นิยามของโรคเอดส์โดยกระทรวงสาธารณสุขเป็นอย่างไร
ยารักษาภาวะเสื่อมแการพัฒนาวัคซีนเป็นอย่างไร
การตรวจทางห้องปฎิบัติการมีประโยชน์อย่างไร

นิยามของโรคเอดส์โดยกระทรวงสาธารณสุขเป็นอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยได้ปรับปรุงนิยามผู้ป่วยโรคเอดส์ใหม่ และประกาศใช้เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2536 โดยแบ่งการวินิจฉัยผู้ป่วยโรคเอดส์ออกเป็น 3 ประเภท ซึ่งสอดคล้องกับการปรับปรุงของทางศูนย์ควบคุมโรคติดเชื้อของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทุกประเภทต้องยืนยันได้ว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อเอไอวีแน่นอน ได้แก่
) อาศัยการตรวจพบโรคหรือกลุ่มอาการที่บ่งชี้ถึงความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งมีด้วยกัน 25 โรค หรือกลุ่มอาการทางคลินิกในกลุ่ม C ที่จัดโดยศูนย์ควบคุมโรคติดเชื้อ
) อาศัยการตรวจนับเม็ดเลือดขาว CD4('+) cells น้อยกว่า 200 เซลล์/ไมโครลิตรอย่างน้อยสองครั้ง โดยผู้ป่วยอาจจะยังไม่มีโรค หรือมีโรคใดโรคหนึ่งในกลุ่มของ 25 โรคดังกล่าวในประเภท C1 หรือ มีแต่ยังไม่แน่นอนว่าใช่หรือไม่ ซึ่งตรงกับกลุ่ม A3 และ B3
) นิยามใช้เฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 15 เดือน ที่ติดเชื้อเอไอวี จากมารดา ซึ่งดัดแปลงมาจากนิยามขององค์การอนามัยโลก โดยอาศัยการพบอาการแสดงหลัก (Major signs) อย่างน้อย 2 อย่าง และอาการแสดงรอง (Minor signs) อีก 2 อย่าง แต่ถ้าผู้ป่วยเสียชีวิต การพบเพียงอาการแสดงหลักหนึ่งอย่าง และอาการแสดงรองหนึ่งอย่าง ก็จัดว่าเป็นผู้ป่วยโรคเอดส์ได้
อาการแสดงหลัก (Major signs) ได้แก่
) น้ำหนักลด (มากกว่าร้อยละ 10) หรือเลี้ยงไม่โต หรือมีภาวะขาดอาหารมากกว่าหรือเท่ากับระดับสอง อาจมีหรือไม่มีภาวะผิดปกติทางพัฒนาการ
) ท้องร่วงเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ นานกว่า 1 เดือน
) ไข้เรื้อรัง เป็นๆ หายๆ นานกว่า 1 เดือน
) มีการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างที่รุนแรงมาก หรือมีอาการต่อเนื่องกันตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไปโดยไม่พบเชื้ออื่นใด และไม่ตอบสนองต่อการรักษาโดยยาปฏิชีวนะ หรือเป็นโรคที่ตำแหน่งเดิม 2 ครั้งขึ้นไปใน 1 ปี
อาการแสดงรอง (Minor signs) ได้แก่
) ต่อมน้ำเหลืองโตทั่วตัว หรือตับและม้ามโต
) มีฝ้าขาวในปาก (Oral thrush) ที่เกิดจากเชื้อรา Candida albicans
) มีการติดเชื้อที่ไม่รุนแรงซ้ำๆ หลายครั้ง เช่น หูชั้นกลางอักเสบ คออักเสบ
) ไอเรื้อรัง ติดต่อกันมากกว่า 1 เดือน ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ
) ผื่นที่ผิวหนัง ทั่วตัว คล้ยผื่นแพ้เรื้อรัง
) มีผลทางห้องปฏิบัติการยืนยันการติดเชื้อเอไอวีในมารดาขณะตั้งครรภ์หรือก่อนคลอด หรือยืนยันการติดเชื้อในเด็ก

