ลักษณะเรือพระที่นั่ง และเรือในริ้วกระบวน
เรือรูปสัตว์ที่เหลืออยู่ในปัจจุบันมี ๗ ลำ เมื่อเข้ากระบวนประกอบกับเรืออื่น ๆ มีอะไรบ้าง
การแต่งกายของนายเรือในริ้วกระบวนพยุหยาตราชลมารค

ลักษณะเรือพระที่นั่ง และเรือในริ้วกระบวน


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

จากการรัดริ้วกระบวนเรือ จะมีชื่อเรือต่าง ๆ มากมายที่จะร่วมในกระบวน ซึ่งเรือเหล่านี้มีลักษณะแตกต่างกันไปตามความสำคัญและลักษณะที่มาคือ
๑. เรือประตู มีลักษณะเป็นเรือกราบ กลางลำมีกัญญา เรียกกันว่า เรือกราบกัญญา ทำหน้าที่เป็นเรือนำริ้วกระบวน มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ชั้นปลัดทูลฉลองนั่งในกัญญาลำละ ๑ ท่าน
๒. เรือพิฆาต เป็นเรือรบไทยโบราณประเภทหนึ่ง มีปืนจ่ารงตั้งที่หัวเรือ ในสมัยกรุงศรียุยา รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มี ๕ คู่ ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มี ๖ คู่ ภายหลังตั้งแต่รับกาลพระบาทเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้นมามี ๑ คู่ คือ เรือเสือทะยานชล และเรือเสือคำรณสิทธุ์ หัวเรือทำเป็นรูปหัวเนือ มีคฤห์สำหรับอำมาตย์ ฝ่ายทหารนั่ง แต่ในสมัยกรุงศรียุยาใช้เรือแซ เรือพิฆาต มีนายเรือ นายท้ายฝีพาย และคนนั่งคฤห์ รวม ๓๑ นาย
๓. เรือดั้ง เป็นเรือไม้ทาสีน้ำมัน ไม่มีลวดลายอย่างใด ใช้เป็นเรือกระบวนสายนอก กลางลำมีคฤห์ซึ่งมีนายทหารนั่งลำละ ๑ นาย ในเรือนี้มีพลปืน ๔ นาย และมีนายเรือ นายท้าย และฝีพาย ลำละ ๒๙-๓๕ คน ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือ และมีคนกระทุ้งเส้า ลำละ ๒ นายเรือที่กระทุ้งเส้าในสมัยกรุงศรียุยา เป็นพวกเรือไชย ซึ่งเป็นเรือชนิดที่มีทวนหัวตั้งสูงและงอนขึ้นไป ซึ่งกล่าวว่ามีลักษณะเช่นเดียวกับเรือ กิ่ง แต่ไม่ทราบว่าต่างกันตรงไหน แต่ปัจจุบันเรือดั้งหัวเรือปิดทอง ถ้าหัวเรือยังเขียนลายน้ำยา ใช้เป็นเรือประจำยศพระราชาคณะ
๔. เรือกลองนอก-กลองใน เป็นพวกเรือกราบ มีนายเรือ นายท้าย และฝีพายลำละ ๓๐ นาย มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการกระบวนพยุหยาตรานั่งคฤห์พร้อมทนายในเรือกลองนอก และมีผู้บัญชาการ กระบวนพร้อมทนาย นั่งคฤห์เรือกลองใน ภายในเรือมีพนักงานปี่ชวาและกลองแขกบรรเลงลำละ ๖ นาย
๕. เรือตำรวจนอก-ตำรวจใน ใช้เรือกราบ มีนายเรือ นายท้ายและฝีพาย ในสองลำไม่เท่ากัน ลำหนึ่งมี ๒๒ นาย ลำหนึ่งมี ๒๗ นาย มีพระตำรวจหลวงชั้นปลัดกรม นั่งคฤห์
