สุภาพสตรีตาบอดกับการศึกษาพิเศษของไทยเกิดขึ้นได้อย่างไร
ความเป็นมาของการศึกษาพิเศษสำหรับเยาวชนผู้มีความพิการทางตา
ความเป็นมาของการศึกษาพิเศษสำหรับเยาวชนผู้มีความพิการทางหู
ความเป็นมาของการศึกษาพิเศษสำหรับเยาวชนผู้มีความพิการทางร่างกาย
ความเป็นมาของการศึกษาพิเศษสำหรับเยาวชนผู้มีความพิการทางสติปัญญา

สุภาพสตรีตาบอดกับการศึกษาพิเศษของไทยเกิดขึ้นได้อย่างไร

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
การศึกษาพิเศษของประเทศไทยได้เริ่มขึ้นเมื่อมีสุภาพสตรีตาบอดชาวอเมริกันชื่อ นางสาวเจเนวีฟ คอลฟิลด์ (Geneview Caulified) (พ.ศ.2431-2515) เดิน ทางมาอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครในปี พ.ศ.2481 ซึ่งเป็นระยะเวลาระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยได้ร่ วมกับเพื่อนคนไทยและชาวอเมริกัน นำคนไทยตาบอดคนหนึ่งมาเลี้ยงดูบรมสั่งสอนให้ฝึกหัดอ่านและเขียนเบรลล์ ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์โดยการ ฝึกหัดทำงานการฝีมือ เช่น ถักนิตติ้ง โครเชต์ ฝึกงานบ้านและงานในชีวิตประจำวัน ตลอดจนการทำอาหาร จนกระทั่งต่อมาจำนวน คนตาบอดที่เ ข้ารับการเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนมีเพิ่มมากขึ้น จึงได้มีการจัดตั้งเป็นโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ พร้อม ๆ กับจัดต ั้งมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ปี พ.ศ.2482 ฉะนั้นจึงจัดได้ว่าการจัดการศึกษาพิเศษในประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการ เมื่อ พ.ศ.2482

ความเป็นมาของการศึกษาพิเศษสำหรับเยาวชนผู้มีความพิการทางตา


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การศึกษาสำหรับเยาวชนผู้พิการตาบอดได้มีความเจริญก้าวหน้ามาจนถึงปัจจุบัน มีโรงเรียนพิเศษอีกหลายแห่งถือกำเนิดขึ้น คือโรงเรียนสอนคนตาบอดภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนสอนคนตาบอดภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โรงเรียนการศึกษาคนตาบอด จังหวัดขอ นแก่น โรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่ พัทยา นอกจากนี้ยังได้จัดให้เยาวชนผู้พิการตาบอดเข้าร่วมกับเด็กปกติในระดับชั้นมัธยม ศึกษาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2499 ที่โรงเรียนเวนต์คาเบียล กรุงเทพฯ จนปีพ.ศ.2505 กรมสามัญศึกษาได้รับความช่วยเหลือจาก มูลนิธิอเมริกันเพื่อคนตาบอดโพ ้นทะเล (American Foundation for Overseas Blind) จัดทำโครงการทดลองให้เด็ก ตาบอดเรียนร่วมกับเด็กปกติในโรงเรียนระดับประถมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร และได้ขยายโครงการออกสู่ภูมิภาคในปี พ.ศ.2509 แต่ต่อมาก็ล้มเลิกไปด้วยเหตุผลที่เกี่ยวกับเรื่องงบประมาณและ สภาพค รอบครัวของเด็กตาบอด แต่ในกรุงเทพมหานครก็ยังดำเนินการต่อไป และต่อมา พ.ศ.2520 กองการศึกษาพิเศษก็ได้รับอนุมัติงบประม าณให้ดำเนินการขยายโอกาสให้เด็กตาบอดเรียนร่วมในโรงเรียนปกติระดับประถมศึกษาในสังกัดกองศึกษาพิเศษสังกัดสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ แล ะสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร ตามกำลังงบประมาณที่กำหนดไว้ในแผนการพัฒนาการศึกษาระยะที่ 5 และ 6 ระหว่างปี พ.ศ.2525-2534
ในปี พ.ศ.2533 ได้มีการจัดตั้ง "ศูนย์บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มเด็กตาบอดและครอบครัว" ขึ้นที่วิทยาลัยครูสวนดุสิต และปีการ ศึกษา 2534 นี้ ก็ได้ทดลองนำเด็กตาบอดและเด็กเห็นเลือนลางเข้าเรียนร่วมในระดับชั้นอนุบาลที่โรงเรียนสาธิตอนุบาลและอออุทิศ
ในปี พ.ศ.2505 มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้จัดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพคนตาบอดขึ้นหลายแห่ง ในปัจจุบันมีนักเรียนตาบอดที่มีความสามารถเรียนได้ในระดับสูงทั้งสายสามัญและสายอาชีพ ในสถาบันต่าง ๆ ทั้งรัฐและเอกชน เช่น วิทยาลัยครู สวนดุสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นต้น

