ฤดูใดเป็นฤดูปลูกปอ
ตามปกติการปลูกปอ นิยมปลูกอยู่กี่วิธี
ช่วงเวลาใดที่ควรเก็บเกี่ยวปอ
เส้นใยแต่ละชนิด มีวิธีการลอกแตกต่างกันอย่างไร
การผลิตปอฟอกซึ่งเป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรมการทอกระสอบ ทำได้กี่วิธี
ปัจจัยอะไรบ้าง ที่มีผลกระทบต่อระยะเวลาและคุณภาพของเส้นใย

ฤดูใดเป็นฤดูปลูกปอ


[ ขยายดูภาพใหยญ่ ]

ฤดูปลูก ปอเป็นพืชที่ตอบสนองต่อช่วงแสงมาก ซึ่งกระตุ้นให้ปอออกดอกในช่วงเวลาของวันสั้น ปอกระเจาเริ่มออกดอกราวเดือนสิงหาคม ปอคิวบาออกดอกประมาณเดือนกันยายนถึงตุลาคม สำหรับปอแก้วช่วงแสงในเวลากลางวันมีผลให้ออกดอกประมาณเดือนพฤศจิก ายนถึงธันวาคม การออกดอกของปอทำให้การเจริญเติบโตทางลำต้นสิ้นสุด การสร้างผลิตผลของเส้นใยก็สิ้นสุดลงด้วย การปลูกปอจึงจำ เป็นต้องให้ปอเจริญเติบโตทางลำต้นยาวนานที่สุด เพื่อจะให้ได้ผลิตผลเส้นใยสูงสุด ตามปกติเกษตรกรจะเริ่มปลูกปอ เมื่อฝนเริ่มตกในระยะแรกประมาณเดือนเมษายนหรือย่ างช้าเดือนพฤษภาคม การปลูกปอช้าไปกว่านี้จะทำให้ปอมีโอกาสเจริญเติบโตทางลำต้นน้อยลงเป็นผลให้ปลูกปอได้เพียง ปีละ 1 ครั้ง

ตามปกติการปลูกปอ นิยมปลูกอยู่กี่วิธี


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ตามปรกติการปลูกปอนิยมปลูกอยู่ 2 วิธี คือ
1. การปลูกเป็นแถว โดยมีการปลูกที่ใช้รกะยะปลูกระหว่างแถว 30 เซนติเมตร ระหว่างต้น 10 เซนติเมตร ปอ 1 ต้นต่อหลุม แต่การปลูกโดยวิธีนี้ทำ ให้ปลูกได้ช้า เสียค่าใช้จ่ายมากอาจปลูกโดยโรยเมล็ดปอเป็นแถวเพิ่มระยะระหว่างแถวเป็น 50 เซนติเมตร สำหรับปอแก้ วใช้เมล็ดพันธุ์ในอัตรา 3 กิโลกรัมต่อไร่ และปอกระเจาใช้ในอัตราประมาณ 0.5 กิโลกรัมต่อไร่ ข้อดีของการปลูกเป็นแถวคือทำให้ดูแลรักษาได้ง่าย นอกจากนี้ยังทำให้มีการถ่ายเทอากาศได้ดี ลดโอกาสการระบาดของโรคและแมลงลงได้
2. การปลูกแบบหว่าน เป็นวิธีการที่กสิกรปฎิบัติกันมาก เพราะสามารถปลูกได้เร็ว ใช้แรงงานน้อย วิฤธีการนี้จะเหมาะสมในสภาพที่มีวัชพืชรบกวนน้อย แต่ถ้าเกิดโรคขึ้นในแปลงปลูก โรคจะแพร่ระบาดได้เร็วกว่าการปลูกเป็นแถว สำหรับอัตราเมล็ดพันธุ์ที่แนะนำให ้กสิกรหว่านคือ ปอแก้วใช้ในอัตรา 3 กิโลกรัมต่อไร่ ปอกระเจาใช้ในอัตรา 0.5-1.0 กิโลกรัมต่อไร่

