แหล่งดินเผาที่สำคัญของเครื่องถ้วยล้านนามีที่ใดบ้าง
แหล่งเตาเผาในสมัยสุโขทัยและสมัยกรุงศรียุยาตอนต้น มีที่ใดบ้าง
ประเภทของเครื่องสังโลก มีอะไรบ้าง
เครื่องถ้วยเบญจรงค์และลายน้ำทอง ต่างกันอย่างไร

แหล่งดินเผาที่สำคัญของเครื่องถ้วยล้านนามีที่ใดบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

เตาเวียงท่ากาน ตั้งอยู่ที่เวียงท่ากาน จังหวัดเชียงใหม่ ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นคนโทและคนที เนื้อดินปั้นแบบกึ่งโตนแวร์ เนื้อบางละเอียดไม่เคลือบ ตกแต่งลวดลายด้วยการทาน้ำดินหรือลิสีแดง แล้วเขียนลวดลายด้วยสีขาวที่บริเวณรอบตัวและไห เป็นลายแนววงกลมซ้อนและลายดอกไม้ก้านขด เป็นต้น ผลิตภัณฑ์จากเตาเวียงท่ากานน่าจะมี การพัฒนาการก่อนเตาอื่นๆ และอาจจะผลิตกันมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 17 แล้ว จากการที่พบผลิตภัณฑ์จากแหล่งเตาเผานี้เป็นจำนวนมากที่เมืองหริภุญไชย จึงเรียกชื่อภาชนะเหล่านี้ว่า เครื่องถ้วยหริภุญไชย
เตาสันกำแพง ตั้งอยู่ที่อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ลักษณะผลิตภัณฑ์มีเนื้อดินปั้นสีเทาอมแดงและหยาบ เคลือบด้วยน้ำเคลือบสีขาวนวล มีสีเขียวอ่อนและน้ำตาล มักจะมีลักษณะเคลือบขุ่น โดยทั่วไปตกแต่งด้วยลายเขียนใต้เคลือบสีดำ ลายที่นิยมมากที่สุดเป็นลายปลาคู่ซึ่งว่ายน้ำตามกัน ภายในวงกลม ซึ่งลักษณะลายปลา แบบนี้จีนเรียกว่า "หยิน-หยา" แต่ที่น่าสนใจคือ ลายปลาคู่ประทับลงในเนื้อดินปั้น ลักษณะของจานปลานี้คล้ายกับเครื่องถ้วยจีนมาก ส่วนลวดลายอื่นๆ ก็มี เช่น ลายวงกลมซ้อนกัน ลายรูป สัตว์ในวงกลม และลายดอกไม้ ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตมาก ได้แก่ จาน ชาม ขวด ตะคัน ไห กระปุก และคนที เป็นต้น
เตาสันทราย ตั้งอยู่ที่บ้านสันทราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นภาชนะเคลือบสีน้ำตาล ปรากฏรอยน้ำเคลือบสีน้ำตาลเข้มไหลเยิ้มลงเป็นทางตลอดใบ แต่มีภาชนะที่เคลือบ 2 สีด้วย เช่น ไห ซึ่งตัวไหเคลือบสีน้ำตาล ส่วนคอถึงปากเคลือบสีเขียว
เตาบ้านโปงแดง หรือเตาพาน ตั้งอยู่ที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ลักษณะผลิตภัณฑ์มีเนื้อดินปั้นบางละเอียดฝีมือประณีต เคลือบใสมีสีขาวนวล สีน้ำตาลอ่อน สีเขียวอ่อน การตกแต่งมีทั้งเคลือบสีเดียวและเขียนลายใต้เคลือบด้วยสีดำ หรือตกแต่งด้วยลายขูดขีดใต้เคลือบเป็นลายดอกไม้ และลายวงกลมซ้อน

แหล่งเตาเผาในสมัยสุโขทัยและสมัยกรุงศรียุยาตอนต้น มีที่ใดบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