๖. เรือรูปสัตว์ เป็นเรือที่แกะสลัก หัวเรือเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ ทั้งสัตว์จริง และสัตว์ในเทพนิยาย ความเป็นมาของเรือรูปสัตว์ หรือที่เดิมเรียกว่า เรือศีรษะสัตว์นี้ เรือรูปสัตว์ของไทยคงได้รับ อิทธิพลมาจากอินเดีย เพราะตราประจำตำแหน่งของเสนาบดีตั้งแต่สมัยกรุงศรียุยามาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ใช้รูปสัตว์ทั้งสิ้น เช่น ราชสีห์ คชสีห์ ครุฑ นาค ฯลฯ ตรงตำแหน่งนี้มีปรากฏอยู่ใน กฎหมายลักษณะศักดินา ซึ่งตั้งขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พ.ศ. ๑๙๙๘ แล้ว และจากพงศาวดาร เรือรูปสัตว์ปรากฏขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ พ.ศ. ๒๐๗๖ ซึ่งพระองค์ทรงแก้เรือแซเป็นเรือไชย และเรือรูปสัตว์ต่าง ๆ เพื่อจะให้ตั้งปืนใหญ่ที่หัวเรือได้ เรือรูปสัตว์นั้นถ้าเป็นเรือดั้งน่าจะเป็นเรือคู่ คือ เรือครุฑ ๑ คู่ เรือกระบี่ (ลิง) ๒ คู่ และจะเห็นได้ว่าเรือเสนาบดีและเรือประตูเป็น เรือรูปสัตว์จากตราตำแหน่งทั้งสิ้น จึงกล่าวได้ว่า เรือรูปสัตว์นั้นมาจากตราตำแหน่งนั่นเอง เพราะเมื่อเทียบเรือรูปสัตว์กับตำแหน่งเสนาบดีที่ลดหลั่นลงมาก็จะเห็นว่าตรงกัน

เรือรูปสัตว์ที่เหลืออยู่ในปัจจุบันมี ๗ ลำ เมื่อเข้ากระบวนประกอบกับเรืออื่น ๆ มีอะไรบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

๑. เรือครุฑเหินเห็จ (เรือครุฑเหิรเห็จ) ลำเดิมสร้างในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นเรือรูปสัตว์พื้นดำ ยาว ๑๓ วา ๑ ศอก ๑ คืบ กว้าง ๔ ศอก ลึก ๑ ศอก ๑๐ นิ้วกำลัง ๕ ศอก ๑ คืบ ๑๑ นิ้ว แต่ได้ถูกระเบิดเสียหายในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๗๘ กรมศิลปากรได้เก็บหัวเรือและท้ายเรือไว้ในพิพิธภัณฑ์ฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ และสร้างขึ้นใหม่เมื่อวันที่ ๒๑เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๕ น้ำหนัก ๗ ตัน กว้าง ๑.๕๙ เมตร ยาว ๒๗.๕๐ เมตร ลึก ๐.๕๙ เมตร กินน้ำลึก ๐.๓๒ เมตร ฝีพาย ๓๘ คน นายท้าย ๒ คน
๒. เรือครุฑเตร็จไตรจักร ลำเดิมเป็นเรือพื้นดำ ยาว ๑๓ วา ๑ ศอก ๑ คืบ กว้าง ๓ ศอก ๑ คืบ ๖ นิ้ว ลึก ๑ ศอก ๙ นิ้ว กำลัง ๕ ศอก ๑ คืบ ๗ นิ้ว ลำเก่าถูกระเบิดชำรุด กรมศิลปากรเก็บหัวเรือและท้าย เรือไว้ ลำปัจจุบันสร้างใหม่ เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๑ น้ำหนัก ๕.๙๗ ตัน กว้าง ๑.๙๐ เมตร ยาว ๒๗.๑๐ เมตร ลึก ๐.๕๒ เมตร กินน้ำลึก ๐.๒๙ เมตร ฝีพาย ๓๔ คน นายท้าย ๒ คน