ช่วงเวลาใดที่ควรเก็บเกี่ยวปอ


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การเก็บเกี่ยว ปอเป็นพืชเส้นใยที่ได้ผลิตผลจากส่วนของเปลือกของลำต้น ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวปอแก้วและปอคิวบาที่ทำให้ได้เส้นใยที่มีคุณภาพ และผลิตผลดี คือ ระยะที่ปอออกดอกประมาณร้อยละ 50 สำหรับปอกระเจาควรเก็บเกี่ยวเมื่อปอติดฝักอ่อน ถ้าเก็บเกี่ยวปอช้าก ว่าระยะนี้แล้ว ปอจะแก่และเปลือกเหนียว เก็บเกี่ยวได้ยากขึ้น เส้นใยหยาบกระด้างและต้องใช้เวลาแช่ฟอกนานขึ้น ถ้าเก็บเกี่ยวก่อน กำหนดผลิตผลจะลดลง แลเส้นใยไปกับการแช่ฟอก เนื่องจากปอเป็ยพืชที่ตอบสนองต่อช่วงแสง จึงจำเป็นจะต้องปลูกให้มี เวลาที่ปอสามารถเจริญเ ติบโตทางลำต้นยาวนานที่สุดเพื่อให้ได้ผลิตผลสูงสุด

เส้นใยแต่ละชนิด มีวิธีการลอกแตกต่างกันอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหยญ่ ]

การลอกเส้นใย เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะแยกส่วนของเส้นใยออกจากส่วนชองลำต้นและเปลือก สามารถทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับการนำประโยชน์ไปใช้ วิธีการลอกทำให้เกิดเส้นใย 4 ชนิด คือ
1. เส้นใยปอกลีบแห้ง ได้จากการลอกเปลือกของต้นปอออกจากแกนต้น เรียกว่า ปอกลีบ นำไปตากให้แห้งจะได้ปอกลีบแห้ง ซึ ่งจะไม่เห็นส่วนของเส้นใย ใช้มัดของแทนเชือก วิธีนี้ไม่นิยมใช้และได้ราคาต่ำหว่าปอฟอกเนื่องจากมีส่วนของเปลือกซึ ่งไม่ใช่เส้นใยติดอยู ่ด้วย
2. เส้นใยปอกลีบขูดผิว ได้จากการลอกเปลือกต้นปอออกจากแกนแล้วขูดผิวด้านนอกออกก่อนนำไปตากแดด เส้นใยนี้สามารถนำไปทอกระสอบได้ แต่มีผู้ผลิตน้อยเนื่องจากใช้แรงงานมากและเวลามาก
3. เส้นใยปอกลีบสดฟอก ได้จากการนำกลีบซึ่งลอกจากแกนต้นด้วยมือ หรือเครื่องลอกไปแช่ในน้ำให้เปื่อยแล้วนำมา ฟอกเป็นเส้นใย เป็นวิธีการที่พัฒนาไปใช้สำหรับบริเวณที่มีน้ำค่อนข้างน้อย
4. เส้นใยปอฟอก ได้จากการนำต้นปอทั้งต้นไปทำให้เปื่อยโดยใช้จุลินทรีย์ แล้วฟอกให้ได้เส้นใย

การผลิตปอฟอกซึ่งเป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรมการทอกระสอบ ทำได้กี่วิธี


