วิธีการกำจัดของเสียที่เป็นอันตรายในขั้นสุดท้าย ที่นิยมใช้กันมีกี่วิธี
โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ มีบทบาทต่อการขนส่งของเสียที่เป็นอันตรายข้ามแดนอย่างไร
กฎหมายไทยฉบับใดบ้าง ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการของเสียที่เป็นอันตราย

วิธีการกำจัดของเสียที่เป็นอันตรายในขั้นสุดท้าย ที่นิยมใช้กันมีกี่วิธี


[ ขยายดูภาพใหยญ่ ]

วิธีการกำจัดของเสียที่เป็นอันตรายที่นำยมใช้ได้แก่
  1. ฝังดิน คือการนำของเสียไปฝังในบ่อดินที่ขุดเตรียมไว้ ต้องบุก้นบ่อและผนังโดยรอบด้วยวัสดุกันซึม เช่น ดินเ หนียว หรือแผ่นพลาสติก เพื่อป้องกันไม่ให้ของเสีย หรือน้ำเสียจากของเสียไหลซึมออกไปปนเปื้อนภายนอกโดยที่ก้นบ่อจะมีท่อ รับน้ำเสียเพื่อนำไปบำบัดด้วย และเมื่อฝังของเสียจนเต็มบ่อแล้วจะต้องปิดบ่อด้วยแผ่นพลาสติก หรือดินเหนียวด้วย
  2. ทิ้งทะเล โดยบรรจุของเสียใส่ภาชนะที่ปิดมิดชิด ป้องกันการรั่วไหลของของเสียแล้วนำไปทิ้งในทะเลลึก ไม่น้ อยกว่า 2,000-4,000 เมตร ให้ภาชนะที่บรรจุของเสียนั้นวางอยู่บนชั้นดินหรือชั้นทราบของทะเล หรือให้ภาชนะนั้นฝังลงในชั้นดินหรือชั้นทรายของทะเลที่มีความหนาไม่น้อยกว่า 10-30 เมตร
  3. ปล่อยให้ซึมในชั้นดิน โดยอัดฉีดของเสียลงในบ่อที่มระดับความลึกกว่าระดับน้ำใต้ดินและน้ำบาดาล เพื่อให้ของเสียนั้นซึมและกระจายอยู่ในชั้นดิน โดยไม่มีผลกระทบต่อน้ำใต้ดิน

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ มีบทบาทต่อการขนส่งของเสียที่เป็นอันตรายข้ามแดนอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การควบคุมการขนส่งของเสียที่เป็นอันตรายข้ามแดน
ของเสียที่เป็นอันตรายที่ถูกผลิตขึ้นจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ส่วนใหญ่จะถูกกำจัดภายในประเทศของผู้ผลิตของเสียเอง แต่มีบา งส่วนจะถูกขนส่งนำไปกำจัดนอกประเทศของผู้ผลิตของเสีย ซึ่งจะมีทั้งที่นำไปกำจัดโดยได้รับอนุญาตจากประเทศเจ้า ของสถานที่เพื่อทำการกำจัดอย่างถูกวิธี และนำเข้าไปกำจัดโดยไม่ได้ขออนุญาตจากประเทศเจ้าของสถานที่ สำหรับวิธีหลังนี้มัก จะเป็นการนำของเสียไปทิ้งไว้ โดยไม่มีการกำจัดอย่างถูกวิธี และก่อให้เกิดปัญหาส่งแวดล้อมแก่ประเทศที่รับของเสียไปทิ้งไว้ โดยไม่มีการกำจัดอย่างถูกวิธี และก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมแก่ประเทศที่รับของเสียนั้นๆ ตามมา
ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลจากปัญหาดังกล่าว ในระยะตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 เป็ต้นมา มีการส่งสินค้าซึ่งเป็นเคมีภัณ ฑ์ที่เสื่อมคุณภาพแล้ว หรือเคมีภัณฑ์ที่มีลักษณะไม่ตรงกับที่ระบุในฉลากกำกับภาชนะ จึงเป็นการส่อว่าจะมีของเสียแฝงเร้นเข้ามาในลักษณะการส่งเคมีภัณฑ์ นอกจากนี้ยังปรากฎว่าในบางครั้งไม่มีตัวตนของบริษัทนำเข้าหรือส่งออกทำให้ไม่สามารถส่งสินค้ากลับคืนไปยังประเทศแหล่งที่มาได้ เนื่องจากเรายังไมีมีกฎหมายหรือมาตรการป้องกันการนำเข้า หรือนำผ่าน ของเสียที่เป็นอันตราย ทำให้เป็นภาระของประเทศไทยที่จะต้องหาวิธีการกำจัดของเสียเหล่านั้น
การขนส่งของเสียที่เป็นอันตรายข้ามแดนเพื่อนำไปทิ้งยังประเทศอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตนับเป็นปัญหาระหว่างประเทศที่มี แนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ จึงได้จัดทำอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อน ย้ายและการกำจัดของเสียที่เป็นอันตรายข้ามแดน (Basel convention on the Control of Transboundary Movements of Hazardous Wastes and Their Disposal) ขึ้นเพื่อกำหนดข้อตกลง ระหว่างประเทศในการควบคุมการส่งออก นำเข้าและนำผ่านของเสียที่เป็นอันตรายข้ามแดน ให้ดำเนินการอย่างปลอดภัยและรัดกุม อาทิ จะต้องมีการระบรายละเอียดของผู้ผลิต ผู้รับ และลักษณะของเสียที่ชัดเจนและห้ามนำเข้าหรือส่งออกโดยไม่ได้รับอนุญาตจา กประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมทั้งมีบทลงโทษสำหรับประเทศผู้ฝ่าฝืนข้อบังคับของอนุสัญญาด้วย

