การแต่งกายของเจ้าหน้าที่ประจำเรือพระราชพิธีในกระบวนพยุหยาตราชลมารค
การจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคในรัชกาลที่ ๗
การจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลเดช

การแต่งกายของเจ้าหน้าที่ประจำเรือพระราชพิธีในกระบวนพยุหยาตราชลมารค


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

๑. นายเรือ มี ๒ แบบ คือ
  • สวมเสื้อผ้าโหมดเทศ นุ่งผ้าม่วงเชิงทอง สวมหมวกทรงประพาสสีดำยอดเกี้ยว คาดเข็มขัดแถวทองทั้งพู่กระบี่ ขัดดาบ สวมถุงเท้ายาวสีขาว รองเท้าชูติดโบว์ (รองเท้าคัดชู)
  • สวมเสื้อผ้าอัตลัด นุ่งผ้าเกี้ยวลายคาดผ้าโหมดเทศ สวมหมวกทรงประพาส ผ้าโหมดเทศยอดเกี้ยว สวมถุงเท้ายาวสีขาว และรองเท้าหนังสีดำ
๒. คนนั่งคฤห์ในกัญญาในเรือรูปสัตว์ เรือกลอง และเรือตำรวจนอกสวมเสื้อนอกสีขาว นุ่งผ้าม่วงมีเชิง สวมหมวกทรงประพาสสีน้ำเงิน สวมถุงเท้ายาวสีขาว และรองเท้าหนังสีดำ
๓. คนนั่งคฤห์ในกัญญา ในเรือตำรวจในเรือดั้ง และเรือแซง สวมเสื้อนอกสีขาว นุ่งผ้าเกี้ยวลาย สวมหมวกทรงประพาสผ้าโหมดเทศ ยอดจุกสวมถุงเท้ายาวสีขาว รองเท้าหนังสีดำ
๔. คนเห่ สวมเสื้อผ้าโหมดเทศ นุ่งผ้าเกี้ยวลาย คาดผ้าคาดโหมดเทศ สวมหมวกทรงประพาสผ้าโหมดเทศยอดจุก สวมถุงเท้ายาวสีขาว รองเท้าหนังสีดำ
๕. คนกระทุ้งเส้า สวมเสื้อผ้ามัสรู่ไหม นุ่งผ้าเกี้ยวลาย คาดผ้า คาดโหมดเทศ สวมหมวกหูกระต่าย ผ้าสีแดงแถบลูกไม้ใบข้าว สวมถุงเท้ายาวสีขาว รองเท้าชูติดโบว์
๖. ภูษามาลาและพนักงานศุภรัต สวมเส้อนอกสีขาว นุ่งผ้าม่วงเชิงทอง คาดผ้ารัดประคดแพรสีแดง สวมหมวกทรงประพาสกำมะหยี่สีดำ สวมถุงเท้ายาวสีขาว รองเท้าชูติดโบว์
๗. มหาดเล็กเชิญหอก และถวายงานพัด สวมเสื้อนอกสีขาว นุ่งผ้าม่วงเชิงเงิน คาดผ้ารัดประคดสีน้ำเงินดอกขาว สวมหมวกทรงประพาสสีน้ำเงินสวมถุงเท้ายาวสีขาว รองเท้าชูติดโบว์
๘. แตรสังข์ สวมเสื้อนอกสีขาว นุ่งผ้าม่วงเชิงเงิน คาดผ้ารัดประคดสีแดงหนามขนุน สวมหมวกทรงประพาสกำมะหยี่สีบานเย็นแถบทอง สวมถุงเท้ายาวสีขาว รองเท้าหนังสีดำ
๙. นักราย หรือคนเชิญธง สวมเสื้อผ้ามัสรู่ไหม นุ่งผ้าเกี้ยวลาย คาดผ้าโหมดเทศ สวมหมวกหูกระต่ายสีแดงติดลูกไม้ใบข้าว สวมถุงเท้ายาวสีขาว รองเท้าหนังสีดำ
๑๐. คนสัญญาณ สวมเสื้อผ้าอัตลัด นุ่งผ้าเกี้ยวลาย คาดผ้าโหมดเทศ สวมหมวกหูกระต่าย ติดลูกไม้ใบข้าว สวมถุงเท้ายาวสีขาว รองเท้าสีดำ