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ปัจจุบันเส้นใยฟอกเป็นที่ต้องการมากในอุตสาหกรรมทอกระสอบ การผลิตปอฟอกทำได้ 3 วิธี คือ
1. การแช่ฟอกต้นปอ เป็นการแช่ต้นปอในแหล่งน้ำ และเป็นวิธีการผลิตของเกษตรกรในปัจจุบัน ก่อนฟอกต้องมัดต้นปอเพื่อ ความสะดวกในการขนส่ง มัดให้มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 1 คืบ หรือ 20-25 เซนติเมตร มัดเป็นจำนวน 2-3 เปลาะ แล้วแต่ความยาวของต้นปอทิ้ งไว้ในแปลงประมาณ 2-3 วัน เพื่อให้ใบร่วงลงบำรุงดินและลดน้ำหนักการขนส่ง การมัดปอให้มีขนาดพอดีจะทำให้ปอเปื่อยพร้อมกันทั้งมัด การแช่เริ่มจากการตั้งมัดปอให้ทางโคนจมอยู่ใต้น้ำเป็นเวลา 2-3 วัน เพื่อให้ปอเปื่อยพร้อมกันทั้งต้น หากแช ่พร้อมกันยอกปอจะเปื่อยได้เร็วก ว่าทางโคน ทำให้สูญเสียเส้นใย การแช่ควรวางมัดปอลงในน้ำตามแนวราาบเป็นแถวซ้อนกัน ในชั้นแรกวางให้โคนไปทางเ ดียวกัน ชั้นต่อไปจึงวางยอดสลับกับโคน การซ้อนแถวปอ มักซ้อนไม่เกิน 3 ชั้น แล้วจมต้นปอด้วยหินหรือเสาคอนกรีต ให้ต้นปอจมอยู ่ให้น้ำไม้น้อยกว่า 10 เซนติเ มตร ถ้าแช่ปอในแหล่งน้ำธรรมชาติการเน่าเปื่อยที่เหมาะสมกับการฟอกใช้เวลาประมาณ 14-31 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของน้ำ ถ้าอากาศเย็นจะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น จากนั้นนำขึ้นมาลอก จะลอกได้ทั้งต้นเดี่ยวและทั้งมัดเมื่อลากออกแล้วนำไปฟอก คือ ล้างน้ำ โดยฟาดกับน้ำเ พื่อทำให้เส้นใยสะอาด จากนั้นจึงนำเส้นใยไปตากบนราวไม้ไผ่ประมาณ 2-3 วัน เส้นใยที่ได้จากวิธีนี้อาจมีคุณภาพเลว หากเกษตรกรจมต้นปอด้ยก้อนดินหรือจมต้นปอจนใกล้โคลนจะทำให้เส้นใยที่ได้มีสีคล้ำ ทั้งยังทำให้แหล่งน้ำตื้นเขินและเน่าเสีย
2. การแช่ฟอกปอกลีบสด เป็นการนำเฉพาะปอกลีบสดที่ลอกด้วยมือหรือใช้เครื่องลอกไปแช่ในแหล่งน้ำที่มีประมาณน้อย การตัดต้นปอและการลอกปอกลีบสดควรทำในวันเดียวกัน ก่อนแช่ต้องเรียงหัวปอให้เสมอกันแล้วมัดเป็นเปลาะ ๆ เพื่อไม่ให ้ปอพันกันยุ่ง ทำให้ง่ายต่อการท ำความสะอาด การแช่ไม่ควรให้ส่วนของปอกลีบสัมผัสพื้นบ่อ โดยแช่ปอให้มีปริมาณเหมาะสมกับปริมาณน้ำในบ่อ หรือใช้แกนปอที่ลอกแล้วรองก้นบ่อก่อน (วิธีนี้ทำให้บ่อตื้นเขินเร็ว) ใช้เวลาแช่ประมาณ 15-20 วัน แล้วจึงล้างทำความสะอาดและนำเส้นใยไปตา กให้แห้ง เส้นใยที่ได้เรีย กว่า "ปอกกลีสดฟอก"
3. การแช่ฟอกเส้นใยจากต้นปอฝังดิน เป็นการฝังปอทั้งต้นในดินเพื่อให้จุลินทรีย์ในธรรมชาติเข้าไปทำให้เปลือกป อเน่าเปื่อย วิธีนี้เหมาะสำหรับบริเวณที่ไม่มีแหล่งน้ำหรือไกลจากแหล่งน้ำที่ใช้แช่ปอ ทำได้โดยฝังปอในหลุมลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ความยาวหลุมเท่า ความยาวของต้นปอ ความกว้างแล้วแต่ปริมาณปอที่มีอยู่ วางต้นปอในหลุมเป็นชั้น ๆ แล้วเอาดินกลบบนชั้นปอแต่ละชั้นและก ลบปากหลุมให้แน่น รดน้ำทุกวันเพื่อให้จุลินทรีย์ทำงานได้เร็วขึ้น ใช้เวลาประมาณ 30 วัน จึงขุดดินออกและนำลอกเส้นใยออกจาก แกนต้น แล้วล้างน้ำให้สะอาด และตากให้แห้งต่อไป

