บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยกับการศิลาจารึกในประเทศไทย
การศึกษาจารึกได้ประโยชน์อะไรบ้าง
สร้างจารึกขึ้นมาเพื่ออะไร
เนื้อหาบนจารึกพูดถึงเรื่องใดบ้าง
ทำอย่างไรจึงจะนำข้อมูลในจารึกมาใช้ได้

บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยกับการศิลาจารึกในประเทศไทย


[ ขยายดูภาพใหยญ่ ]

ประวัติการศึกษาจารึกในประเทศไทย
ประเทศไทยเริ่มรู้จักและให้ความสนใจจารึก เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในสมัยที่ยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎฯ ขณะทรงผนวชอยู่ในปีพุทธศักราช 2336 ได้เสด็จจาริกธุดงค์ไปยังหัวเมืองมณฑลฝ่ายเหนือของประเทศไทยเสด็จถึงเม ืองสุโขทัยทรงพบศิลาจารึก 2 หลัก คือ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ภาษาไทย และศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาเขมร พร้อมด้วยพระแท่นศิลาบาตร ที่บริเวณเนินปราสาทในวัดมหาธาตุ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัยจังหวัดสุโขทัย
นอกจากนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงเป็นพระองค์แรกที่เริ่มอ่านและศึกษาศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นครั้งแรก และทรงพยายามอ่านจนได้ความตลอดสำเร็จในปีพุทธศักราช 2379 เนื้อหาของเรื่องในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง กล่าวถึงพร ะราชประวัติของพ ่อขุนรามคำแหง กษัตริย์พระองค์ที่ 3 แห่งอาณาจักรสุโขทัย พร้อมทั้งพระราชกรณียกิจ และพระปรีชาสามารถของพ่อขุนรามคำแหงที่ได้ทรงคิดประดิษฐ์ลายสือไทยขึ้นเมื่อพุทธศักราช 1826 ซึ่งเป็นรูปอักษรไทยแบบแรก ที่ได้วิวัฒนาการมาเป็นอักษรไทยและใช้เป็นอักษรประจำชาติสืบมา จนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นความในจารึกยังกล่าวถึงสภาพบ้านเมืองขนบธรรมเนียมประเพณี รวมทั้งความเจริญของพระพุทธศาสนาในอาณาจัก รสุโขทัยอีกด้วย
ในปีพุทธศักราช 2398 เซอร์ จอห์น บาวริง (Sir John Bowring) ราชทูตอังกฤษ ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานสำเนาคัดอักษรพิมพ์หิน พร้อมด้วยลายหัตถ์คำแปลเป็นภาษาอังกฤษบางคำให้แก่ เซอร์ จอห์น บาวริง ซึ่งในปีพุ ทธศักราช 2400 เซอร์ จอห์น บาวริง ก็ได้นำตัวอย่างสำเนาจารึกที่ได้รับพระราชทานนั้น พิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรกในหนังสือ The Kingdom and people of Siam นอกจากนี้ยังได้พระราชทานสำเนาจารึกให้แก่ราชทูตฝรั่งเศสอีก ชุดหนึ่งด้วย
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประมาณระหว่างพุทธศักราช 2425-2428 นายพันตรี เอโมนิเอ (Aymonier) ชาวฝรั่งเศส ผู้สำเร็จราชการกรุงกัมพูชา ได้เที่ยวตรวจหาจารึกของกัมพูชาและได้พบจารึกของไทยโดยบังเอิญจึงรวบรวมไว้ด้วย เช่น จา รึกศาลเจ้าเมืองลพบุรี พบที่จังหวัดลพบุรี เป็นต้น นับว่าเป็นชาวยุโรปคนแรกที่เสาะหารวบรวมจารึก และได้คัดลอกทำสำเนาจารึกท ี่รวบรวมไว้ ส่งไปเก็บไว้ในหอสมุดแห่งชาติ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นความสำคัญของจารึกในการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของบ้านเมืองในอ ดีต และทรงเกรงว่าจะถูกทำลาย จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพครั้งดำรงพระยศเป็นพระเจ้า น้อยยาเธอ กรมหมื่นดำรงราช านุภาพ และข้าหลวงมณฑลต่าง ๆ แสวงหารวบรวมจารึกเก็บไว้ในพระนคร
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งดำรงพระยศเป้นสมเด็จพระยุพราช ในปีพุทธศักราช 2451 ได้เสด็จไปจ ังหวัดกำแพงเพชร สุโขทัย และสวรรคโลก ทรงค้นหาสถานที่ต่าง ๆ โดยสอบกับข้อความในจารึก พบที่จังหวัดสุโขทัย พร้อมทั้งพระราชทานพระบรมราช าธิบายไว้ในพระราชนิพนธ์เรื่อง เที่ยวเมืองพระร่วง
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัยเรื่องราวทางโบราณคดี และประวัติศาสตร์ ทรงเห็นความสำคัญของจารึกในด ้านที่เป็นแหล่งข้อมูลเรื่องราวในอดีต เมื่อเสวยราชย์แล้วได้โปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมจารึกจากที่ต่าง ๆ มารวมไว้ ณ หอพระสมุดสำหรับ พระนค ร ผู้ที่เป็นกำลังสำคัญในการสำรวจและรวบรวมจารึกครั้งนั้นคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งขณะ นั้นทรงเป็นสภานายยกหอพระสมุดสำหรับพระนครทรงขวนขวายแสวงหาจารึกจากภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วพระราชอาณาจักร ได้ทรงศึกษาวิธีทำส ำเนาจารึก และให้เขีย นคำแนะนำวิธีทำสำเนาจารึกแจกไปตามหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อให้ช่วยทำสำเนาจารึกส่งมาไว้ที่หอพระสมุดฯ ทำให้รวบรวมจารึ กได้เป็นจำนวนมาก ศิลาจารึกใดที่ยังไม่อาจเคลื่อนย้ายมาได้ก็ให้ทำบัญชีไว้ว่าจารึกหลักใดเก็บอยู่ที่ไหนบ้าง มี รายละเอียดเกี่ยวกับจารึกบอกไว้ด้วย จารึกที่รวบรวมได้ในครั้งนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ โปรดให้ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นบรรณ ารักษ์ใหญ่ประจำหอพระสมุดวชิรญาณขณะนั้นอ่านและอธิบายความหมายข้อความในจารึกต่าง ๆ ที่รวบรวมมาไว้ และจัดพิมพ์คำอ่านจา รึกขึ ้นเป็นหนังสือชุด เรียกว่า ประชุมศิลาจารึก

