ฝนกรดคืออะะไร
ฝนกรดก่อให้เกิดความเสียหายอะไรบ้าง
การควบคุมการเกิดฝนกรดมีกี่วิธี
ทำไมการเสาะแสวงหาเชื้อเพลิงจึงก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน

ฝนกรดคืออะะไร


[ ขยายดูภาพใหยญ่ ]

ฝนกรด
ฝนกรด (acid rain) หมายถึงน้ำฝนที่มีค่าความเป็นกรด-เบส (pH value)ต่ำกว่าระดับ 5.6 กรดในน้ำฝนเกิดจากการละลายน้ำของก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนทริกออกไซด์ ที่มีอยู่ในบรรยากาศ ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และจากการกระทำของมนุ ษย์ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างซีกโลกเหนือและใต้ ประเทศอุตสาหกรรมส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณเหนือเส้นศูนย์สูตร จึงใช้เชื้อเพลิงมากกว่าซ ีกโลกใต้ประมาณ 16 เท่า จึงทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไซด์ของกำมะถัน และออก ไซด์ของไนโตรเจนมากกว่าปกติ เมื่อฝนตกลงมาจึงล ะลายก๊าซเหล่านั้น ทำให้น้ำฝนมีค่าความเป็นกรดสูงขึ้น สำหรับธาติไนโตรเจนซึ่งเป็นส่วนประกอบของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายเ มื่อตายไป ซากพืชและสัตว์จะเน่าสลายมีก๊าซแอมโมเนียเกิดขึ้น จุลินทรีย์บางกลุ่มจะเปลี่ยนก๊าซแอมโมเนียให้เป็นสารจำพวกไนไทรต์และไนเทรต และจุลิน ทรีย์กลุ่มอื่นก็อาจจะแปลงสารดังกล่าวย้อนกลับไปเป็นก๊าซไนโตรเจนในบรรยากาศได้ ส่วนพืชจำพวกถั่วมีความสามารถต่างจากพื ชอื่นคือ ดึงก๊าซไนโตรเจนในบรรยากาศมาใช้ได้โดยตรง แล้วทำให้เกิดปุ๋ยในดินเพิ่มขึ้นนอกจากนั้นปรากฎการณ์ฟ้าผ่าจะทำ ให้ก๊าซไนโตรเจนกลายเป็นสารประก อบไนโตรเจนได้ จากการทำงานของเครื่องยนต์ของรถ เรือ และเครื่องบิน ก็ทำให้เกิดก๊าซไนทริกออกไซด์ได้เช่นกันและเมื่อไปทำปฎิกิริยากับโอโซนต่อไป ก็จะทำให้เกิดก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ เมื่อเกิดฝนจะละลายน้ำทำให้เกิดกรดไนทรัสและกรดไนทริกที่กล่าวมานี้ เป็นตัวอย่างแสดง ความแปรปรวนของสารประกอบไนโตรเจน ดังนั้นจึงคาดเดาปริมาณของสารประกอบไนโตรเจนในบรรยากาศได้ค่อนข้างยาก แต่พอที่จะเห็นได้ว่าออกไซด์ของไนโตรเจนเกิดจากตามวิถีธรรมชาติมากกว่าที่จะเกิดจากการกระทำของมนุษย์นับสิบเท่า

