ชานบ้านสำคัญไฉน ทำไมจึงมีพื้นที่กว้างมาก
"ตูบ" ในที่นี้หมายถึงอะไร
สภาพภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดหมู่บ้านหลายๆ ลักษณะอะไรบ้าง

ชานบ้านสำคัญไฉน ทำไมจึงมีพื้นที่กว้างมาก

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
ชานเป็นส่วนสำคัญมากเท่ากับเรือนนอนและเรือนครัว การพักผ่อนในร่มเราอาศัยเรือนนอนแต่การพักผ่อนภายนอกนั้นเราอาศัยชานและระเบียง ชานเป็นที่เปิดโล่งรับแสงแดดและอากาศบริสุทธิ์ ลมพัดผ่านได้สะดวก เหมาะสำหรับเป็นที่นั่งเล่นในเวลาเย็นและเวลา ค่ำอันแสดงให้เห็นถึงล ักษณะพิเศษของสถาปัตยกรรมเมืองร้อนชื้นได้ดี
ชานใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง คือ ใช้พักผ่อน นั่งเล่น และจัดงานประเพณี อันเกี่ยวเนื่องมาจากคตินิยมแต่เดิม เช่น โกนจุก ทำบุญเลี้ยงพระ แต่งงาน นอกจากนี้ ชานยังมีหน้าที่เชื่อมเรือนนอน เรือนครัว และเรือนอื่นๆ เข้าด้วยกัน แต่เป็นการเชื่อมอย่างหลวม ๆ เรือนหมู่กุฏิสงฆ์หรือเรือนใหญ่คหบดี มักมีต้นไม้ใหญ่ปลูกไว้กลางชาน ช่วยให้บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบายขึ้น ทำให้อาคารกับธรรมช าติมีความสัมพันธ์กันเป็นอย่างดี ต้นไม้ที่ปลูกได้แก่ ตันจัน ต้นจำปี ต้นขนุน และต้นมะม่วง บางมุมของชานปลูกต้นไม้ประดับไว้ดูเล่น ได้แก่ บอนชนิดต่าง ๆ ว่าว โกรต๋น กระโกดัด บัวใส่ตุ่ม นอกจากนั้นยังมีสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ เลี้ยงไว้ในกรงแขวนและในภาชนะวางไว้ที่ชานด้วย เช่ น นกเขา นกดุเหว่า นกขุนทอง นกสาลิกา ปลากัด และปลาเข็ม เป็นต้น ซึ่งให้ความสำราญและความเพลิดเพลินแก่เจ้าของเรือนเป็นอย่างมาก

"ตูบ" ในที่นี้หมายถึงอะไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

เรือนไทยภาคเหนือ
เรือนชั่วคราวหรือเรือนเครื่องผูก ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า "ตูบ" หมายถึง เรือนที่สร้างขึ้นด้วยไม้ไผ่เป็นส่วนใหญ่ ใช้เสาไม้ไผ่ พื้นท ำด้วยไม้สาน หรือฟากสับ ฝาทำด้วยไม้ไผ่ขัดแตะหรือแผงไม้ซางสานเป็นลายต่างๆ เช่น ลายอำโครงหลังคาก็ทำด้วยไม้ไผ่ เช่นกัน ก ารยึดโครงสร้างต่างๆ คล้ายเรือนพื้นบ้านภาคกลาง เรียกว่าเรือนเครื่องผูก ใช้วิธีเจาะรูและฝังเดือย ผูกด้วยดอกหรือหวาย หลังคามุงด้วยหญ้าคาหรือใบตองตึง มีห้องนอน 1 ห้อง ไม่แยกเรือนครัวออกจากเรือนนอน ใช้เป็นสิ่งปลูกสร้างชั่วคราว เช่น กระต๊อบเฝ้าทุ่ง หรื อสร้างเป็นเรือนชั่วคราวสำหรับครอบครัวหนึ่งๆ ก่อนที่จะสร้างเรือนถาวรขึ้นภายหลัง

สภาพภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดหมู่บ้านหลายๆ ลักษณะอะไรบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

หมู่บ้านริมน้ำ
ชาวบ้านที่มีอาชีพเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ต้องอาศัยน้ำเป็นปัจจัยในการผลิต เขาจึงสร้างบ้านเรือนเป็นหมู่ รวมตัวกันตามริ มแม่น้ำลำคลองและขยายไปตามความยาวของลำน้ำนั้น ชาวบ้านในภาคกลางชอบเรียกหมู่บ้านเช่นนี้ว่า "บาง" และใช้เป็นคำขึ้นต้นของหมู่บ้านเหล่ านี้เสมอ
หมู่บ้านริมทาง
หมู่บ้านริมทาง เกิดขึ้นจากการสัญจรไปมาของผู้คนที่ใช้ยานพาหนะทางบก ซึ่งจะมาหยุดพักตรงช่วงนั้น ชาวบ้านจะนำ สินค้ามาแลกเปลี่ยนซื้อขายตามชุมทางต่าง ๆ และสร้างบ้านเรือนขึ้นแล้วขยายไปตามความยาวของถนนจนเป็นแถวทั้งสองข้าง ทาง เช่น หมู่บ้านในจังหวัดลำปา ง
หมู่บ้านดอน
หมู่บ้านดอน เกิดขึ้นตามท้องไร่ท้องนาที่อยู่ห่างจากลำน้ำและริมทางชาวบ้านได้สร้างบ้านเรือนอยู่เป็นกลุ่มบนพื้นที่ที่สูงกว่านาและไร่ มีสภาพคล้ายเกาะ เรียกว่า "ดอน"
หมู่บ้านกระจัดกระจาย
หมู่บ้านประเภทนี้มีสร้างอยู่ห่างกันอย่างโดดเดี่ยวเป็นหลัง ๆ ในที่นาสวนไร่และเชิงเขา มีทั้งแบบกระจัดกระจายเป็นกลุ่ม หลวม ๆ และกระจัดกระจายเป็นแถว แล้วแต่สภาพพื้นที่
หมู่บ้านริมสันเขา
ท้องที่ใดมีสภาพภูมิศาสตร์เป็นภูเขามากกว่าที่ราบ การทำไร่ทำนาต้องทำเป็นแบบทดน้ำระบบเหมืองฝาย หมู่บ้านที่เกิด ขึ้นจึงจำเป็นต้องเกาะกลุ่มเรียงรายอย่างเป็นระเบียบสอดคล้องไปตามสันเขา มีทั้งแบบเป็นกลุ่มและกระจัดกระจายเป็นแถว
หมู่บ้านชาวประมง
หมู่บ้านชาวประมงมีลักษณะเช่นเดียวกันกับหมู่บ้านริมน้ำ ชาวบ้านมีอาชีพเพาะเลี้ยงและจับสัตว์น้ำ จึงปลูกเรือนเป็นกลุ่มเรียงรายไปตามริมฝั่งทะเล ปากน้ำ หรือรอบ ๆ เกาะ มีลักษณะพัฒนาไปตามทางยาวริมหาด



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ ] | ย้อนหลัง ]
Copyright © 1997 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.