติการประจำวันด้วย ซึ่งพอลำดับขั้นตอนได้ดังนี้
1. กำหนดพื้นที่เป้าหมายหวังผลประจำวัน
2. รวบรวมข้อมูลคาดหมายลักษณะอากาศและพยากรณ์อากาศ
3. ข้อมูลที่ใช้ประกอบการวางแผนปฏิบัติการในแต่ละขั้นตอนของกรรมวิธี
4. ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติการประจำวันตามแผนที่วางไว้ ในข้อ 1.
5. จัดทำรายงานผลการปฏิบัติการประจำวันเสนอศูนย์อำนวยการฝน หลวงพิเศษ

ความสำเร็จและการยอมรับ

จากผลความสำเร็จของการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือราษฎรใน แต่ละภาคของประเทศตั้งแต่ พ.ศ. 2514 เป็นต้นมา ดังที่ได้แสดงไว้ใน ตารางสรุปผลการปฏิบัติการฝนหลวง ตั้งแต่ พ.ศ. 2525-2530 นับว่าเป็น ไปตามพระราชประสงค์และเจตนารมณ์ที่จะให้กรรมวิธีฝนหลวงมีบทบาท หรือ เป็นส่วนหนึ่งที่เสริมกระบวนการการจัดการทรัพยากรน้ำให้สมบูรณ์แบบทั้งน้ำ ผิวดิน ใต้ดิน และน้ำจากฟ้า ซึ่งได้รับการยอมรับจากทั้งภายในและต่าง ประเทศในระดับหนึ่ง ตามข้อจำกัดของสภาวะปัจจุบันของทรัพยากรที่มีอยู่ใน ขณะนั้น .....



[ จอหลัก | เล่มที่๑๒ | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ ]
Copyright © 1996 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contained in this web site without permission is prohibited.