โรคตับอักเสบ ซีเป็นอย่างไร
อาการและการป้องกันไวรัสตับอักเสบ ซี
เหตุใดจึงเรียกว่าตับอักเสบ ดี
ตับอักเสบ อี เกิดขึ้นได้อย่างไร

โรคตับอักเสบ ซีเป็นอย่างไร

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
ภายหลังที่ลุเบอร์และคณะได้รายงานเรื่องออสเตรเลีย แอนติเจน เมื่อปี พ.ศ.2506 แล้ว อีกประมาณ 5 ปีให้หลัง ปรากฏว่าการบริการโลหิตในประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งๆ ที่ได้มีการตรวจคัดเอาเลือดที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ออกไปเสียก่อนที่จะนำไปใช้ และทั้งๆ ที่การให้การวินิจฉัยโรคตับอักเสบ เอ และ บี มีวิธีการที่แน่ชัดขึ้น แต่กระนั้นก็ดีอุบัติการณ์ของโรคตับอักเสบจากการรับเลือดยังคงมีอยู่และตับอักเสบดังกล่าวพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้ เกิดจากไวรัสเอ หรือไวรัส บี ดังนั้นในปี พ.ศ.2518 จึงมีผู้เสนอแนะให้ใช้ชื่อว่า ตับอักเสบชนิดไม่ใช่เอ ไม่ใช่บี
จากการศึกษาทางระบาดวิทยาและทางห้องปฏิบัติการพบว่า
๑. ตับอักเสบที่ไม่ใช่เอ ไม่ใช่บีนี้ พบบ่อยขึ้นภายหลังการถ่ายเลือด ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ
๒. ระยะฟักตัวของโรคจะอยู่ระหวาตับอักเสบ เอ และตับอักเสบ บี ส่วนใหญ่ค่อนข้างจะยาวนานคล้ายตับอักเสบบี
๓. ในแง่ของการวินิจฉัยเมื่อได้ทำการทดสอบต่างๆ อย่างกว้างขวาง โดยครบถ้วน ไม่พบว่าไวรัสตับอักเสบชนิดที่รู้จักกันมาก่อนเป็นตัวก่อเหตุ
๔. ในทางระบาดวิทยาพบว่า ตับอักเสบไม่ใช่เอ ไม่ใช่บี นั้น น่าจะมีอยู่มากกว่า 1 ชนิด คือชนิดที่แพร่โดยการถ่ายเลือด หรือการให้ผลิตภัณฑ์จากเลือด หรือการใช้เข็มและกระบอกฉีดยาร่วมกัน กับอีกชนิดหนึ่งคือแพร่โดยการกินน้ำหรืออาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ สำหรับชนิดหลังนี้ ต่อมาเรียกชื่อว่าไวรัสตับอักเสบ อี

อาการและการป้องกันไวรัสตับอักเสบ ซี

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
อาการของโรคตับอักเสบ ซี เริ่มแรกมีอาการไม่จำเพาะ ได้แก่ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้องบ้างเล็กน้อย ตามด้วยอาการดีซ่าน (ตัวเหลือง ตาเหลือง) ระยะฟักโรคโดยเฉลี่ยประมาณ 8 สัปดาห์ โดยมีเกณฑ์อยู่ระหว่าง 2-20 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อ
การดำเนินโรค อาการของโรคน้อยกว่าตับอักเสบชนิดบีส่วนใหญ่การติดเชื้อมักเป็นชนิดไม่ปรากฏอาการหากปรากฏอาการ อาการมักไม่รุนแรงถึงขนาดจะต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล
การป้องกัน เมื่อการทดสอบทางห้องปฏิบัติการได้พัฒนาขึ้น การตรวจเลือดหาแอนติบอดีต่อไวรัสตับอักเสบ ซี เพื่อคัดเอาเลือดที่มีเชื้อออกแม่นยำขึ้น จะช่วยลดอุบัติการณ์เกิดตับอักเสบไม่ใช่ เอ ไม่ใช่บี หรือตับอักเสบ ซี จากการรับเลือดลงไปได้ประมาณร้อยละ 70-80
นอกจากนั้น กำลังมีผู้พยายามที่จะหาวิธีทำลายเชื้อตับอักเสบ ซี ที่ปนเปื้อนอยู่ในเลือดซึ่งถ้าทำได้สำเร็จ การติดเชื้อจากการรับเลือดก็จะลดลงไปได้อีกมาก ขณะนี้การพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบซีกำลังดำเนินอยู่ และการรักษาโดยใช้อินเตอร์เฟอรอน ในรายที่เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังจากการติดเชื้อตับอักเสบ ซี ก็กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะได้รับผลดี

