พิธีอัญเชิญครูที่ล่วงลับไปแล้วมาเป็นพยานว่าจะมีศิษย์เข้ามาเรียนวิชาช่าง เราเรียกว่าพิธีอะไร
การแยกการศึกษาออกจากวัด ซึ่งมีพระภิกษุเป็นครู มีในสมัยรัชการใด
ประเภทของการช่างไทยในอดีต มีอะไรบ้าง
กนก นารี กระบี่ และคชะ คืออะไร

พิธีอัญเชิญครูที่ล่วงลับไปแล้วมาเป็นพยานว่าจะมีศิษย์เข้ามาเรียนวิชาช่าง เราเรียกว่าพิธีอะไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ประเพณีการสืบทอดการช่างของไทย
วิชาการช่างของไทยมักไม่ค่อยมีการจดบันทึกเป็นตำราเอาไว้ตั้งแต่อดีตการสอนมักเป็นไปตามความเหมาะสมระหว่างครูกับศิษย์แต่ละคนและแต่ละสกุลช่างที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไป สังคมโบราณเป็นสังคมเกษตรกรรมผู้คนพึ่งพาอาศัยกันเหมือนเครือญาติ การสืบทอดวิชาช่างส่วนใหญ่จึงเป็นแบบเครือญาติเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะครอบครัวช่างมักถ่ายทอดวิชาช่างให้บุตรหลาน หรือญาติพี่น้องในครอบครัวก่อน เช่น พ่อเป็นช่างไม้ลูกก็ต้องได้รับการสอนวิชาช่างไม้ ครอบครัวช่างเงิน ช่างทอง ช่างมุก ช่างถม ฯลฯ ก็มักสืบทอดวิชาช่างนั้น ๆ ให้ลูกหลานของตนด้วยหากบุตรหลานไม่สนในวิชาช่างดังกล่าวจึงจะถ่ายทอดวิชาให้แก่บุตรหลายของผู้ที่นำมาฝากตัวเป็นศิษย์ต่อไป
สิ่งหนึ่งที่ช่างไทยยอมรับนับถือและปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันคือ ช่างทุกคนจะต้องมีครู จึงมีวิธีปฏิบัติในการฝากตัวเข้าเป็นศิษย์กับการยอมรับศิษย์ของครูช่าง พิธีกรรมอันเป็นเสมือนข้อตกลงตามภาระหน้าที่ระหว่างครูกับศิษย์เช่นนี้เรียกว่า "พิธีบูชาครู" หรือ พิธีไหว้ครู" แม้ในการศึกษาเล่าเรียนวิชาอื่นๆ ในปัจจุบันนี้ก็ย่อมรับพิธีไหว้ครูเป็นพิธีบูชาครูเช่นกัน
ยังมีพิธีกรรมอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า "พิธีครอบ" เป็นพิธียอมรับความเป็นช่างที่มีครู มีการอัญเชิญครูช่างที่ล่วงลับไปแล้วมาเป็นพยานว่าจะมีศิษย์เข้ามาเรียนวิชาช่าง ศิษย์ที่ได้รับการครอบจากครูช่างแล้วจะสามารถเรียนรู้และฝึกฝนการเป็นช่างต่อไปอย่างราบรื่นไม่มีอุปสรรคความเชื่อเช่นนี้ทำให้เกิดประเพณีไหว้ครูและพิธีครอบสืบต่อมาถึงปัจจุบัน
โดยเหตุที่การสอนวิชาช่างและศิลปะต่างๆ ของไทยแต่โบราณ เป็นลักษณะพึ่งพาอาศัยกัน ครูมิได้รับค่าตอบแทนใดๆ จากศิษย์แต่กลับเป็นฝ่ายให้ที่อยู่อาศัยและอาหารการกินแก่ลูกศิษย์ และถือเสมือนลูกศิษย์เป็นสมาชิกในครอบครัว ดังนั้นจึงถ่ายทอดวิชาให้หมดสิ้นโดยไม่ปิดบัง แต่ถ้าเห็นว่าศิษย์คนใดไม่สนใจต่อการเรียน ครูช่างก็จะระงับการสอนชั้นสูงและเกร็ดลึกซึ้งต่างๆให้จึงดูเหมือนว่าครูช่างนั้นๆ หวงวิชา ครูช่างบางคนถึงกับสั่งให้นำตำราและเครื่องใช้ของตนเผาไฟพร้อมกันศพ เพื่อมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดสืบทอดวิชาของตนต่อไป

การแยกการศึกษาออกจากวัด ซึ่งมีพระภิกษุเป็นครู มีในสมัยรัชการใด


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

พระภิกษุที่เป็นช่างมีส่วนสำคัญในการอบรมสั่งสอนลูกศิษย์มาแต่ดั้งเดิมจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการแยกการศึกษาออกจากทางวัด ถึงแม้สถานที่เรียนยังอยู่ในบริเวณวัดก็ตาม ทำให้วัดซึ่งเคยเป็นศูนย์เป็นศูนย์กลางของการศึกษาศิลปวิชาการต่างๆ ลดความสำคัญลงพระช่างที่เคยมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดวิชาพลอยถูกลดความสำคัญลงไปด้วย
การเรียนวิชาการช่างของไทยได้พัฒนาเป็นอันมากควบคู่กันกับภาวะเศรษฐกิจและสังคมการช่างบางชนิดไม่ได้รับความนิยม และในขณะเดียวกันได้มีผู้พิจารณาว่าการช่างของไทยอาจจะเสื่อมสูญไปถ้าไม่มีสถานสอนวิชาช่างรองรับดังนั้นจากความพยายามที่จะสร้างโรงเรียนช่างขึ้นด้วยการจัดตั้งเป็นสโมสรช่าง เมื่อ พ.ศ. 2451 โดยเริ่มจากการสร้างเป็นโรงงานเล็กๆ สำหรับสอนวิชาช่างตั้งอยู่ข้างโรงเรียนราชบูรณะได้รับความนิยมมาก เริ่มมีการเก็บเงินค่าเล่าเรียนและจัดแบ่งวิชาช่างเป็นแผนกๆ ให้ผู้สมัครเลือกเรียนตามความถนัดของตน ต่อมา พ.ศ. 2453 กรมศึกษาธิการได้ตั้งให้ช่างต่างประเทศชื่อนายอี อีลี มาเป็นหัวหน้าครูช่าง พร้อมกับปรับปรุงหลักสูตรเพิ่มเติมวิชาสามัญทั่วไปไว้ให้เรียนด้วย
เมื่อกิจการสอนขยายตัว และมีผู้มาสมัครเรียนถึง 77 คน กระทรวงธรรมการครั้งนั้นจึงขอโอนกิจการของสโมสรช่างมาขึ้นกับกระทรวงทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการปรับปรุงหลักสูตรการผลิตครูช่างหรือการฝีมือมาช่วยสอน ดังนั้นสโมสรช่างจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น "โรงเรียนหัตถกรรมราชบูรณะ" และได้สร้างตึกเรียนเพื่ออุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมทั้งเชิญเสด็จพระราชดำเนินมาเปิดโรงเรียนและขอพระราชทานชื่อโรงเรียน จึงได้รับพระราชทานนามโรงเรียนนี้ว่า "โรงเรียนเพาะช่าง" เมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2456 โรงเรียนเพาะช่างจึงเป็นโรงเรียนวิชาช่างแห่งแรกของไทย นับเป็นความก้าวหน้าของการสืบทอดวิชาการช่าง จากการสอนของครูช่างแก่ลูกศิษย์มาเป็นระบบโรงเรียนโดยสมบูรณ์
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว บ้านเมืองพัฒนามากขึ้นความต้องการช่างจึงทวีขึ้นเป็นเงาตามตัว จึงได้มีการรื้อฟื้นวิชาการช่างในกรมศิลปากรขึ้นมาจัดตั้งเป็นโรงเรียน ใน พ.ศ. 2477 เรียกว่า "โรงเรียนประณีตศิลปกรรม" โดยให้สังกัดอยู่ในกองประณีตศิลปกรรม ปีต่อมาจึงได้รับการยกฐานะเป็น กองโรงเรียนศิลปากร กรมศิลปากร กิจการของโรงเรียนนี้ได้เจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับจนได้รับการยกฐานะเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อ พ.ศ. 2486 นับเป็นมหาวิทยาลัยศิลปะแห่งแรกของไทย ที่สอนทั้งวิชาศิลปะและศิลปะสากลแบบตะวันตก