ฝนกรดก่อให้เกิดความเสียหายอะไรบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ความเสียหายที่เกิดจากฝนกรดหรือจากกรดในบรรยากาศมีหลายประการดังนี้
1.ทำให้ดินเปรี้ยวและขาดธาตุอาหารสำคัญของพืช เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียมและโซเดียม แต่ถ้าดินและหินที่น้ำฝนไหลผ่านมีสารปร ะกอบพวกคาร์บอเนตหรือหินปูนอยู่บ้างก็จะช่วยลดความเป็นกรดลงได้บ้างเช่นกัน
2.ถ้าในดินมีโลหะหนัก เช่น อะลูมิเนียมและปรอท ฝนกรดก็จะทำให้สารอะลูมิเนียมซัลเฟตออกจากเนื้อดินเข้าไปละลายอยู่ในน้ำใต้ ดิน แล้วระงับการแตกรากของพืช ในที่สุดพืชจะหยุดโต และอาจจะตาย หากรับเชื้อโรคต่างๆ หรือแม้แต่เผชิญต่อการเปลี่ยนแปลงขอ งภูมิอากาศหรือฤดูกาล แต่เพียงน้อยดังเช่น ป่า Black forest ในประเทศเยอรมนี เป็นต้น
3.ลดความอุดมสมบูรณ์ตามปกติของเนื้อดิน เพราะกรดในดินไปยับยั้งการทำงานของจุลินทรีย์บางกลุ่มที่ควบคุมการแปลงซากพืช ซากสัตว์ให้กลายเป็นแอมโมเนียมไนไทรต์และไนเทรตซึ่งเป็นปุ๋ยของพืช
4.ถ้าน้ำฝนมีค่าความเป็นกรด-เบสต่ำกว่า 5.6 จนถึง 3 แล้ว จะทำให้เกิดริ้วรอยเป็นจุดหรือเป็นลายบนพืชบางชนิดเช่น มะเขือเทศ ผัก ขม และทำให้ราคาพืชตกต่ำ
5.เมื่อกรดในบรรยากาศ หรือฝนกรดลงสู่น้ำในทะเลสาบและลำธารหลายแห่งในสวีเดน นอรเว และแคนาดา ปรากฎว่ามีมอส (moss) ขึ้นปกคล ุมพื้นทะเลสาบ เช่น ในประเทศสวีเดน และ มีสาหร่ายเส้นและมอส ขึ้นในลำธารของประเทศนอรเว มีผลทำให้สัตว์น้ำขนาดเล็กซึ่งอาศัยอยู่ ตามท้ องน้ำบางชนิดหายสาบสูญไป และเมื่อฝนตกปลดปล่อยอะลูมิเนียมในดินออกมาเจือปนอยู่ในน้ำใต้ดินและไหลลงสู่แหล่งน้ ำ ก็จะทำให้เหงือกปลาเกิด ความระคายเคือง ปลาจะยิ่งสร้างเมือกห่อหุ้มส่วนที่ระคายเคืองนั้น ทำให้การถ่ายเทออกซเจนที่เห งือกไม่สะดวก ในที่สุดปลาจะข าดอากาศหายใจเพราะปลาหายใจทางเหงือก
6.น้ำที่เป็นกรดอาจส่งผลต่อน้ำดื่มของประชาชนบางแห่งในประเทศสวีเดนยังคงใช้ท่อทองแดงส่งน้ำจึงอาจทำให้ท่ อผุกร่อนและน้ำเจือทองแดงมากขึ้น หากเป็นท่อเหล็กก็อาจเกิดผลคล้ายคลึงกัน ผมของสตรีชาวสวีเดนผู้หนึ่งเปลี่ยนจากสี ทองเป็นสีเขียวเมื่อสระผมด้วยน้ำบ่อซึ่งมี ทองแดงซัลเฟต
7.น้ำฝนกรดอาจกัดกร่อนสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโบราณวัตถุหรือสิ่งที่มีคุณค่าทางศิลปะ วิหารพาเธนอน ในกรุงเอเธนส์ประเทศกรีก และเสาทราจัน ในกรุงโรมประเทศอิตาลี ถูกกรดกัดกร่อนอย่างเห็นได้ชัด

การควบคุมการเกิดฝนกรดมีกี่วิธี


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การควบคุมการเกิดฝนกรด
การควบคุมฝนกรด ก็คือ การควบคุมกำเนิดสารประกอบของซัลเฟอร์และไนโตรเจนนั่นเองซึ่งอาจมีวิธีการหลายวิธี เช่น
1.การเลือกใช้เชื้อเพลิงที่มีการปนเปื้อนของซัลเฟอร์น้อย
2.ปรับปรุงการสันดาปเพื่อควบคุมการเกิดสารประกอบออกไซด์ไนโตรเจนด้วยการลดอุณหภูมิให้ต่ำลงกว่า 1500 องศาเซลเซียส
3.ควบคุมปริมาณออกซิเจนที่ใช้ในการสันดาป
4.การติดตั้งอุปกรณ์เพื่อกำจัดมลพิษก่อนระบายออกสู่บรรยากาศ ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงและเพิ่มความยุ่งยากในการบำรุงรักษาอีไม่น้อย การสร้างปล่องควันสูงลิบลิ่วไม่สามารถแก้ปัญหามลพิษทางอากาศได้ แต่เป็นการผลึกภาระปัญหาจากสถานที่ใกล้เคียงไปยังแหล่งที่อยู่ ห่างไกลมากกว่าเท่านั้น

ทำไมการเสาะแสวงหาเชื้อเพลิงจึงก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

พลังงานเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ เพราะต้องใช้ในการผลิตสินค้าให้ได้มากเพื่อให้มีต้นทุนต่ำและทำกำไร สูงสุด นอกจากการอุตสาหกรรมจำเป็นต้องใช้พลังงานเพื่อผลิตสินค้าแล้ว การเกษตรกรรมแผนใหม่ยังหันมาพึ่งพาเครื่องทุ่นแรง เช่น รถแทรกเตอร์ ใช้สารเค มีต่าง ๆ มากกว่าเดิม และเพิ่มเติมกรรมวิธีเก็บรักษาถนอมอาหารตลอดจนบรรจุหีบห่อเพื่อส่งไปขายในตลาดต่างประเทศ ดังเช่นในกรณี ประเทศไทยส่งมะม่วงไปฮ่องกง เป็นต้น จึงเป็นอุตสาหกรรมเกษตรกลาย ๆ และอาศัยพลังงานมากยิ่งขึ้นไปอีก
ดังนั้นจึงต้องเสาะแสวงหาเชื้อเพลิงเพื่อผลิตพลังงานให้เพียงพอ และการก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนสืบเนื่องจาก
ก.การขนส่งน้ำมันดิบ เมื่อเกิดอุบัติเหตุในระหว่างการขนส่งน้ำมันดิบเชื้อเพลิงนับล้าน ๆ แกลลอนไหลทะลักลงสู่พื้นน้ำ ในปี พ.ศ.2521 เรืออโมโคคาดิซ (Amoco Cadiz) ปล่อยน้ำมัน 68 ล้านแกลลอนลงแถบชายฝั่งทะเลของฝรั่งเศสอีก 11 ปีต่อมา เรือขนส่งน้ำมันด ิบ เอกซอน วาลเดซ (Exxon Valdez) แล่นออกนอกเส้นทางเดินเรือจนเกยหินโสโครก ระบายน้ำมัน 11 ล้านแกลลอน ลงอ่าวในมลรัฐอลาสก้า สหรัฐอเมริกา
ในอ่าวเปอร์เซียนั้น น้ำมันดิบอาจมีผลต่อป่าชายเลนอย่างกว้างขวาง คือ ทำลายบึงหญ้าสำหรับนก ตลอดจนแหล่งเพาะเลี้ยงกุ้ง และ แหล่งประมง ของประเทศซาอุดิอาระเบีย มีรายงานว่านกทะเลรับพิษภัยและตายไปหลายพันตัว ความเสียหายเหล่านี้นับว่ารุนแ รงมากกว่าสถานที่อื่น เพราะน้ำในอ่าวตื้นเพียง 110 ฟุต โดยเฉลี่ย และกระแสน้ำหมุนเวียนอยู่ในเวิ้งจำกัดนั้นถึง 200 ปี
ประเทศต่าง ๆ ใช้น้ำทะเลหล่อเย็นและทำเป็นน้ำจืด คราบน้ำมันอาจทำให้เครื่องจักรและอุปกรณ์เหล่านี้เสียหายได้
ข. การผลิตกระแสไฟฟ้า การผลิตกระแสไฟฟ้านั้นหลายประเทศพึ่งพาพลังงานปรมาณูเพื่อการพัฒนา เมื่อโรงผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงาน นิวเคลียร์เชอร์โนบิลในสหภาพโซเวียตเกิดระเบิดอย่างรุนแรงในเดือนเมษายน พ.ศ.2529 นั้นถือกันว่าเป็นอุบัติภัยร้ายแรงที่สุด แรงระเบิดและความร้อนขับมลพิษให้พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงถึงห้ากิโลเมตร สารมลพิษเหล่านี้ ได้แก่ ยูเรเนียออกไซด์ ซีเเซี ยม 137 และไอโอดีน 131 เป็นต้น
ค.การทำสงคราม เมื่อกองทัพอิรักพยายามรุกรานและเผาทำลายบ่อน้ำมันทั่วประเทศคูเวตในพ.ศ.2534 ได้เกิดเปลวไฟลุกโชติช่วงเหนือ ปากบ่อ 600 บ่อ แพร่กระจายควันและก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ฯลฯ ใ นควันดำมีเขม่าและสารประกอบอื่น ๆ ซึ่งอาจเป็นสารก่อมะเร็ง สารทำให้กลายพันธุ์หรือสารทำให้ตัวอ่อนในครรภ์เกิดผิดปกติ ช าวคูเวตและบาห์เรนจึงล้มป่วยเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะเด็ก คนชราและผู้ป่วย หรือผู้ที่มีอาการของโรคบางโรค เช่น โรคหัวใจ โรคภูมิแพ้ โรคหลอดเล ือด โรงถุงลมโป่งพอง โรคเกี่ยวกับหลอดลมและระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ เป็นต้น ลมได้พัดพาสารมลพิษไปถึงประเทศปากีสถาน คาดว่าอาจเกิดอาการผิดปกติในชนชาติตามมทางที่ผ่านเช่นกัน



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ ] | ย้อนหลัง ]
Copyright © 1997 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.