การศึกษาจารึกได้ประโยชน์อะไรบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ประโยชน์ของการศึกษาจารึก
วัตถุประสงค์ของการศึกษาจารึก ก็เพื่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงวิชาการสาขาต่าง ๆ เนื่องจากจารึกเป็นแหล่งข้อมูลเรื่องราวในอดี ตสมัยเมื่อยังไม่มีหนังสือพงศาวดารหรือตำนานนอกจากจารึกแล้วมีแหล่งข้อมูลอื่นใดที่จะบอกให้รู้เรื่องราวของบ้านเมือ งในอดีต แม้ในสมัยเมื ่อมีหนังสือพงศาวดารหรือตำนานแล้วก็ดี จารึกก็ยังคงเป็นประโยชน์โดยเฉพาะข้อมูลทางศักราช ซึ่งในหนังสือพงศาวดารหรือตำนานมักจะ คลาดเคลื่อนเสมอ แต่ถ้าปรากฏในจารึกก็จะช่วยให้รู้เรื่องได้ถูกต้องแน่นอน
จารึกเป็นหลักฐานแสดงถึงรูปอักษรและภาษาต่างกันไปตามยุคสมัย ฉะนั้นการที่พบจารึกในจังหวัดต่าง ๆ ทุกภูมิภาคของประเทศไทย ท ำให้ได้ทราบถึงอารยธรรมทางด้านการใช้ภาษาของกลุ่มชนซึ่งอาศัยอยู่ในภูมิภาคเหล่านั้นทั้งนี้เพราะอักษรและภาษาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำ รงชีวิตอยู่ร่วมกันของมนุษยชาติและเป็นสื่อกลางสำหรับเชื่อมโยงความคิดจิตใจเป็นเครื่องสร้างสรรค์ความเข้าใจอันดีระหว่าง คนในกลุ่มชนนั้น ๆ และคนในชาติเดียวกัน รวมถึงชาติอื่น ๆ ที่มีสัมพันธภาพต่อกันด้วย นอกจากนั้นอักษรและภาษายังเป็นเครื่องแสดงอารยธรรมความเจริญ และอิสรภาพทางด้านวัฒนธรรมและบ่งบอกวิวัฒนาการของอักษรและภาษาอีกด้วย
เนื่องจากจารึกสร้างด้วยวัตถุที่มีความแข็งแรงคงทนถาวร เนื้อหาของจารึกจะบันทึกเฉพาะกิจกรรมของบุคคลซึ่งมีส่วนสัมพ ันธ์กับจารึก และเรื่องเกี่ยวกับศาสนาเป็นส่วนใหญ่เรื่องที่บันทึกในจารึกเป็นจริงทั้งชื่อบุคคล นามสถานที่ และศักราช เนื้อหาและถ้อยคำสำนวนในจ ารึกจึงเป็นเรื่องราวและถ้อยคำในอดีต ซึ่งได้ตกทอดมาจนถึงปัจจุบันโดยไม่มีการปรับปรุงแก้ไขแต่ประการใด