ประเภทของการช่างไทยในอดีต มีอะไรบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การช่างไทยประเภทต่างๆ
การช่างไทยที่มีมาแต่อดีตนั้นแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ
  1. การช่างพื้นบ้านพื้นเมือง
  2. การช่างที่เกี่ยวเนื่องกับพระมหากษัตริย์และพุทธศาสนา
การช่างพื้นบ้านพื้นเมืองเป็นการช่างของชาวบ้านตามท้องถิ่นต่างๆ เป็นการช่างที่ผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิตตามสภาพแวดล้อม ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของท้องถิ่น มีกรรมวิธีการผลิต การใช้วัสดุ และการสร้างรูปตามแบบอย่างที่สืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ การช่างพื้นบ้านแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้ การทำเครื่องปั้นดินเผา การทำเครื่องจักรสาน การทอผ้าและการเย็บปักถักร้อย การแกะสลัก การช่างโลหะ การก่อสร้าง การวาดภาพ การปั้นรูปและลวดลาย และการช่างประเภทอื่นๆ ได้แก่ การทำพาหนะพื้นบ้านการทำเครื่องเขิน การทำเครื่องกระดาษ การทำเครื่องหนัง การทำเครื่องประดับ การทำดอกไม้ไฟ และเชื้อปะทุ เป็นต้น
การช่างที่เกี่ยวเนื่องกับพระมหากษัตริย์และพุทธศาสนา มีทั้งการช่างที่มีความละเอียดประณีตเพื่อประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้สำหรับพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ สิ่งของเครื่องใช้สำหรับพระภิกษุเฉพาะพระชั้นผู้ใหญ่หรือสิ่งของที่ถวายเป็นพุทธบูชาแก่พระพุทธศาสนา ซึ่งมักประดับตกแต่งให้มีความสวยงามเป็นพิเศษ ช่างที่ทำงานเหล่านี้จึงต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและได้รับการฝึกฝนการช่างประเภทต่าง ๆ มาแล้วเป็นอย่างดี ส่วนมากเป็นช่างหลวงที่มีหน้าที่ทำงานช่างต่างๆ ตามพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งประจำอยู่ในกรมช่างต่างๆ แต่ละกรมจะมีช่างผู้ชำนาญการช่างประจำอยู่

กนก นารี กระบี่ และคชะ คืออะไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

กนก คือ การฝึกร่างลวดลาย ให้รู้จักความประสานสัมพันธ์กันของเส้นที่ผูกรวมกันเป็นลายไทย โดยเฉพาะกนกแบบต่างๆ เช่น กนกสามตัวกนกใบเทศ กนกเปลว ถือเป็นปฐมบทที่ต้องฝึกฝนให้ชำนาญก่อนที่จะทำการช่างอย่างอื่นต่อไป
นารี คือ การเรียนรู้ฝึกฝนเกี่ยวกับการเขียนหน้ามนุษย์ เทวดา นางฟ้า พระ และนาง ซึ่งถือว่าเป็นภาพหลักของภาพไทย เมื่อเขียนได้คล่องแคล่วดีแล้ว จึงฝึกเขียนทั้งตัวในอริยาบถต่าง ๆ ภาพเหล่านี้จะแสดงอารมณ์ด้วย กิริยา ใบหน้าของตัวภาพจะไม่แสดงอารมณ์ดังนั้นจึงฝึกฝนเขียนตัวภาพไทยให้งดงามถูกต้องตามแบบแผนของศิลปะไทย นอกจากการฝึกเขียนตัวภาพหลักดังกล่าวแล้ว ยังต้องฝึกการเขียนภาพกากหรือตัวภาพที่เป็นคนธรรมดาและการเขียนภาพจับสำหรับเขียนเรื่องรามเกียรติ์ให้เกิดความชำนาญด้วย
กระบี่ คือ การฝึกเขียนภาพอมนุษย์ต่าง ๆ ได้แก่ พวกยักษ์ วานร เป็นต้น ในการฝึกจะต้องฝึกจากภาพลิงหรือกระบี่เป็นอันดับแรก เมื่อเขียนได้แม่นยำแล้วจึงฝึกเขียนภาพอื่นต่อไป การฝึกเขียนภาพหมวดนี้จะเป็นประโยชน์ในการเขียนภาพเรื่องรามเกียรติ์
ชะ คือ การฝึกเขียนภาพสัตว์สามัญและภาพสัตว์ประดิษฐ์ต่างๆ โดยเริ่มจากคชะหรือช้างซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่ก่อน แล้วจึงฝึกเขียนภาพสัตว์เล็กๆ ต่อไป
การช่างเขียนดังกล่าวถือว่าเป็นวิชาการช่างหลักของการช่างไทย ซึ่งช่างส่วนใหญ่จะต้องเรียนรู้และฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ ก่อนที่จะไปเป็นช่างเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์วิหาร หรือประกอบการช่างอื่นต่อไป



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ |ย้อนหลัง |ดูต่อ..]
Copyright © 1997 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.