กฎหมายไทยฉบับใดบ้าง ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการของเสียที่เป็นอันตราย


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

กฎหมายและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการรจัดการของเสียที่เป็นอันตราย
ปัจจุบันกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการของเสียที่เป็นอันตรายในประเทศไทยมีหลายฉบับ ได้แก่
  1. พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อการควบคุมการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งตามบทเฉพาะกาลของ กฎหมายดังกล่าวได้นำประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่25 พ.ศ.2531 และประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม ฉบับที่ 1 พ.ศ.2531 ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2512 มาใช้บังคับ โดยภายใต้กฎหมายดังกล่าว ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรม โดยทำการเก็บรวบรวมและกำจัดสิ่งปฎิกูลหรือวัสดุไม่ใช้แล้ว ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารไวไฟ สารกัดกร่อน สารเกิดปฎิกิริยได้ง่าย และสารมีพิษ เ ช่น สารหนู แคดเมียม โครเมียม ตะกั่ว และปรอท นอกจากนี้ยังระบุชื่อของสารตัวทำลาย และประเภทของวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ที่จะต้องมีการเก็บ ทำลา ยฤทธิ์ กำจัด ฝัง ทิ้ง เคลื่อนย้ายตามวิธีที่กำหนดไว้
  2. พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อควบคุมการนำเข้า ส่งออก การผลิต การจำหน่าย การครอบครอง การขนส่งแล ะการใช้สารอันตรายซึ่งได้มีการแบ่งออกเป็น 4 ชนิด ตามความจำเป็นแก่การควบคุมและให้มีการตั้งศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายขึ้นในกระทรวงอุตสาหกรรม
  3. พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักในการดูแลสภาวะแวดล้อมของประเทศ โด ย ให้มีการควบคุมภาวะมลพิษการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อพ ิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนจะได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินการได้
  4. พระราชบัญญัติอื่น ๆ ส่วนใหญ่มีสาระของกฎหมายเน้นเรื่องบทลงโทษเพียงอย่างเดียว เช่น พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำ พ.ศ.2456 ซึ่งรับผิดชอบโดยกระทรวงคมนาคม ที่ห้ามมิให้มีการทิ้งของเสียลงในแม่น้ำลำคลอง ซึ่งเป็นอันตรายต่อการเดินเรือ หรือ เป็นพิษต่อชีวิต ผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท เป็นต้น



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ ] | ย้อนหลัง ]
Copyright © 1997 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.