ความเป็นมาของการศึกษาพิเศษสำหรับเยาวชนผู้มีความพิการทางหู


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ในปี พ.ศ.2494 กรมสามัญศึกษาได้รับอนุมัติให้จัดตั้งหน่วยทดลองสอนเยาวชนหูหนวกขึ้นเป็นครั้งแรก โดยอาศัยห้องเรียน 1 ห้องเรียนของ โรงเรียนเทศบาล 17 วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพมหานคร ต่อมามีจำนวนเด็กมากขึ้นจึงได้จัดตั้ง "มูลนิธิเศรษฐเสถียร" ในปี พ.ศ.2495 เพื่อร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการจัดตั้ง "โรงเรียนสอนคนหูหนวก" ในปี พ.ศ.2496 คุณหญิงโต๊ะ นรเนติบัญชากิจ ได้บริจาคที่ดินพร้อมอาคารตึก ให้เป็นสถานที่เรียน ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนเศรษฐเสถียร" ในปี พ.ศ.2495 ได้มีการยกเลิกมูลนิธิเศรษฐเสถียรและจั ดตั้งเป็น "มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวก" แทน ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ.2507 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้โปรดเหล้า ฯ ทรงรับมูลนิธิอนุเคราะห ์คนหูหนวกไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์
ในปี พ.ศ.2504 ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนสอนคนหูหนวกทุ่งมหาเมฆ ในกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ" และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 จนถึงปัจจุบันนี้ กระทรวงศึกษาธิการก็ได้เปิดโรงเรียนพิเศษสำหรับสอนเยาวชนผู้พิการหูหนวกอีกหลายแห่งท ั่วประเทศ เช่น โรงเรียนสอนคนหูหนวกขอนแก่น โรงเรียนสอนคนหูหนวกตาก โรงเรียนสอนคนหูหนวกสงขลา เป็นต้น สำหรับโรงเรียนสอน คนหูตึงชลบุรี โรงเรียนโสตศึกษาจำปา กรุงเทพมหานคร และโรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสุนทร จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโรงเรียนที่รับเด็กหูตึงที่สู ญเสียการได้ยินไม่เกิน 85 เดซิเบล สามารถใช้เครื่องช่วยฟังและใช้วิธีการสอนพูดกับเด็กเหล่านี้
ในปี พ.ศ.2512 กรมการฝึกหัดครูอนุมัติให้วิทยาลัยครูสวนดุสิต จัดตั้งศูนย์ทดลองสอนเด็กหูพิการชั้นเด็กเล็ก ในปี พ.ศ. 2513 ก็ได้จั ดให้เด็กอนุบาลปกติเข้าเรียนร่วมกับเด็กอนุบาลหูตึง และต่อมาก็ได้ส่งเด็กหูตึงเข้าเรียนร่วมในระดับชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนปก ติ ที่กองการศึกษาพิเศษได้จัดสอนที่โรงเรียนพญาไท เมื่อ พ.ศ. 2516
ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2520 เป็นต้นมา กระทรวงศึกษาธิการได้ขยายโครงการสอนเด็กหูตึงเรียนร่วมในระดับประถมศึกษาอออกไปอีกหลายแห่ง เช่น โร งเรียนอนุบาลสามเสน โรงเรียนอนุบสลพิบูลเวศม์ โรงเรียนอนุบาลวัดนางนองในกรุงเทพมหานคร และในปี พ.ศ.2529 ได้ขยายโครงการอ อกสู่ภูมิภาคที่โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์สกลนคร จังหวัดสกลนคร และโรงเรียนจิตต์อารี จังหวัดลำปาง เป็นต้น