เตาที่เมืองสุโขทัยเก่า ผลิตภัณฑ์จากแหล่งเตาเผาริมแม่น้ำโจน โดยทั่วไปจะเผาในเตากูบซึ่งแบ่งตัวเตาออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนใส่เชื้อเพลิงอยู่ส่วนนอก ตรงกลางเป็นที่ตั้งภาชนะที่เข้าเผา และส่วนท้ายเป็นปล่องไฟ โดยมีการตั้งภาชนะบนกี๋ท่อ ภาชนะส่วนบนวางซ้อนกันโดยมีกี๋งบน้ำอ้อยที่มีขา 4-6 ปุ่ม ดังนั้นภาชนะที่ผลิตที่นี่ส่วนใหญ่จะมีรอยปุ่มกี๋งบน้ำ อ้อยรากฎอยู่ที่ด้านในเสมอ ยกเว้นใบที่ตั้งอยู่บนสุด เนื้อดินปั้นของภาชนะที่ผลิตจากเตาเมืองสุโขทัยเก่าจะมีลักษณะหยาบสีเทา ดังนั้นก่อนที่ช่างจะตกแต่งลวดลาย ช่างจะใช้น้ำดินหรือลิเคลือบตัวภาชนะที่ขึ้นรูปแล้วเพื่อตกแต่งผิวภาชนะให้เรียบก่อน จากนั้นจึงจะเขียนลายแล้วจึงเคลือบใสทับ แล้วนำเข้าเผาด้วยอุณหภูมิ ประมาณ 900-1000 องศาเซลเซียส ลายที่นิยมเขียนเป็นลายดอกไม้อย่างคร่าวๆ ภายในวงกลมด้านในเขียนลายกลีบบัวฟันยักษ์ ซึ่งลักษณะลวดลายนี้จะคล้ายคลึงกับเครื่องถ้วยอันนัม (ญวน) ที่อยู่ร่วมยุคสมัยเดียวกันด้วย นอกจากนี้มีลายจักรภายในวงกลม และลายปลาตัวเดียวภายในวงกลม เป็นต้น รูปแบบของภาชนะมี จาน จานเล็ก และชาม
เตาที่ศรีสัชนาลัย ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากแหล่งเตาริมแม่น้ำยมนี้มีมากมายหลายรูปแบบตั้งแต่โอ่ง ไห ตุ่ม หม้อ พาน จาน ชาม คนโท คนทีตุ๊กตา เครื่องประดับอาคาร เช่น กระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องเชิงชายครอบอกไก่ ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ บราลี เทพนม ตลอดจนทวารบาล นอกนั้นมีพวกตุ๊กตาเสียกบาล ตุ๊กตารูปสัตว์ รูปปั้นคู่ชายหญิง เป็นต้น ซึ่งเตาเผาที่รู้จักมานานมีเตาป่ายาง และเตายักษ์
เตาบ้านชีปะขาวหาย ชื่อเตานี้เข้าใจว่าอาจจะเลือนมาจากชื่อเดิมคือ บ้านเตาไห แล้วเลือนไปเป็นบ้านเต่าหาย ต่อมาเปลี่ยนไปเป็นบ้านชีปะขาวหาย แหล่งเตานี้อยู่ริมแม่น้ำน่าน เตาส่วนใหญ่ถูกทำลายไปเกือบหมดด้วยภัยทั้งจากธรรมชาติและ มนุษย์ ผลิตภัณฑ์ที่แหล่งเตาเผานี้ส่วนใหญ่จะเป็นภาชนะเคลือบสีน้ำตาลเข้มคล้ายผลิตภัณฑ์จากเตาศรีสัชนาลัย เช่น โอ่ง ไห กระปุก นอกจากนี้ยังผลิตท่อน้ำและลูกกระสุนปืนใหญ่ด้วย ทั้งนี้เพราะลักษณะเนื้อดินปั้นซึ่งมีเนื้อหยาบสีน้ำตาลอมแดงเหมือนกัน รวมทั้งเคลือบสีน้ำตาลเช่นเดียวกัน

ประเภทของเครื่องสังโลก มีอะไรบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

เนื้อดินปั้นของเครื่องสังโลกเป็นประเภทเนื้อแกร่งหรือโตนแวร์ ซึ่งต้องใช้อุณหภูมิในการนำเข้าเผาสูงประมาณ 1150-1280 องศาเซลเซียสและมีการใช้เทคนิคในการตกแต่งทั้งการเคลือบและลวดลายต่างๆ กันหลายรูปแบบ ซึ่งพอจำแนกได้ดังนี้
- เครื่องปั้นดินเผาเนื้อแกร่งไม่เคลือบ แต่ประดับลวดลายด้วยการใช้แม่พิมพ์กดลวดลายประทับ เช่น ลายก้านขดหรือลายเรขาคณิต นอกจากนี้มีการประดับด้วยวิธีการปั้นดิน แล้วแปะติดเข้ากับภาชนะก่อนเข้าเผา ซึ่งเข้าใจว่าเป็นแบบดั้งเดิมที่มีมาก่อนและทำสืบต่อมาในระยะหลังด้วย
- เครื่องถ้วยเคลือบสีน้ำตาลเข้ม อันเป็นการเคลือบสีพื้นเดียว ซึ่งจะมีลักษณะทั้งรูปแบบและสีน้ำเคลือบคล้ายกับเครื่องถ้วยลพบุรีประเภทเคลือบสีน้ำตาล
- เครื่องถ้วยเคลือบขาวที่เขียนลวดลายใต้เคลือบน้ำตาลดำ มีลักษณะคล้ายเครื่องถ้วยจีนจากเสาสือโจ้ว กับเครื่องถ้วยอันหนา
- เครื่องถ้วยเคลือบขาวที่เขียนลวดลายบนเคลือบสีน้ำตาลทอง
- เครื่องถ้วยเนื้อดินแกร่งกึ่งโตนแวร์ไม่เคลือบแต่ชุบน้ำดิน แล้วเขียนลวดลายด้วยสีแดง
- เครื่องถ้วยเคลือบสีเขียวไก่กาหรือเซลาดอน ซึ่งตกแต่งลวดลาย ด้วยวิธีการขูดและขุดลายในเนื้อดิน แล้วเคลือบทับ ซึ่งประเภทนี้คล้ายคลึงกับเครื่องถ้วยจีนจากเตาหลงวน สมัยราชวงศ์สุ้งตอนปลายถึงราชวงศ์ยวน (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 19-20)
- เครื่องถ้วยดินเผาหรือตากให้แห้งแล้วนำลิน้ำดินขาวทาทับอย่างหนาๆ แล้วสลักลายเบา ต่อจากนั้นก็นำเข้าเตาเผา