สร้างจารึกขึ้นมาเพื่ออะไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

วัตถุประสงค์ในการสร้างจารึก
ความประสงค์ในการสร้างจารึก แม้จะมิได้ตั้งใจบันทึกเหตุการณ์สำคัญของสังคมหรือเรื่องราวของบ้านเมือง ซึ่งเป็นเนื้อหาสาระที่นักประวัติศาสตร์ต้องการ แต่จารึกเป็นเอกสารที่นักประวัติศาสตร์ต้องการ แต่จารึกเป็นเอกสารที่บันทึกเรื่องราวตามความเป็ นจริงโดยนั กประวัติศาสตร์ ไม่อาจปฏิเสธว่าจารึกเป็นหลักฐานข้อมูลข้างต้น ที่ใช้ศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของสังคมในอดีตได้ โดยเลือกศึกษาเนื้อ หาบางส่วนตามเป้าหมายที่ต้องการ ทั้งนี้เพราะผู้สร้างจารึกมีวัตถุประสงค์ในการสร้างไม่จำกัดเรื่องราวที่จะบันทึก เพียง แต่เน้นเฉพาะกิจก รรมส่วนบุคคลเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงสรุปได้ว่าการสร้างจารึกมีวัตถุประสงค์ดังนี้คือ
1. เพื่อเป็นกิตติกรรมประกาศ เช่น จารึก ปากน้ำมูล จังหวัดอุบลราชาธานี เนื้อความในจารึกกล่าวถึงพระเจ้าจิตรเสน ทรงสร้างรูปเคารพไว้ในสถานที่ต่าง ๆ ตามคตินิยมของลัทธิไศวนิกาย เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะของพระองค์ ภายหลังเมื่อเสวยราชย์แล้วได้เฉล ิมพระนามว่าพระเจ้ามเหนทรวรมัน
2. เพื่อให้ความรู้ทางศาสนาและสอนธรรม เช่น จารึกวัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัย เนื้อความในจารึกกล่าวถึงประวัติส่วนตัวของสมเด็จพระมหาเ ถรศรีศรัทธา เมื่อยังเป็นฆราวาสทรงเป็นผู้มีความสามารถสูงส่งด้วยศิลปวิทยาการต่าง ๆ ต่อมาทรงเบื่อหน่ายในฆราวาสวิสัย มีศรั ทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาจึงออกผนวชได้บำเพ็ญกุศลสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ไว้กับพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก
3. เพื่อบันทึกประวัติเรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น จารึกสต๊กก๊อกธม จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อความในจารึกกล่าวถึงพระเจ้าอาทิตยวรมัน ที่ 2 ทร งปฏิสังขรณ์ปราสาทสต๊กก๊อกธมแห่งนี้ ทั้งยังได้บันทึกประวัติการสืบสายสกุลของพราหมณ์ปุโรหิตประจำราชสำนักกษัต ริย์กัมพูชาไว้ด้วย

เนื้อหาบนจารึกพูดถึงเรื่องใดบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