ความเป็นมาของการศึกษาพิเศษสำหรับเยาวชนผู้มีความพิการทางร่างกาย


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การศึกษาพิเศษสำหรับเยาวชนผู้พิการทางร่างกายในประเทศไทยนั้น ได้เริ่มโดยกรมสามัญศึกษา อนุมัติให้กองการศึกษาพิเศษจัดทำโครง การสอนเด็กเจ็บป่วยด้วยโรคโปลิโอในโรงพยาบาลในปี พ.ศ.2501 ทั้งนี้เพราะระหว่างปี พ.ศ.2494 -พ.ศ.2495 โรคไขสันหลังอักเสบ (โปลิโอ) ระบาด ในประเทศไทย ทำให้มีเด็กเจ็บป่วยด้วยโรคนี้เป็นจำนวนมาก จึงมีกลุ่มบุคคลคณะหนึ่งจัดตั้งมูลนิธิสงเคราะห์คนพิการขึ้น เพื่อช่วยเหลือในการฟื้นฟูสมรรถภาพให้แก่เด็กเหล่านี้ ให้สามารถอยู่รักษาตัวในโรงพยาบาลได้สะดวกขึ้น ต่อมาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงรับเป็ นองค์อุปถัมภ์มูลนิธินี้ จึงได้ชื่อว่า "มูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการในพระบรมราชินูปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี"
ต่อมามีเด็กจำนวนหนึ่งที่สามารถกลับบ้านได้ แต่แพทย์ให้มารับการตรวจรักษาอีกเป็นครั้งคราว พร้อมทั้งให้เข้ารับการฟื ้นฟูบำบัดสมรรถภาพเป็นประจำเกือบทุกวัน เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กยากจน และมีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัดและไกลจากโรงพยาบาล ศิริราชในกรุงเท พมหานคร ทางมูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการจึงได้จัดตั้ง "ศูนย์บริการเด็กพิการ" ที่อำเภอปากเกร็ดจังหวัดนนทบุรี ในปี พ.ศ.2504 จำนวนเด็กที่ศูนย์บริ การเด็กพิการมีจำนวนมากขึ้น และเด็กจำเป็นต้องได้รับการศึกษาให้สามารถกลับไปเรียนต่อที่โรงเรียนเดิมได้โดยไม่ต้อง หยุดเ รียนหรือกลับไปเรียนซ้ำชั้น ทางมูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการจึงได้จัดตั้ง "โรงเรียนสอนเด็กพิการ" ขึ้นโดยมีบุคลากรจากกองการศึกษาพ ิเศษไปทำหน้าที่เป็นผู้บริหารและทำการสอนทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น
ปี พ.ศ. 2508 กระทรวงศึกษาธิการได้อนุมัติเงินก่อสร้างอาคารเรียนเพิ่มเติม และในโอกาสนี้สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระราชทาน ชื่อโรงเรียนว่า "โรงเรียนศรีสังวาลย์"
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2501 ที่ได้มีการเริ่มจัดทำโครงการสอนเด็กเจ็บป่วยด้วย โปลิโอในโรงพยาบาลนั้น ก็ได้มีการดำเนินการมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้มีการดำเนินการมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้รวมเอาเด็กเจ็บป่วยเรื้อรังด้วยโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคเลือด โรคไต โรคเบ าหวาน ที่ต้องรับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลานานติดต่อกันเข้ามาในโครงการจัดการศึกษาดังกล่าวด้วย และในปั จจุบันก็ได้มีการขยายโครงการไปที่โรงพยาบาลอื่น ๆ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและภูมิภาค เช่น โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลราชวิถี โรง พยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลมหาราชที่จังหวัดเชียงใหม่ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ และโรงพยาบาลขอนแก่นที่จังหวัดขอนแก่น เป็นต้น และยังมีแผนที่จะขยายสู่โรงพยาบาลในส่วนภูมิภาคให้มารกขึ้นต่อไปอีก