๓. เรือพาลีรั้งทวีป ลำเดิมเป็นเรือพื้นดำ น้ำหนัก ๖.๙๗ ตัน ยาว ๑๓ วา ๓ ศอก กว้าง ๔ ศอก ลึก ๑ ศอก ๒ นิ้ว กำลัง ๕ ศอก ๕ นิ้ว หรือยาว ๒๗.๕๔ เมตร กว้าง ๑.๙๙ เมตร ลึก ๐.๕๙ เมตร กินน้ำลึก ๐.๓๑ เมตร หัวเรือกว้างมีช่องสำหรับติดตั้งปืนใหญ่บรรจุทางปากกระบอกได้ ๑ กระบอก ขนาดปากกระบอก ๖๕ มม. เหนือช่องปืนแกะเป็นรูปขุนกระบี่สีเขียว ฝีพาย ๓๔ คน นายท้าย ๑ คน
๔. เรือสุครีครองเมือง ลำเดิมเป็นเรือพื้นดำ น้ำหนัก ๖.๕๖ ตัน ยาว ๑๔ วา กว้าง ๓ ศอก ๑ คืบ ๑๐ นิ้ว ลึก ๑ ศอก ๓ นิ้วกำลัง ๕ ศอก ๔ นิ้ว หรือยาว ๒๗.๔๕ เมตร กว้าง ๑.๓๙ เมตร ลึก ๐.๕๙ เมตร หัวเรือกว้าง มีช่องสำหรับติดตั้งปืนใหญ่บรรจุทางปากกระบอกไว้ ๑ กระบอก ขนาดปากกระบอก ๖๕ มม. เหนือช่องปืนแกะเป็นรูปขุนกระบี่สีแดง
๕. เรือกระบี่ปราบเมืองมาร ลำเดิมเป็นเรือพื้นดำ ยาว ๑๓ วา ๒ ศอก ๑ คืบ กว้าง ๔ ศอก ลึก ๑ ศอก กำลัง ๕ ศอก ๔ นิ้ว ลำเดิมถูกระเบิดเสียหาย กรมศิลปากรเก็บหัวเรือท้ายเรือไว้ ส่วนลำปัจจุบัน สร้างใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ น้ำหนัก ๕.๖๒ ตัน ยาว ๒๖.๘๐ เมตร กว้าง ๒.๑๐ เมตร ลึก ๐.๕๑ เมตร กินน้ำลึก ๐.๒๕ เมตร ฝีพาย ๓๖ นาย นายท้าย ๒ นาย หัวเรือมีช่องสำหรับติดตั้งปืนใหญ่ ๑ กระบอกขนาด ๖๕ มม. เนือของปืนแกะเป็นรูปขุนกระบี่สีขาว
๖. เรืออสุวายุภักษ์ โขนเรือเป็นรูปครึ่งยักษ์ครึ่งนก ส่วนบนเป็นยักษ์ ส่วนล่างเป็นนก องค์เป็นสีม่วง
๗. เรืออสุปักษา โขนเรือเป็นรูปครึ่งยักษ์ครึ่งนก ส่วนบนเป็นยักษ์ ส่วนล่างเป็นนก องค์เป็นสีเขียว
๘. เรือแซ มีรูปร่างเป็นเรือไชยโกลน หัวท้ายเขียนลายน้ำยามีตัวอย่าง คือ เรือเสือทะยานชล เรือเสือคำรณสินธุ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พลพายเรือแซ หน้ากระบวนเป็นพวกมอญ
๙. เรือแซง ใช้เรือกราบ เป็นเรือของทหาร เรือแซงอยู่ตรงเรือพระที่นั่งในริ้วกระบวนมักมี ๒ คู่
๑๐. เรือริ้ว หมายถึง เรือที่เข้ากระบวนยาวเป็นเส้นเป็นสายหลายเส้นหลายสายเรียงขนาดกัน คือบรรดาเรือทุกลำที่ต้องเกษฑ์เข้ากระบวนแล้วจัดเป็นเรือริ้วทั้งสิ้น และเรือกระบวนโดยมากมีธงประจำเรือ ตั้งแต่เรือพระที่นั่ง เป็นต้น ลงไป ถ้าเป็นเรือที่มีโขนงอนก็มีธงทั้งหัวเรือและท้ายเรือ ถ้าเป็นเรือรูปสัตว์ก็มีธงแต่ท้ายเรือบรรดาเรือแซงก็ปักธงท้ายทุกลำ จึงสมกับคำที่ว่า "เรือริ้วทิวธงสลอน"