ยารักษาภาวะเสื่อมแการพัฒนาวัคซีนเป็นอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ในภาวะที่มีภูมิคุ้มกันเสื่อม โดยไวรัสไปทำลาย CD4('+)T cells หรือที่เรียกชื่อเดิมว่า T helper ลดลงไปอย่างมาก จนกระทั่งทำให้เกิดโรคเอดส์เต็มขั้นนั้น การรักษาจะต้องดำเนินไปดังต่อไปนี้
๑. การบริบาลทั่วไป และการรักษาประคับประคอง อันได้แก่ การดูแลผู้ป่วยโดยทั่วไปและการให้อาหาร ให้พลังงาน สารน้ำอิเล็กโทรไลต์ ฯลฯ ให้พอเพียงและให้การรักษาทางจิตบำบัด เป็นต้น
๒. การรักษาตามอาการ เช่น การรักษาอาการไข้ อาการท้องเดิน เป็นต้น
๓. การรักษาเฉพาะโรคที่เกิดขึ้น ได้แก่ รักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น การรักษาโรคปอดบวม โรคติดเชื้อแคนดิดา โรคระบบประสาทและรักษาโรคมะเร็ง โดยการฉายรังสี หรือเคมีบำบัด เป็นต้น
๔. การให้ยาต้านเชื้อไวรัสเอไอวี เพื่อระงับยับยั้งการทวีจำนวนของไวรัสในเซลล์ชนิดต่างๆ
๕. การให้ยากระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อให้มีการสร้างหรือเสริมปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกันที่เสียไปให้ฟื้นกลับมาใหม่ แม้ว่าจะไม่ดีขึ้นเท่าเดิม ก็ดีกว่าปล่อยให้ภูมิคุ้มกันเสื่อมอย่างเต็มที่
ในที่นี้จะได้กล่าวถึงสารที่มีฤทธิ์ระงับยับยั้งมิให้ไวรัสทวีจำนวนในเซลล์ และสารปรับปรุงระบบอิมมูน (Immune Modulator)
วัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอไอวี ได้มีการพัฒนาและประเมินผลมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปี ในแง่ความปลอดภัย และการกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันทั้งแบบเซลล์และแอนบดี มีวัคซีนหลายชนิดที่ทำการประเมินผลในคนกลุ่มเลกแล้วให้ผลดีทั้งในแง่ความปลอดภัย และการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในผู้ได้รับวัคซีน แต่ยังไม่มีการประเมินผลของวัคซีนเหล่านี้ในกลุ่มประชากรกลุ่มใหญ่ที่มีอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอไอวีสูง จึงยังไม่ทราบว่าวัคซีนเหล่านี้จะได้ผลในการป้องกันการติดเชื้อหรือไม่

การตรวจทางห้องปฎิบัติการมีประโยชน์อย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

เพาะเชื้อโรค วิธีการเพาะเชื้อไวรัสนี้ เป็นวิธีการที่ยุ่งยากมาก มีห้องปฏิบัติการชันสูตรโรคน้อยแห่งที่ทำการเพาะเชื้อโรคได้ เพราะจะต้องมีอุปกรณ์ครบครัน มีมาตรการในการรักษาความปลอดภัย นอกจากนั้นการเพาะเชื้อยังสิ้นเปลือง ทั้งค่าใช้จ่ายและกินเวลา ต้องใช้นักวิทยาศาสตร์ที่มีความรู้และประสบการณ์สูง จึงจะทำการแยกเชื้อได้ การเพาะเชื้อจะเพาะได้จาก เม็ดเลือดขาว พลาสมาและอวัยวะที่ติดเชื้อ เช่น ต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น การเพาะเชื้อมีประโยชน์อย่างไร
๑. ประเมินว่าบุคคลที่ติดเชื้อจะสามารถแพร่โรคได้มากน้อยเพียงใด
๒. ประเมินผลการรักษาโรค
๓. นำเชื้อที่เพาะได้ไปศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลง หรือความผันแปรในส่วนประกอบของไวรัส
๔. เพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อ เช่น ในกรณีทารก เป็นต้น
ตรวจหาหลักฐานการติดเชื้อโดยการตรวจหาแอติ-เอไอวีแอนติบอดี
๑. การตรวจเบื้องต้น (Screening test) ได้มีการพัฒนาการตรวจเบื้องต้นขึ้นมาหลายวิธีโดยอาศัยหลักการของการทดสอบดังต่อไปนี้คือ
  • ELISA Test
  • Gel particle agglutination
  • Immunofluorescence
  • Immunoprecipitation
และยังมีวิธีการตรวจอื่นๆ ที่กำลังจะนำมาใช้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ วิธีการตรวจที่ง่ายและรวดเร็ว (Rapid diagnostic test)
๒. การตรวจเพื่อยืนยัน (Supplementary or Confirmetary tests) การตรวจเบื้องต้นนั้นจะมีความไวค่อนข้างสูง แต่ความจำเพาะอาจจะไม่ถึงร้อยละ 100 (เช่น ตรวจพบว่าให้ผลบวก แต่จริงๆ แล้ว เป็นผลบวกลวงหรือตรวจแล้วให้ผลลบ แต่อันที่จริงแล้วควรจะเป็นบวก ซึ่งถือว่าผลลบลวง) ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องมีวิธีการตรวจยืนยัน การตรวจดังกล่าวมีหลายชนิด
๓. การตรวจดูจำนวนเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน (ตรวจ T lymphocyte) คือ ตรวจเม็ดเลือดขาวชนิด T4 หรือ CD 4('+) และ T8 หรือ CD 8('+)
๔. การตรวจทางผิวหนัง (Skin Test) เป็นการตรวจเพื่อดูการตอบสนองของร่างกายทางด้านภูมิแพ้ ผู้ที่มีภาวะ ภูมิคุ้มกันเสื่อมการตอบสนองจะต่ำหรือไม่มีเลยก็ได้ โดยใช้แอนติเจนต่างๆ เช่น แคนดิดา แอนติเจน ทอกซอยด์ป้องกันบาดทะยัก ฯลฯ



[ จอหลัก |ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ |ย้อนกลับ..]
Copyright © 1997 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.