เหตุใดจึงเรียกว่าตับอักเสบ ดี

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
ภายหลังที่ได้มีการค้นพบไวรัสตับอักเสบ บี แล้ว ได้มีการศึกษาเรื่องโรคตับอักเสบจากการติดเชื้อมากขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2516 ริเซตโต (RIZETTO) และคณะในประเทศอิตาลีได้พบเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดใหม่เกิดขึ้นในกลุ่มผู้ติดยา ฉีดยาเสพติด ต้นเหตุเป็นไวรัสอาร์เอ็นเอมีขนาดเล็กกว่าไวรัสตับอักเสบ บี คือ มีขนาด 35-37 นาโนเมตร เป็นไวรัสที่มีส่วนประกอบไม่สมบูรณ์ในเบื้องต้นเรียกชื่อว่า เดลต้า เอเจนท์ การเพิ่มจำนวนของไวรัสนี้จะต้องพึ่งพาอาศัยไวรัสตับอักเสบ บี เป็นตัวหลัก ดังนั้นจึงพบว่า เดลต้า เอเจนท์ ก่อให้เกิดโรคตับอักเสบได้ในผู้ที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบ บี หรือก่อให้เกิดตับอักเสบซ้ำเติมในผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบ บี อยู่แล้ว ผู้ที่ติดเชื้อตับอักเสบชนิดนี้มักจะมีอาการรุนแรง ต่อมาในภายหลังได้รับชื่อสากลว่า ไวรัสตับอักเสบ ดี
อุบัติการณ์ของโรคมักพบในกลุ่มฉีดยาเสพติด การติดเชื้อจะเกิดจากการใช้เข็ม กระบอกฉีดยาร่วมกัน จากการตรวจเลือดผู้ติดยาเสพติดในประเทศไทยพบว่าร้อยละ 60 เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ดี มาแล้ว แสดงว่าโรคตับอักเสบ ดี ก็พบได้ในประเทศไทย

ตับอักเสบ อี เกิดขึ้นได้อย่างไร

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
จากการศึกษาทางระบาทวิทยา การเฝ้าระวังโรคอย่างมีระบบและต่อเนื่องในหลายประเทศการศึกษาวิธีการแพร่โรค และการศึกษาทางด้านอาการวิทยา ทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ว่าตับอักเสบชนิดไม่ใช่เอ และไม่ใช่บีนั้นมีอยู่ 2 รูปแบบดังได้กล่าวได้แล้วคือ รูปแบบที่หนึ่งจะติดต่อแพร่โรคโดยการได้รับเลือด ผลิตภัณฑ์เลือด หรือโดยการใช้เข็ม - กระบอกฉีดยา ร่วมกันในกลุ่มฉีดยาเสพติด ซึ่งเรียกชื่อภาษาอังกฤษในทางการแพทย์ว่า "พาร์เอนเตอรัล" นั้น ได้รับการจำแนกในเวลาต่อมาว่าเป็นตับอักเสบ ซี สำหรับอีกรูปแบบหนึ่ง พบว่าอาจระบาดอยุ่ตามชุมชนเล็ก ๆ หรือ "สปอราติ" และการแพร่โรคเกิดขึ้นโดยการกินหรือที่เรียกว่า "เอนเตอริ" หรือตับอักเสบ อี นั่นเอง
ในปี พ.ศ.2530 ได้มีการทดลองถ่ายเชื้อ "ไวรัสตับอักเสบ อี" ที่ได้จากมนุษย์ไปยังลิงเป็นผลสำเร็จและเชื้อที่ก่อโรคพบว่าเป็น "อนุภาคที่คล้ายไวรัส" ขนาดประมาณ 27-34 นาโนเมตร มีคุณสมบัติทางเคมีเป็น อาร์เอ็นเอ เซรุ่มที่ได้จากผู้ที่ป่วยเป็นโรคตับอักเสบชนิดไม่ใช่เอ ไม่ใช่บี ชนิดที่ติดต่อ โดยการกินนี้เมื่อนำไปทำปฏิกิริยากับ "อนุภาคที่คล้ายไวรัส" ดังกล่าวพบว่าทำปฏิกิริยาจำเพาะต่อกัน ในขณะนี้ข้อมูลบ่งชี้ว่า อนุภาคดังกล่าวนั้นอาจจะจัดไว้ได้ในกลุ่มของ "คัลลิซิไวรัส" (CALICIVIRUS) แต่ก็มีลักษณะระบางอย่างที่ใกล้ชิดกับเอนเตโรไวรัส-72 หรือไวรัสตับอักเสบ เอ ด้วย



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ |ย้อนหลัง]
Copyright © 1997 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.