๑๑. เรือกิ่ง ในริ้วกระบวนจัดเป็นเรือที่เป็นเครื่องประดับยศเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยกรุงศรียุยา ในรัชกาลพระเจ้าปราสาททองบ้างก็ว่าในรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.๒๑๖๓-๒๑๗๑) กล่าวว่าพระองค์มี รับสั่งให้เอากิ่งดอกเลาประดับเรือ ต่อมาภายหลังพนักงานจึงเขียนลายกิ่งไม้ประดับไว้ที่หัวเรือ เรียกว่า เรือพระที่นั่งกิ่ง เป็นเรือชั้นสูงสุด มิได้โปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นใดประทับ เว้นแต่บางครั้งโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเรือผ้าไตร หรือผ้าทรงสะพักพระพุทธรูป หรือพานพุ่มดอกไม้และเป็นเรือทรงพระไชย ในกระบวนพยุหยาตราชลมารค ถวายผ้าพระกฐิน เรือพระที่นั่งกิ่งที่เคยใช้เป็นเรือทรงผ้าไตร
๑๒. เรือคู่ชัก เดิมใช้สำหรับเป็นเรือชักลากเรือพระที่นั่งชนิดพายไม่ได้ เรียกว่า เรือพระที่นั่งขนานหรือบัลลังก์ขนาน แต่ต่อมาได้เลิกใช้ไป เพราะไม่สะดวกรวดเร็ว เรือพระที่นั่งขนานจึงเปลี่ยน มาใช้เรือพระที่นั่งกิ่งแทนแต่ยังคงเรือคู่ชักไว้ เรือคู่ชักนี้เป็นเรือดั้งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เรือดั้งคู่ชักมีชื่อว่าเรือทองแขวนฟ้า และเรือทองบ้าบิ่น เรือทั้งสองลำนี้นำหน้าเรือพระที่นั่ง ลำทรง เรือทองแขวนฟ้า (ปัจจุบันคือ เรือทองขวานฟ้า) ใช้พลพายเป็นคนชาวบ้านใหม่ ขึ้นกับหลวงสุเรนทรนุชิต ส่วนเรือทองบ้าบิ่น ใช้พลพายเป็นชาวบ้านโพธิ์เรียงขึ้นอยู่กับหลวงอภัยเสนาและชื่อเรือตรงกับ ครั้งกรุงศรียุยาทุกอย่าง ผิดกันในเรื่องสถานะ คือสมัยยุยาจัดเป็น "เรือพระที่นั่ง" สมัยรัตนโกสินทร์จัดเป็น "เรือคู่ชัก" ซึ่งมีหัวเรือและท้ายเรือปิดทองห้อยพู่สีแดงและสักหลาดดาดหลังคากัญญา นั้นปักสายทองเต็มทั้งผืน แต่เรือดั้งทั่วไป หัวเรือและท้ายเรือไม่ปิดทองห้อยพู่สีขาวกับสักหลาด ดาดหลังคากัญญาปักทองเฉพาะตรงขอบ
๑๓. เรือไชย (เรือชัย) เป็นเรือชนิดที่มีทวนหัวตั้งสูงขึ้นไปเป็นงอน มีลักษณะเช่นเดียวกับเรือกิ่ง เรือไชยนี้เดิมเป็นเรือที่ข้าราชการนั่งในริ้วกระบวน และมีพนักงานคอยกระทุ้งเส้าให้จังหวะ แต่ ถ้าเป็นเรือที่นั่งเจ้านาย และเรือประตูเรียกว่า เรือเอกไชย
๑๔. เรือโขมดยา โขมดแปลว่าหัว ยา หมายถึง น้ำยาที่เขียนลายที่หัวเรือ แต่ลักษณะเรือโขมดยาครั้งกรุงศรียุยา หัวเรือท้ายเรือเรียบเชิดขึ้น มีลายแกะเป็นรูปกลีบบัวสำหรับผูกผ้าตรงกลางตั้งคฤห์ ดาดผ้าแดง
๑๕. เรือพระที่นั่งลำทรง เรือพระที่นั่งลำทรงนั้น ถ้าเป็นกระบวนพยุหยาตราใหญ่ใช้เรือพระที่นั่งกิ่งทอดพระที่นั่งบุษบกเป็นที่ประทับปักฉัตรเครื่องสูงหักทองขวาง มีพนักงานถวายอยู่ งานพระกลดบัง พระสูรย์พัดโบก มีพนักงานประจำท้ายเรือเรียกว่า นักสราช เป็นผู้เชิญธงท้ายเรือ สี่มุมบุษบกมีมหาดเล็กเชิญพระแสงรายตีนตอง ในการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินมีมหาดเล็กเชิญหอกพระมหากฐินอยู่เบื้อง หน้าบุษบกอีก ๒ นาย ข้าราชการผู้ใหญ่ในราชสำนักหมอบเฝ้าฯ หน้าพระที่นั่งบุษบก ๒ นาย ๒ องค์ หลังคาดาดผ้าลายก้านแย่ง บัลลังก์มีม่านกั้นผูกผ้าพู่จามรี