เครื่องถ้วยเบญจรงค์และลายน้ำทอง ต่างกันอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

เครื่องถ้วยลายเขียนสีที่เรียกว่า เครื่องห้าสีหรือเครื่องถ้วยเบญจรงค์ อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 22-24 หมายถึง เครื่องปั้นดินเผาเคลือบที่เขียนลายโดยวิธีลงยา (enamel) ด้วยสีต่างๆ ตั้งแต่ 3 สีขึ้นไป จีนเรียกว่า อู๋ไฉ่ โต้ไฉ่ เฝินไฉ่ และฝาหลั่งไฉ่ ตามเทคนิคการเขียนลายสีที่แตกต่างกันไปของจีน แต่ถ้าเป็นเครื่องถ้วยไทยแล้วหมายถึง เครื่องถ้วยเบญจรงค์อย่างของไทยที่สั่งจีนทำ ใช้รูปแบบลายแบบ ลายไทย จีนนิยมเครื่องถ้วยลงยาห้าสีมา ตั้งแต่สมัยราชวงศ์มิตอนปลาย โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าวั่นลี่ และสืบต่อมาจนถึงสมัยราชวงศ์ชิง ราชสำนักไทยสมัยกรุงศรียุยาได้สั่งซื้อเข้ามาใช้ และต่อมาได้จัดส่งลายไปสั่งทำด้วย โดยสั่งทำเป็นโถปริกและโถฝาขนาดกลาง เขียนเป็นลายกระหนก ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายเทพนม นรสิงห์ เป็นต้น เครื่องถ้วยเบญจรงค์ของไทยมีทั้งที่สั่งทำที่จิงเต๋อเจิ้น และที่ทำจากเตาเผามณฑลฝูเจี้ยนและกวางตุ้ง เมื่อการใช้เครื่องถ้วยชนิดนี้เป็นที่นิยมในตลาดเมืองไทย เครื่องถ้วยเบญจรงค์ที่สั่งทำจากจิงเต๋อเจิ้นนั้นมักจะเป็นของใช้ในราชสำนัก เพราะเนื้อดินปั้นละเอียด แกร่ง และบาง ช่างที่ทำมีฝีมือดีและเขียนลายได้ ละเอียดสวยงาม
เครื่องถ้วยลายน้ำทอง อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 23-24 หมายถึง เครื่องปั้นดินเผาเคลือบที่เขียนลายด้วยวิธีลงยาเช่นกัน แต่เป็นพวกที่ลงพื้นภาชนะด้วยสีทองที่ทำจากทองคำ เครื่องลายน้ำทองที่ดีๆ ไทย สั่งทำจากจีนเช่นเดียวกับเครื่อง เบญจรงค์ เครื่องลายน้ำทองนี้จีนนิยมมาก ในสมัยราชวงศ์ชิง โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าคังซี (พ.ศ.2205-2266) และพระเจ้าหย่งเจิ้น (พ.ศ.2266-2279) ร่วมรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชถึงพระเจ้าท้ายสระ ซึ่งน่าจะมีการสั่งทำเครื่องถ้วยน้ำทองจากญี่ปุ่นด้วย
การสั่งทำเครื่องถ้วยเบญจรงค์ และลายน้ำทองจากจีน คงจะได้สั่งทำสืบต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีการปรับปรุงและคิดค้นรูปแบบและลวดลายใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะรัชสมัยสมเด็จพระ เจ้ากรุงธนบุรีนั้นพบว่าในราชสำนักญี่ปุ่นก็ใช้เครื่องถ้วยจากประเทศไทย เรียกว่า "เครื่องถ้วยดนบูริ" ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องถ้วยเบญจรงค์ หรือลายน้ำทองที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีพระราชทานเป็นเครื่องบรรณาการ



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ |ย้อนหลัง]
Copyright © 1997 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.