ความเป็นมาของการศึกษาพิเศษสำหรับเยาวชนผู้มีความพิการทางสติปัญญา


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ระหว่างปี พ.ศ. 2499 - พ.ศ. 2500 ผู้ที่เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลกได้ทำการสำรวจจำนวนบุคคลปัญญาอ่อนในประเทศไทย โดยวิธีสุ่มตัวอย่าง ปรากฎ ว่ามีบุคคลพิการทางสติปัญญาประมาณร้อยละ 1 ของพลเมืองทั้งประเทศ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงขอจัดตั้งโรงพยาบาลปัญญ าอ่อนขึ้น ในปี พ.ศ. 2503 และได้มีการจัดตั้ง "มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์" ขึ้นในปี พ.ศ. 2505 และต่อมาในปี พ.ศ. 2506 ก็ได้จัดชั้นเรียนพิเศษขึ้นในโรงพยาบาล เพื่อสอนเด็กปัญญาอ่อนอายุระหว่าง 7-18 ปี โดยจัดเด็กเรียนตามระดับความ สามารรถ คือ ระดับเรียนได้ ระดับฝึกได้ และระดับปัญญาอ่อนรุนแรง และในปี พ.ศ. 2507 พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มาเปิดโรงเรียนซึ่งพระราชทานนามว่า "โรงเรียนราชานุกูล" ที่ไ ด้พระราชทานรายได้จากการฉายภาพยนต์ส่วนพระองค์ จัดสร้างอาคารเรียนให้ภายในบริเวณโรงพยาบาล
ในปี พ.ศ.2520 มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้จัดตั้ง "โรงเรียนปัญญาวุฒิกร" สำหรับเด็กพิการทางสติปัญญาระดับเรียนได้ เป็น โรงเรียนพิเศษสำหรับเด็กประเภทนี้เป็นแห่งที่ 2 ต่อมาในปี พ.ศ.2521 ทางโรงเรียนและมูลนิธิฯ ได้ขยายงานโดยจัดตั้ งโรงงานในอารักษ์ฝึกอาชีพคนปัญญาอ่อนขึ้นที่โรงเรียนปัญญาวุฒิกร และที่ศูนย์วิชาชีพหญิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และย ังได้มีการขยายงานไปสู่ส่วนภูมิภาคโดยจัดตั้งศูนย์สงเคราะห์บุคคลปัญญาอ่อนในภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ ปี พ.ศ.2524 และในภาคตะวันออกเฉียง เหนือที่จังหวัดอุบลราชธานีใน พ.ศ.2526 และในภาคใต้ที่จังหวัดสงขลาในปี พ.ศ. 2530
ในปี พ.ศ. 2523 กรมสามัญศึกษาได้รับโอนโรงเรียนกาวิละวิทยากองทัพบกอุปถัมภ์และเปิดเป็นโรงเรียนสอนเด็กปัญญาอ่อนขึ้นโดยใช้ชื่อว่า " โรงเรียนกาวิละอนุกูล จังหวัดเชียงใหม่" ได้รับนักเรียนปกติที่อยู่ใกล้โรงเรียนเข้าร่วมกับเด็กปัญญาอ่อนด้วย
ในปี พ.ศ. 2525 มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้จัดตั้ง "ศูนย์ฝึกเด็กปัญญาอ่อนประภาคารปัญญา" เพื่อฝึกเด็กปัญญาอ่อนรุนแรง ศูนย์ตั้งอยู่ที่ถนนปิ่นเกล้านครชัยศรี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และต่อมาในปี พ.ศ. 2527 มูลนิธิฯ ก็ได้จัดตั้งศูนย ์พัฒนาเด็กปัญญาอ่อนวัยก่อนเข้าเรียนในชุมชนคลองเตย กรุงเทพมหานคร เพื่อฝึกอบรมและกระตุ้นพัฒนาการด้านต่าง ๆ และเพื่อเตรียม ความพร้อมให้แก่เด็กเหล่านี้ก่อนเข้าเรียน
ใน ปี พ.ศ. 2530 กองการศึกษาพิเศษ กรมสามัญศึกษา ได้จัดตั้ง " โรงเรียนอนุบาลปัญญานุกูล" จังหวัดอุบลราชธานี โดยรับโอนมาจากโรงเรียนบ้านคำไฮ วิทยา จากกองการมัธยมศึกษา
ในปี พ.ศ. 2531 มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อน ก็ได้เริ่มโครงการจัดตั้งศูนย์ฝึกอาชีพแบบโรงงานในอารักษ์ที่นนทนิเวศน์ จังหวัดนนทบุรีเพื ่อฟื้นฟูสมมรถภาพด้านอาชีพแก่บุคคลพิการทางสติปัญญาวัยผู้ใหญ่
สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่เป็นเด็กเรียนช้านั้น ก็ได้มีการจัดการศึกษาพิเศษให้ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2499 โดยกรมสามัญศึกษา จัดเป็นชั้นเรียนพิเศษในโรงเรียนปกติในเขตกรุงเทพมหานคร 4 แห่ง คือ ที่โรงเรียนพญาไท โรงเรียนวัดชนะสงคราม โรงเรียน วัดนิ มมารดี และโรงเรียนวัดหนัง ต่อมาได้ขยายออกไปอีก 5 แห่ง และในปี พ.ศ. 2509 ได้มีบางโรงเรียนยกเลิกโครงการไป แต่กรมสามัญศึกษาก็ยังสงวนไว้ 5 แห่ง คือ โรงเรียนวัดชนะสงคราม โรงเรียนพญาไท โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ โรงเรียนวัดหนัง และโรงเรียนวัดเวตวันธรรมาวาส
ในปัจจุบัน ได้มีการขยายโอกาสให้เด็กพิการทางสติปัญญาทั้งประเภท เรียนช้าและปัญญาอ่อนระดับเรียนได้ ในระดับประถมศึกษาออกไปอีกหลายแห่งทั้งในกรุงเทพมหานคร ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ และโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ สังกัดกองการศึกษ าพิเศษกรมสามัญศึกษา รวมทั้งในต่างจังหวัดอีกหลายแห่ง เช่น กาญจนบุรี เลย สุราษฎร์ธานี และนครราชสีมา



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ |ย้อนหลัง |ดูต่อ...]
Copyright © 1997 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.