สาระของเรื่องในจารึกแต่ละยุคสมัยย่อมเป็นไปตามความนิยมของสังคมในสมัยต่าง ๆ เหล่านั้น ซึ่งมีทั้งแตกต่างกันและเหมือนกันจำแนกได้ดังนี้
  1. เรื่องเกี่ยวกับหลักธรรมะ หรือหัวข้อธรรมะซึ่งเป็นหัวใจของศาสนา ทั้งพระพุทธศาสนา และลัทธิศาสนาฮินดู เช่น จารึกเยธมฺมาฯ จังหวัดนคร ปฐม และจารึกหุบเขาช่องคอย จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น
  2. เรื่องกิจกรรมของกษัตริย์ ผู้นำหรือหัวหน้าท้องถิ่น ในเรื่องต่าง ๆ เช่น
    2.1 การสร้างเมือง สร้างรูปเคารพและศาสนสถาน
    2.2 การสร้างกฎหมาย ระเบียบการปกครองในสังคม
    2.3 การเผยแพร่และทำนุบำรุงศาสนา
    2.4 การเผยแพร่อำนาจการปกครองในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 15-18 เป็นยุคสมัยที่อาณาจักรกัมพูชาได้ขยายอิทธิพลเข้ามา อยู่ในบางส่วนของพื้นที่ซึ่งเป็นประเทศไทยปัจจุบันจารึกส่วนใหญ่มีส่วนสัมพันธ์กับศาสนสถานและบางครั้งจะพบว่าจารึกไ ว้ที่ เสา ผนังข้างขอบประตู หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของตัวอาคารสาระของเรื่องในจารึกจะเน้นหนักไปในด้านการแสดงความยิ่งใหญ่ กำลัง และ อำนาจของกษัตริย์ หรือผู้นำชุมชนโดยมีส่วนสัมพันธ์กับศาสนาและประชาชน
    2.5 การสร้างสัมพันธภาพระหว่างรัฐ สาระของเรื่องในจารึกจะกล่าวแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ระหว่างเมือง เช่น คำสาบาน หรือ คำสัญญา
  3. เรื่องเกี่ยวกับการเผยแพร่ความรู้ด้านต่าง ๆ เช่น
    3.1 ตำรายา
    3.2 ดวงชะตา
    3.3 การสอนอักขรวิธี
    3.4 การติดต่อสื่อสาร

