ในกลอนกลบทบางชนิด เช่น บทที่มีชื่อว่า "อักษรกลอนตาย" ก็ใช้คำตายล้วน ดังตัวอย่าง
๗.เสียงวรรณยุกต์ เสียงวรรณยุกต์ หมายถึง คำที่มีเสียง 5 เสียง ตามอักขรวิธี เสียงวรรณยุกต์นี้เป็นลักษณะสำคัญที่บังคับใช้ใน กลอน และ กาพย์บางชนิด จึง ควรศึกษาให้รู้จักเสียงวรรณยุกต์ทุกเสียงอย่างแม่นยำ เพื่อจะได้สามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง
หมายเหตุ: เสียงวรรณยุกต์ที่เป็นข้อห้ามในกลอนมีอยู่บางเสียง ดังนี้
๑)คำสุดท้ายของวรรครับ ห้ามใช้เสียงสามัญ เสียงตรี
๒)คำสุดท้ายของวรรคส่ง ห้ามใช้เสียงจัตรวา แม้เสียงเอก เสียงโท ก็ไม่นิยมใช้ (ดูรายละเอียดในหัวข้อที่ว่าด้วยการแต่งกลอน) เสียง ที่ใช้ได้ คือ เสียงสามัญและเสียงตรี
ส่วนกาพย์ยานี นั้น คำสุดท้ายของวรรคหลังของบาทโท ส่วนมากนิยมใช้วรรณยุกต์เสียงสามัญและเสียงจัตวา มีที่ใช้เป็นคำตาย เสียงตรีอยู่บ้าง เสียงเอกและเสียงโทไม่ค่อยมีผู้นิยมใช้ เป็นคำสุดท้ายของวรรค
๘.คำนำ คำนำในร้อยกรองหมายถึง คำที่ใช้ขึ้นต้นสำหรับร้อยกรองบางชนิด กลอนบทละคร ขึ้นต้นด้วยคำต่อไปนี้ : มาจะกล่าวบ ทไป เมื่อนั้น บัดนั้น ฯลฯ ดังตัวอย่าง
น่าสังเกตว่า "มาจะกล่าวบทไป" ใช้เมื่อเริ่มเล่าเรื่อง "เมื่อนั้น" ใช้เมื่อกล่าวถึงผู้เป็นใหญ่ "บัดนั้น" ใช้เมื่อกล่าวถึงผู้น้อย
กลอนบทดอกสร้อย มักขึ้นต้นด้วย วรรคแรกสี่คำ คำที่สองต้องเป็น "เอ๋ย" คำที่ 1 กับคำที่ 3 ซ้ำคำเดียวกัน คำที่ 4 เป็นคำอื่นที่มี ความหมายรับกัน วรรคสุดท้ายของบทที่ 2 ต้องลงท้ายด้วยคำ "เอย"
คำครุ ( ั ) เป็นคำที่มีเสียงหนัก ได้แก่ คำทุกคำที่ประสมกับสระเสียงยาวในแม่ ก กา เช่น งา ชี้ สู้ แล้ ห่อ และคำที่ประสมกับส ระเสียงสั้นก็ได้เสียงยาวก็ได้ และมีตัวสะกดด้วย เช่น ขม คิด นึก ปาน โชค เล็บ นอกจากนั้นคำที่ประสมกับสระ อำ ไอ ใอ เอา ซึ่งถือว่าเป็น เสียงมีตัวสะกดก็จัดเป็นคำครุเช่นเดียวกัน
๙.คำสร้อย คำสร้อยเป็นคำที่ใช้เติมลงท้ายวรรคบ้าง ท้ายบาทบ้าง ท้ายบทบ้าง เพื่อความไพเราะ หรือเมื่อทำให้ข้อความสมบูรณ์ ดังตัว อย่างคำสร้อยในโคลงสอง ของลิลิตพระลอ มีดังนี้
คำสร้อยในโคลงสองท้ายบทร่าย มีดังนี้
ลักษณะบังคับ 9 ประการที่ได้อธิบายมาแล้วนั้น สรุปเป็นหลักไว้ในตารางดังต่อไปนี้



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ | ดูต่อ ]
Copyright © 1997