เสียงคือคลื่นความดันที่เคลื่อนที่ไปในอากาศ คลื่นเสียงเป็นคลื่นตามยาว เคลื่อนที่ไปในอากาศโดยที่อากาศไม่ได้เคลื่อนที่ตามไปด้วย อากาศเพียงแต่สั้นไปมาเมื่อมีเสียงเดินทางผ่านไปเท่านั้น
เสียงอาจเคลื่อนที่ไปในของเหลว เช่น น้ำ หรือของแข็ง เช่น เหล็ก ได้เช่นเดียวกับเมื่อเคลื่อนที่ไปในอากาศ คลื่นเสียงเคลื่อนที่ไปในเหล็กได้เร็วกว่าเคลื่อนที่ไปในอากาศถึงสิบห้าเท่า และเคลื่อนที่ไปในน้ำเร็วกว่าเคลื่อนที่ในอากาศสี่เท่า
อวัยวะสำหรับรับฟังเสียงของเราคือ หู ซึ่งแบ่งเป็นสามส่วน เรียกชื่อว่า หูชั้นนอก หูชั้นกลาง และหูชั้นใน เมื่อคลื่นเสียงเคลื่อนที่มาถึงหูของเรา ใบหูจะทำหน้าที่รวบรวมคลื่นเสียงไว้ แล้วส่งเข้าไปทางช่องหูซึ่งมีความยาวประมาณหนึ่งนิ้ว เมื่อเข้าไ ปถึงแก้วหูคลื่นเสียงจะทำให้แก้วหูสั่น
การสั่นสะเทือนถูกส่งถ่ายทอดไปตามกระดูกเล็ก ๆ สามชิ้นมีชื่อว่า กระดูกรูปค้อน กระดูกรูปทั่ง และกระดูกรูปโกลน มีกลไกทำหน้าที่ปกป้องเสียงที่ดัง และเป็นคันโยกปล่อยเสียงเข้าไปสู่หูชั้นใน จากหูชั้นในคลื่นเสียงจะเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟฟ้าไปสู่สมอง ซึ่ง จะทำให้สมองรับรู้เป็นเสียง
เสียงแบ่งออกได้เป็นสองชนิด คือ เสียงธรรมดา และ เสียงรบกวน เสียงธรรมดาเป็นเสียงที่มีความยาวคลื่นเป็นระเบียบจึงทำให้รื่นหูผู้ฟัง หรือเสียงที่เราต้องการสื่อสารกัน แต่เสียงรบกวนทำให้เราเดือดร้อนรำคาญ เช่น เมื่อโยนหนังสือลงบนพื้นขณะที่หนังสือตกก ระทบพื้น จะทำให้อากาศสั่นสะเทือนอย่างไม่เป็นระเบียบ ทำให้ตกใจหรือดังเกินไป จนเรารู้สึกไม่ชอบ
เสียงรบกวนอาจเป็นเสียงดังหรือเสียงค่อยก็ได้ เสียงพลุเป็นเสียงรบกวนชนิดเสียงดัง ส่วนเสียงน้ำหยดดังติ๋ง ๆ จากก๊อกเป็นเสียงรบกวนชนิดค่อย ซึ่งแม้จะค่อยมากแต่ก็อาจทำให้เราเดือดร้อนรำคาญได้มากเช่นกัน



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ | ดูต่อ... ]
Copyright © 1997 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contained in this web site without permission is prohibited.