สังคายนาหรือการสังคีติหมายว่าอย่างไร
ในประเทศไทยมีการชำระพระไตรปิฎกกี่ครั้ง ในสมัยใดบ้าง
พระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร

สังคายนาหรือการสังคีติหมายว่าอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การสังคายนาหรือสังคีต
คำว่า สังคายนาและสังคีติ เป็นคำภาษาบาลีแปลอย่างเดียวกันว่า "การสวดพร้อมกัน" เป็นคำที่ใช้แทนกันได้ การสวดพร้อมกันหมายความว่า เมื่อรวบเรียบเรียงถ้อยคำที่เคยท่องจำกันมาให้เป็นหมวดหมู่เรียบร้อยดีแล้วก็มีการท่องจำและการสวด พร้อมกันเพ ื่อเป็นหลักฐานสืบไป แต่ความหมายของการสังคายนาหรือสังคีติในทางปฏิบัติกว้างมากกว่าเพียงการสวดพร้อมกันตามคำแปล เพราะหมายรวมไปถึงการแก้ไขเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ชี้ให้เห็นว่าที่ถูกตามคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาควรเป็นอย่างไร เสร็จแล้วจึงมีการทบทวนคำสั่งสอนนั้น ๆ ซึ่งท่องจำกันมาหรือจารึกมาแต่อดีต และรวมไปถึงการชำระ สอบทาน จดจารึก หรือจัดพิมพ์พระไตรปิฎกด้วย และเพื่อจะให้การใช้ถ้อยคำปัญหา บางครั้งท่านก็ใช้คำว่า การสังคายนาตรวจชำระพระไตรปิฎก

ในประเทศไทยมีการชำระพระไตรปิฎกกี่ครั้ง ในสมัยใดบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

โดยเฉพาะในประเทศไทย ได้มีการตรวจชำระพระไตรปิฎกหลายครั้ง ดังต่อไปนี้
ครั้งที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2020 พระเจ้าติโลกราชทรงอุปถัมภ์ให้มีการทำสังคายนาตรวจชำระพระไตรปิฎกขึ้นที่เมืองเชียงใหม่
ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2331 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระมหากษัตริย์พระองค์แรกแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ทรงประกาศให้มีการสังคายนาตรวจชำระพระไตรปิฎก ถือว่าเป็นครั้งที่ 9 (นวมสังคายนา) โดยจัดลำดับ 3 ครั้งในอินเดีย 4 ครั้งในศรีลังการ วมเป็น 7 ครั้ง ครั้งที่ 8 ที่เชียงใหม่และ ครั้งที่ 9 ที่กรุงเทพมหานคร แต่การสังคายนา ครั้งที่ 8 และ 9 นั้นก็ยังมิได้มีการจัดพิมพ์คงทำเพียงการจดจารึกหรือจารข้อความในพระไตรปิฎกที่ตรวจชำระแล้วลงในใบลานแต่ก็ต้องถือว่าเป็นกิจกรรมที่สำคัญยิ่ง เพราะต้องใช้ผู้ มีความรู้ทั้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายคฤหัสถ์จำนวนมาก และต้องได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จึงสำเร็จได้ด้วยดี
ครั้งที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงประกาศให้มีการสังคายนา จัด พิมพ์พระไตรปิฎกเป็นเล่มหนังสือนับเป็นการพิมพ์พระไตรปิฎกครั้งแรกในประเทศไทย พิมพ์เสร็จเมื่อ พ.ศ. 2436 ถ้าจะนับตามป ระกาศในรัชกาลที่ 1 ครั้งนี้นับเป็นการสังคายนาครั้งที่ 10
ครั้งที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงเปิดโอกาสที่พระบรมวงศานุวงศ์ ข ้าราชการ พ่อค้า และประชาชนโดยเสด็จพระราชกุศลจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ 45 เล่มเพื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น พิมพ์เส ร็จเมื่อปี พ.ศ. 2473 ครั้งนี้ได้มีการสอบทานกับพระไตรปิฎกฉบับอักษรโรมัน อักษรพม่า และอักษรลังกามีข้อน่าสังเกตในครั้งนี้คื อไม่มีการประกาศว่าเป็นการสังคายนา
ครั้งที่ 5 มีประกาศพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เรื่องสังคายนา< WBR>พระธรรมวินัยตรวจชำระพระไตรปิฎกลงวันที่ 29 ตุลาคม 2528 ปรารภคำถวายพระพรของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหานังฆปริณายก (วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธ เห็นสมควรดำเนินการสังคายนาพระธรรมวินัยชำระพระไตรปิฎกฉบับหลวง เฉลิมพระเกียรติในศุภวาระดิถีมหามงคลที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530 และรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี ได้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการสังคายนาพระธรรมวินั ยตรวจชำระพระไตรปิฎก เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2528 และสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ทรงมีพระบัญชาแต่งตั้งคณะกรรมการสังคายนาพร ะธรรมวินัยตรวจชำระพระไตรปิฎกคณะต่าง ๆ รวม 7 คณะ ได้เร่งรัดตรวจชำระจัดพิมพ์แล้วเสร็จ ทันเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้ าอยู่หัวในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530

พระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

เรื่องพระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์
ได้กล่าวแล้วว่า ประเทศไทยได้ทำงานสำคัญเป็นประเทศแรกในโลกที่ได้นำข้อความในพระไตรปิฎกทั้ง 45 เล่มเข้าบันทึกในจาน แม่เหล็กชนิดแข็งที่เรียก Hard Disk เพื่อนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 แต่ในปัจจุบันกำลังก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปกว่าเดิม กล่าวคือ พ ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชศรัทธาได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งดำเนินก ารเรื่องนี้มาแต่ต้นได้เพิ่มข้อความภาษาบาลีในหนังสืออธิบายพระไตรปิฎกที่เรียกว่า อรรถกถา และคำอธิบายอรรถกถาที่เรียกว่ า ฎีกา เป็นหนัง สือ 53 เล่ม เพิ่มเติมจากข้อความในพระไตรปิฎก 45 เล่ม รวมเป็นหนังสือทั้งสิ้น 98 เล่ม ให้สามารถเรียกข้อความที่ต้องการในพระไตรปิฎก ในอรรถ กถาและในฎีกา ซึ่งอธิบายข้อความให้ชัดเจน 3 ระดับ มาปรากฏในจอภาพและพิมพ์ข้อความนั้น ๆ ออกมาเป็นเอกสารให้ได้ศึกษาค้นคว้าได ้ภายในเวลาไม่กี่วินาทีที่ต้องการ ซึ่งงานนี้สำเร็จก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม พ.ศ. 2534 นับเป็นพระราชกรณียกิจในการที่ทรงส่งเสริมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างสำคัญยิ่ง เป็นความสำเร็จผลอันยิ่งใหญ่ที่มีคุณค่าสูงต่อการศึกษาค้นคว้าของวงวิชา< WBR>การเกี่ยวกับพระพ ุทธศาสนา มิใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่นักวิชาการทั่วโลกก็จะได้รับประโยชน์จากงานนี้ด้วย พระมหากรุณาธิคุณครั้งนี้ จะจารึกเป็นประวัติศาสตร์สำคัญของชาวพุทธทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ และในขณะเดียวกันก็เป็นเกียรติประวัติของมหาวิทยาลัยมหิดลและ< WBR>ทุกท่านผู้ด ำเนินงานนี้จึงนับเป็นเรื่องน่านิยมยินดีสมกับที่ประเทศไทยได้รับยกย่องให้เป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา โดยองค์การพุทธทั่วโลกได้ลงมติให้ประเทศไทยเป็นที่ตั้งถาวรแห่งสำนักงานใหญ่องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (The World Fellowship of Buddhis ts) ตลอดไป



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ ] | ย้อนหลัง ]
Copyright © 1997 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.