๑๑. ฝีพายเรือพระที่นั่งลำทรง และเรือพระที่นั่งรอง สวมเสื้อสักหลาดสีแดงติดลูกไม้ใบข้าว กางเกงผ้าเสิร์จสีดำ คาดผ้ารัดประคดโหมดเทศ ขัดดาบฝักไม้ ด้ามไม้กลึง สายสะพายดาบสักหลาด สีแดงติดแถบลูกไม้ สวมหมวกทรงประพาสสักหลาดแดงติดลูกไม้ใบข้าว สวมถุงเท้ายาวสีขาว รองเท้าหนังสีดำ
๑๒. ฝีพายเรือรูปสัตว์ สวมเสื้อเสนากุลาย สวมกางเกงผ้าขาวริ้วทางแดง คาดผ้ารัดประคดสีแดงดอกขาว สวมหมวกสังกะสีทาสีแดง มีลายยันต์ สวมรองเท้าหนังสีดำ
๑๓. ฝีพายเรือรูปสัตว์ สวมเสื้อเสนากุลาย สวมกางเกงผ้าขาวริ้วทางแดง คาดผ้ารัดประคดสีแดงดอกขาว สวมหมวกกลีบลำวนสีแดงติดแถบเหลือง สวมรองเท้าหนังสีดำ
๑๔. ฝีพายเรือกลอง สวมเสื้อสีขาวติดแถบสีน้ำเงิน กางเกงผ้าสีน้ำเงิน คาดผ้ารัดประคดสีน้ำเงินดอกขาว สวมหมวกหูกระต่ายผ้าสีน้ำเงินแถบสีเหลือง รองเท้าหนังสีดำ
๑๕. ฝีพายเรือตำรวจ สวมเสื้อผ้าสีน้ำเงิน ข้อมือติดแถบสีแดงกางเกงผ้าสีน้ำเงิน คาดผ้ารัดประคดสีแดง สวมหมวกหูกระต่ายสีแดงแถบสีเหลือง รองเท้าหนังสีดำ
๑๖. ฝีพายเรือตำรวจ สวมเสื้อผ้าสีน้ำเงินแถบแดง กางผ้าสีน้ำเงินปลายขาติดแถบสีแดง คาดผ้ารัดประคดสีแดงดอกขาว สวมมงคลสีแดง รองเท้าหนังสีดำ
๑๗. ฝีพายเรือดั้ง สวมเสื้อผ้าสีดำริ้วทางแดง กางเกงผ้าสีแดงติดแถบสีดำ คาดผ้ารัดประคดสีแดงดอกขาว สวมหมวกทรงประพาสสีดำติดแถบสีแดง รองเท้าหนังสีดำ
๑๘. ฝีพายเรือแซ สวมเสื้อผ้าขาวคอติดแถบแดง ข้อมือแถบแดงกางเกงสีน้ำเงิน คาดผ้ารัดประคดสีแดง หน้ามีเชิงชาย สวมหมวกหูกระต่ายสีแดง รองเท้าหนังสีดำ
๑๙. ฝีพายเรือประตู สวมเสื้อผ้าสีน้ำเงินติดแถบสีเหลือง กางเกงผ้าสีน้ำเงิน คาดผ้ารัดประคดสีแดง ศีรษะสวมมงคลสีแดง รองเท้าหนังสีดำ
๒๐. คนตีกลองชนะ มี ๒ ชุด คือ ชุดสีเขียวและชุดสีแดง ชุดสีเขียวสวมเสื้อสีเขียว ปลายแขนติดแถบสีเหลือง กางเกงสีเขียวปลายขาติดแถบสีเหลือง สวมหมวกกลีบลำวนสีเขียว รองเท้าหนังสี ดำ ชุดสีแดง สวมเสื้อสีแดงปลายแขนติดแถบเหลือง กางเกงสีแดงปลายขาติดแถบเหลือง สวมหมวกกลีบลำวน รองเท้าหนังสีดำ
๒๑. สังข์ แตร สวมเสื้อผ้าปัศตูสีแดง ติดแถบทองปลายแขนบานกางเกงผ้าปัศตูแดง ขอบปลายขาติดแถบเหลือง สวมหมวกผ้าปัศตูแดงรูปกรวยพู่ยอด หมวกสีแดงหรือสีขาว รองเท้าหนังสีดำ
๒๒. จ่าปี่ จ่ากลอง สวมเสื้อเข้มขาบไหม กางเกงผ้ามัสรู่ไหมสวมหมวกทรงประพาสผ้าโหมดเทศยอดเกี้ยว สวมถุงเท้าสีขาว รองเท้าหนังสีดำ
๒๓. คนเชิญเครื่องสูง สวมเสื้อเข้มขาบไหม กางเกงผ้ามัสรู่ไหมคาดผ้าคาดโหมดเทศ ศีรษะสวมลอมพอกหางเหยี่ยวแดง สวมรองเท้าหนังสีดำ
๒๔. คนตีมโหระทึก สวมเสื้อเข้มขาบไหม กางเกงผ้ามัสรู่ไหม คาดเข็มขัดแถบทองหัวมงกุฎ สวมหมวกทรงประพาสผ้าโหมดเทศยอดเกี้ยว สวมถุงเท้ายาวสีขาว รองเท้าหนังสีดำ

การจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคในรัชกาลที่ ๗


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีวิธีการจัดกระบวนเป็น ๒ กระบวน เรียกว่า "กระบวนพยุหยาตรา (ใหญ่) ชลมารค" และ "กระบวนหยุหยาตรา (น้อย) ชลมารค" อีกกระบวนหนึ่ง จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ครั้นทรงทำหน้าที่แทนเสนาบดีกระทรวงทหารเรืออยู่ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดรูปกระบวนเข้าหาจำนวนเรือที่มีอยู่เป็นสำคัญ ยึดหลักโบราณราชประเพณีแต่เพียงอนุโลม ซึ่งริ้วกระบวนเรือที่จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทูลเกล้าฯ ถวาย มีดังนี้
  • กระบวนพยุหยาตราใหญ่ จัดเป็น ๔ สาย มีเรือนำกระบวนเป็นเรือพิฆาต เรือดั้ง เรือรูปสัตว์ เรือเอกไชย ๒๑ คู่ เรือพระที่นั่ง ๓ องค์ และเรือตามกระบวน ๔ คู่ รวม ๔๙ ลำ
  • กระบวนพยุหยาตราน้อย จัดเป็น ๒ สาย มีเรือนำกระบวน ๑๖ คู่เรือพระที่นั่ง ๒ องค์ และเรือตามกระบวน ๔ คู่ รวม ๔๓ ลำ
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริเห็นชอบ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถือเป็นระเบียบปฏิบัติได้ตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๐ เป็นต้นมา ซึ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับกระบวนพยุหยาตราใหญ่เลียบพระนคร คราวพระบรมราชาภิเษาสมโภชรัชกาลที่ ๖ และคราวพระบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๗ แล้วก็ไม่แตกต่างกัน มากนัก แต่ถ้าเปรียบเทียบกับริ้วกระบวนพยุหยาตราชลมารค ครั้งรัชกาลที่ ๔ ที่กล่าวไปแล้ว จะเห็นได้ว่าเรือบางประเภท เช่น เรือแซ เคยใช้เป็นกระบวนหน้า นำหน้าเรือพิฆาตนั้นหายไป เรือพิฆานที่เคยมีมาแต่เดิม ก็นำมาเข้ากระบวนถึง ๖ คู่ คือ
  • เรือมังกรจำแลง คู่กับ เรือมังกรแผลงฤทธิ์
  • เรือเหราล่องลอยสินธุ์ คู่กับ เรือเหราลินลาสมุทร
  • เรือสางกำแหงหาญ คู่กับ เรือสางชาญชลสินธุ์
  • เรือโตขมังคลื่น คู่กับ เรือโตฝืนสมุทร
  • เรือกิเลนประลองเชิง คู่กับ เรือกิเลนระเริงชล
  • เรือเสือทะยานชล คู่กับ เรือเสือคำรณสินธุ์
เรือดังกล่าวทั้งหมดนี้ เป็นเรือที่สร้างขึ้นไว้ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ทั้งสิ้น แต่ในกระบวนพยุหยาตราสมัยต่อมามีเรือพิฆาตเพียงคู่เดียว คือ เรือเสือทะยานชลกับเรือเสือคำรณสินธุ์
ข้อที่ผิดกันอีกประการหนึ่ง คือ การลำดับเรือรูปสัตว์ครั้งรัชกาลที่ ๔ นั้น เอาเรือกระบี่นำเป็นคู่หน้า เรืออสูรเป็นคู่ที่ ๒ เรือพญาวานร เป็นคู่ที่ ๓ เรือครุฑเป็นคู่ที่ ๔ แต่ในการจัดกระบวนเรือพระราชพิธี เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๐ นั้น ได้นำเรือกระบี่มาเป็นคู่ที่ ๓ เลื่อนเรืออสูร เป็นคู่ที่ ๑ และเรือพญาวานรเป็นคู่ที่ ๒ แต่ต่อมาเมื่อคราวจัดกระบวนพยุหยาตราใหญ่ ในงานฉลองพระนครครบรอบ ๑๕๐ ปี เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕ นั้น ได้จัดลำดับเรือรูปสัตว์เช่นเดียวกับที่จัดในครั้งรัชกาลที่ ๔

การจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลเดช


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

นับจากเมื่อได้มีการจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารค เมื่อคราวฉลองพระนครครบรอบ ๑๕๐ ปี เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕ ในรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้ว ก็ไม่เคยได้จัดอีก จนใน พ.ศ.๒๕๐๐ ในรัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดช อันเป็นปีที่ทางราชการได้จัดงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษขึ้น และได้จัดให้มีกระบวนเรือพระราชพิธีอัญเชิญพระพุทธรูป พระไตรปิฏก และพระสงฆ์ แห่ไปตามลำแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นการเฉลิมฉลองกระบวนครั้งนั้นเรียกกันว่า "กระบวนพุทธพยุหยาตรา" การจัดรูปกระบวนเรือคล้ายรูปกระบวนพยุหยาตราน้อย แต่ไม่ครบเนื่องจากเรือพระราชพิธีชำรุดเสียหาย ไปบ้าง ไม่มีเรือพอจะจัดให้เต็มรูปริ้วกระบวนแบบฉบับที่มีมาแต่โบราณ
ดังนั้นใน พ.ศ.๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดกระบวนพยุหยาตราชลมารค สำหรับเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม ตามพระราช ประเพณีที่เคยมีมา แต่ก็ไม่อาจจัดกระบวนให้ครบถ้วนเป็นกระบวนพยุหยาตราใหญ่ หรือพยุหยาตราน้อยได้เช่นกัน มีเรือดั้งเหลือ ๑๐ คู่ เรือรูปสัตว์ ๒ คู่ คือ เรือพาลีรั้งทวีปกับเรือสุครีครองเมือง ๑ คู่ เรืออสุวายุภักษ์กับเรืออสุปักษาอีก ๑ คู่ เรือที่ไม่มีคือเรือกระบี่ เรือครุฑ และเรือคู่ชัก จึงใช้เรืออสูรมาเป็นเรือคู่ชัก ใช้เรือดั้งทอง และเรือพญาวานรเสริมริ้วเรือดั้งให้ครบ ๑๑ คู่ และเพื่อให้เป็นไปตามพระราชดำริในอันที่จะฟื้นฟูประเพณีการเสด็จโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค กรมอู่ทหารเรือ กรมศิลปากร และสำนักพระราชวัง ได้ต่อเรือพระราชพิธีและเรือดั้งจนมีครบ ๑๑ คู่ ส่วนเรือรูปสัตว์ ก็ต่อตัวลำขึ้นใหม่ ใช้หัวเดิมบ้างและต่อใหม่หมดบ้าง จนครบ ๘ ลำ การเสด็จพระราชดำเนินถวายพระกฐินด้วยกระบวนพยุหยาตราชลมารคครั้งสุดท้าย ประกอบการเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๐ และมีการซ้อมใหญ่อีกครั้งใน พ.ศ.๒๕๑๒
ใน พ.ศ.๒๕๒๕ เป็นโอกาสที่กรุงรัตนโกสินทร์มีอายุครบ ๒๐๐ ปี รัฐบาลได้จัดงานเฉลิมฉลองขึ้น พระราชพิธีที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งคือ การเสด็จพยุหยาตราชลมารค ในวันที่ ๕ เมษายน และกระบวนพยุหยาตราในวัน ที่ ๑๓ เมษายน โดยอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ แห่ออกเพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำในวันสงกรานต์ อันเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวไทย และถือเป็นสิริมงคลในการฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี การจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารค ครั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรวลัยลักษณ์ ทรงเป็นแม่กองปรับปรุงการจัดริ้วกระบวนจนดูโอ่อ่าตระการตายิ่ง
อย่างไรก็ดี ต่อมาในวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม โดยมีการจัดกระบวนเรือตามแบบ กระบวนพยุหยาตราชลมารค (ใหญ่) เมื่อครั้งสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๕ และใช้บทเห่เดิมของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ เป็นบทเห่ชมกระบวนเรือ ชมทิวทัศน์ ชมนก ชมปลาและชมไม้ น.ต.มงคล แสงสว่าง เป็นเจ้าหน้าที่เห่ นอกจากนี้ มี พ.จ.อ.สุจินต์ สุวรรณ์ และ พ.จ.อ.ทวี นิลวงษ์ เป็นผู้ช่วยในการเห่ด้วย



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ |ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ |ย้อนกลับ |ดูต่อ..]
Copyright © 1997 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.