๑๗. เรือศรี คำว่าเรือศรีนี้ บางทีก็มีคำว่า "เรือศรีสักหลาด" คู่ไปด้วย แสดงว่าคงจะมีลักษณะต่างกันตรงดาดหลังคากัญญา อาจจะเป็นได้ว่า แต่เดิมคงดาดหลังคากัญญาด้วยผ้าธรรมดา จึงเรียกว่า เรือ ศรีอันหมายถึง สีผ้าหลังคากัญญา ต่อมาเมื่อใช้ผ้าสักหลาดมาดาดหลังคากัญญาแทนผ้าธรรมดา ซึ่งคงจะดาดเฉพาะเรือที่สำคัญ เช่น เรือพระที่นั่ง จึงเรียกอีกคำหนึ่งเป็นการเน้นชื่อผ้าว่า เรือศรีสักหลาด ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ การดาดหลังคากัญญาเรือศรีด้วยสักหลาดมีทุกลำ จึงงดคำ "สักหลาด" ไป เรียกแต่เรือศรี
๑๘. เรือกราบ เป็นเรือรบที่ใช้ฝีพายของไทยแต่โบราณ มีไม้กระดานติดด้านข้างเรือไปตามแนวนอนสำหรับเดิน เรียกว่า กราบเรือ เมื่อเรือลำใดมีที่เดินเช่นนี้จึงเรียกว่า เรือกราบ

การแต่งกายของนายเรือในริ้วกระบวนพยุหยาตราชลมารค

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
จากการเสด็จเลียบพระนครทางชลมารคในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้เราได้ทราบการแต่งกายของนายเรือและฝีพายได้อย่างดี
๑. เรือแง่ทรายนำเสด็จ เจ้ากรมทหารปืนปากน้ำเป็นนายลำแต่งตัวนุ่งปูม สวมเสื้อเข้มขาบ โพกขลิบทอง ฝีพาย สวมเสื้อแดงกางเกงขาว สวมหมวกฝาชี
๒. เรือประตู เป็นเรือกัญญา นายลำคือพระเทพผลู และพระราชรองเมือง นุ่งปูม สวมเสื้อเข้มขาบ โพกขลิบทอง ฝีพายสวมเสื้อแดงหมวกแดง
๓. เรือเหราสายกำมะลอ หลวงเสน่ห์สรชิต นายลำ นุ่งปูมสวมเสื้อเข้มขาบ โพกขลิบทอง ฝีพาย สวมเสื้อแดง
๔. เรือแซงต่างๆ นายลำแต่งตัวเป็นรามัญ คนตีกรรเชียงแต่งตัวโพกผ้าแพรรามัญ สวมเสื้อสีคราม
๕. เรือพาลีรั้งทวีป เจ้าพระยาอัครอุดมบรมเสนาบดี นายลำแต่งตัวสวมมาลา สวมเสื้อตาดอย่างน้อย ทนายหมอบหน้า สวมเสื้ออัตลัดโพกแพรสี ฝีพายสวมกางเกงมัสรู่
๖. เรือกัญญา ของพระยาเทพอรชุน นายลำนุ่งปูม สวมเสื้อทรงประพาส หมวกตุ้มปี่
๗. เรือกัญญากลองนำเสด็จ ของพระยาวิชิตณรงค์ นายลำสวมเสื้อทรงประพาส หมวกตุ้มปี่
ส่วนของเรือรูปสัตว์ต่างๆ นุ่งปูม สวมเสื้อเข้มขาบ โพกผ้าขลิบทอง เป็นต้น



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ |ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ |ย้อนกลับ |ดูต่อ..]
Copyright © 1997 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.