ปัจจัยอะไรบ้าง ที่มีผลกระทบต่อระยะเวลาและคุณภาพของเส้นใย


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ปัจจัยที่มีผลต่อการแช่ฟอก
ปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาและคุณภาพของเส้นใยมีดังนี้
  1. ค่าความเป็นกรด-เบสของน้ำ น้ำที่มีสภาพเป็นกรดเล็กน้อยจะช่วยให้การแช่ปอเปื่อยเร็วขึ้น ค่าความเป็นกรด-เบสที่เหม าะสมประมาณ 5.5
  2. อุณหภูมิของน้ำ อุณหภูมิที่เหมาะสมในการแช่ปอคือประมาณ 34 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำทำให้ปอเปื่อยช้า แต่ถ้าอุณหภูมิสูงเกินกว่า 42 องศาเซลเซียล ขบวนการเน่าเปื่อยจะหยุดชะงัก
  3. ปริมาณน้ำที่ใช้แช่ปอ ปริมาณน้ำที่ใช้แช่ปอควรมีไม่น้อยกว่า 20 เท่าของต้นปอปริมาณน้ำน้อยจะทำให้คุณภาพเส้นใยไม่สม่ำเสมอ
  4. ความลึกของน้ำที่แช่ปอ มัดปอที่แช่ควรอยู่ใต้ผิวน้ำประมาณ 10 เซนติเมตรและขบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์จะเกิดขึ้ นน้อยในน้ำที่ลึกกว่า 1.50 เมตร
  5. ปริมาณปุ๋ยที่ต้นปอดูดซึมขึ้นไป ต้นปอที่มีปริมาณไนโตรเจนสะสมอยู่มากจะเน่าเปื่อยเร็ว ต้นปอที่มีฟอสฟอรัสอยู่ มากจะเน่าเปื่อยช้า เส้นใยจะเหนียวและมีคุณภาพดีกว่าต้นปอที่มีไนโตรเจนมาก
  6. อายุการเก็บกี่ยว ปอที่เก็บเกี่ยวเมื่อมีอายุน้อยจะเน่าเปื่อยเร็วกว่าปอที่มีอายุมาก
  7. ธรรมชาติของน้ำ น้ำที่เหมาะสมในการแช่ฟอกควรเป็นน้ำอ่อนที่ไหลช้า ๆ เพื่อให้สารแทนนิน ที่มีอยู่ในต้นปอ ละลายไปกับน้ำหากเป็นที่น้ำขังสารละลายแทนนินสามารถละลายธาตุเหล็กที่อยู่ในดิน ทำให้เกิดผลเสียต่อเส้นใยคือ มีสีคล้ำ การแช่ปอในน้ำกระด้าง ทำให้ได้เส้นใยหยาบ
  8. ปริมาณจุลินทรีย์ในน้ำ บ่อที่เคยแช่ฟอกปอจะทำให้ต้นปอเปื่อยเร็วกว่าบ่อที่ไม่เคยมีการแข่ปอมาก่อน เนื่องจากมีปริมาณจุลินทรีย์มากกว่า



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ ] | ย้อนหลัง ]
Copyright © 1997 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.