ทำอย่างไรจึงจะนำข้อมูลในจารึกมาใช้ได้


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การอ่านแปลและศึกษาข้อมูลจารึก
เนื่องจากจารึกเป็นเอกสารโบราณที่บันทึกลายลักษณ์อักษรไว้ด้วยและภาษาโบราณที่พ้นสมัยไปแล้ว ความยากในเรื่องรูปแบบ อักษรและภาษาเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถพิเศษเฉพาะตัว การถ่ายทอด การอ่านแปลจารึกให้เป็นอักษรภาษาไทยปัจจุบัน จะช่วยให้ประชาชนทั่วไปไ ด้ประโยชน์จากจารึกอย่างกว้างขวาง การอ่านจารึกจึงมีวิธีดำเนินการเริ่มต้นด้วยการถอดอักษรหรือการปริวรรตอักษร การอ่านตี ความ การแปลและการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจารึกมีรายละเอียด ดังนี้
  1. การถ่ายถอดอักษรหรือการปริวรรตอักษร คือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบอักษรจากที่ปรากฏในจารึกให้เป็นอักษรไทยปัจจุบันเนื่องจากรูปอักษรที่ปรากฏในจารึกส่วนใหญ่อยู่ในสภาพลบเลือน ตัวจารึกชำรุด แตกหักรูปอักษรไม่สมบูรณ์ สูญหายไปบ้าง มีรอยขูดขีดหรือกะเทาะในระหว่ างตัวอักษรบ้างความชำรุดสูญเสียดังกล่าว ทำให้การถ่ายถอดอักษรดำเนินไปได้ยาก การถ่ายถอดอักษรมีจุดมุ่งหมายที่จะให้ ได้ความหมายที่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงที่ปรากฏในจารึกนั้น ๆ เพื่อให้ทราบถึงจุดประสงค์ หรือเจตนาของผู้สร้างจารึกว่ามีจุดมุ่งหมายที่จะประกาสหรือบ อกเล่าเรื่องราวใดไว้ ดังนั้นการปฏิบัติงานถ่ายทอดอักษรจึงต้องมีหลักการอันเป็นแบบฉบับ
  2. การอ่านตีความ ในจารึกเป็นเรื่องที่ต้องใช้วิจารณญาณอย่างสูงเพราะจารึกส่วนใหญ่จะบอกเรื่องเฉพาะตัวของบุคคล ไม่ใช่เหตุการณ์ ฉะนั้นการจะวิเคราะห์จารึกเพื่อประโยชน์ในการวิชาการประวัติศาสตร์ ผู้วิจารณ์ควรวิเคราะห์เฉพาะเรื่องที่ปรากฏในจารึกเท่านั้น อย่าสมมติเรื่องหรือเหตุการณ์นอกเหนือจากที่ปรากฏในจารึก
  3. การแปลเอกสารจารึก จารึกส่วนใหญ่ใช้รูปอักษรและภาษาใน การบันทึกเรื่องราวหรือข้อความตามแบบอย่างความนิยมในยุคสม ัยแห่งอดีต ซึ่งเป็นอักษรและภาษาที่พ้นสมัยไปแล้ว คำศัพท์ต่าง ๆ ที่ปรากฏในจารึกส่วนใหญ่เป็นโบราณิกศัพท์ ดังนั้นการแปลภาษาไ ทยโบราณเป็นภาษา ไทยปัจจุบันนั้น จะต้องศึกษาคำศัพท์จากวรรณกรรมโบราณ วรรณกรรมท้องถิ่น รวมทั้งภาษาท้องถิ่นที่ยังปรากฏใช้อยู่เพื่อใช้สามารถรู้ความ หมายของศัพท์โบราณได้ถูกต้อง และแปลให้ตรงตามคำศัพท์ทุกคำศัพท์ทุกประโยคตรงตามหลักไวยากรณ์ของภาษาและยุคสมัยที่ใช้ อยู่ในจารึกนั้น ๆ วิธีการแปลควรจะแปลข้อความในลักษณะประโยคต่อประโยค หรือบรรทัดต่อบรรทัด หากคำใดประโยคใด มีปัญหาในด้านภาษาก็ดี อักขรวิธีก็ดี ไวยากรณ์ก็ดี ต้องทำคำอธิบายชี้แจงไว้ให้ชัดเจน เช่น อธิบายไว้ที่เชิงอรรถ เป็นต้น ส่วนการแปลโดยวิธีสรุปเอาแต่ใจความนั้น ควรกระทำใน กรณีที่การแปลด้วยวิธีแรกไม่สะดวกเนื่องจากอักษรข้อความในจารึกขาดหายลบเลือนอ่านไม่ได้เป็นช่วง ๆ การเรียงประโยคตาม หลักไวยากรณ์ของภาษาไม่ครบองค์ เป็นต้น การแปลโดยวิธีสรุปเอาแต่ใจความนี้ ควรจะทำคำอธิบายข้อความ คำศัพท์ และอื่น ๆ ที่จำเป็นประกอบไว้ให้ชัดเจนด ้วย
    จารึกที่อ่านแปลแล้วนี้ มิได้มีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อให้ได้ทราบเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในจารึกเท่านั้น สิ่งที่พึงได้ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งนอกเหนือจากคำแปลที่กล่าวแล้วนั้นคือการรวบรวม และให้อรรถาธิบายพร้อมทั้งบันทึกเป็นหลักฐาน คำศัพท์ต่าง ๆ ซึ่งจั ดเป็นโบราณิศัพท์ และศัพท์อื่น ๆ ที่พ้นสมัยไปแล้วเพื่อให้ทราบว่าคำศัพท์นั้น ๆ มีอยู่ในจารึกใด ด้านใด บรรทัดใด สมัยใด หรือศัพท์ ที่บันทึกมีเมื่อใด รูปพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ วางอยู่ในรูปอย่างไร ตำแหน่งอะไรของประโยคศัพท์คำเดียวกันนี้ในยุคต่อมาได้เปลี่ยนแปล งตำแห น่ง รูปแบบการวางพยัญชนะอย่างไรบ้างความหมายเปลี่ยนไปหรือไม่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องจัดทำเป็นประวัติของอักษรโบราณแบบต่าง ๆ ทำ ดรรชนีช่วยค้น หลักฐานดังกล่าวเป็นข้อมูลที่จะนำมาใช้เป็นปัจจัยลักษณะของรูปแบบอักษรในจารึก ใช้เกี่ยวกับการกำหนดอายุและเปรียบเทีย บสมัชชาประวัติศาสตร์และโบราณคดีอีกด้วย
  4. การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจารึก ข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้จากจารึกนอกเหนือจากเรื่องราวที่ปรากฏในจารึกนั้นแล้ว ทุกส่วนที่เป็นอ งค์ประกอบของจารึกสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการศึกษาประวัติของกลุ่มชนในสังคมผู้สร้างจารึกนั้น ๆ และยังเป็นปัจจัยในการศึกษาเกี่ ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณี รวมทั้งความเชื่อของกลุ่มชนในอดีตเหล่านั้นอีกด้วย
    ในปัจจุบันการศึกษาจารึกได้พัฒนารูปแบบการศึกษาให้กว้างขวางขึ้นได้มีการนำหลักฐานทางด้านโบราณคดีและศิลปะมาวิเค ราะห์ประกอบพร้อมกันไปกับหลักฐานที่ปรากฏในจารึก



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ ] | ย้อนหลัง ]
Copyright © 1997 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.