หลักเกณฑ์การดำน้ำมีอะไรบ้าง
อันตรายจากการดำน้ำมีอะไรบ้าง
หลักเกณฑ์การดำน้ำมีอะไรบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

หลักเกณฑ์การดำน้ำอย่างปลอดภัย มี ๓ ประการ คือ
ประการที่ ๑ ผู้ดำน้ำต้องมีสภาพร่างกายที่เหมาะสม มีประสบการณ์การดำน้ำ สามารถแก้ไขปัญหา ช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นได้เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน มีสุขภาพดี ไม่เป็นโรคที่ห้ามสำหรับงานดำน้ำ ได้แก่ โรคลมชัก โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคตับอ่อนอักเสบ โรคแก้วหูทะลุ หรือเคยผ่าตัดแก้วหู โรคระบบหมุนเวียนโลหิต โรคระบบทางเดินหายใจ โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร โรคกระดูก โรคไต ไม่มีประวัติใช้สารเสพย์ติดหรือสารกระตุ้น ไม่มีอาการหรือโรค หรือมีสภาพร่างกายอื่นๆ อันเป็นปัจจัยเสริมต่อการเกิดของโรคใต้น้ำ เป็นต้น วิธีที่ดีที่สุดควรทำการตรวจสุขภาพก่อนการดำน้ำ ต้องไม่มีพฤติกรรมหรือกิจกรรมที่เป็นเหตุให้สภาพร่างกายไม่เหมาะสมต่อการดำน้ำ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ชอบเที่ยวเตร่ดึกๆ ติดสารเสพย์ติด

ประการที่ ๒ เครื่องมือเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ดำน้ำ ต้องได้มาตรฐานและปลอดภัยผู้ดำน้ำต้องมีความสามารถในการใช้อุปกรณ์ รู้จักวิธีการดูแล และรักษาอุปกรณ์ทุกประเภทเป็นอย่างดี ควรทำการดูแลตรวจตราอุปกรณ์ที่ใช้ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ตลอดเวลา อุปกรณ์พื้นฐานที่ต้องให้ความเอาใจใส่ ได้แก่ หน้ากากดำน้ำและสายส่งอากาศอัด เครื่องอัดอากาศและอากาศอัด

ประการที่ ๓ เรียนรู้และปฏิบัติตามวิธีการดำน้ำที่ปลอดภัย องค์ประกอบสำคัญเกี่ยวกับการดำน้ำอย่างปลอดภัย ได้แก่ ระดับความลึกของน้ำที่ปลอดภัย ระยะเวลาที่สามารถอยู่ใต้น้ำได้ วิธีการขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อให้ร่างกายปรับสภาพได้ทัน ดังนั้นผู้ดำน้ำจึงควรมีประสบการณ์ความรู้ ความชำนาญ และผ่านการฝึกอบรมเกี่ยวกับการปฏิบัติการดำน้ำมาเป็นอย่างดี ควรมีผู้ควบคุม (พี่เลี้ยงดำน้ำ) และผู้ช่วยเหลือ (เพื่อนคู่หู ผู้รักษาเวลา) ในการดำน้ำทุกครั้ง

ข้อควรทราบในการดำน้ำ
- ร่างกายต้องพร้อมสมบูรณ์ ไม่ควรลงน้ำจนกว่าจะได้รับการตรวจร่างกาย และได้รับอนุญาตจากผู้ควบคุม
- ได้รับการฝึกมาอย่างดี เข้าใจสัญญาณในการดำน้ำที่เป็นสากลอย่างดี เช่น สัญญาณฉุกเฉิน
- อุปกรณ์ดำน้ำต้องได้มาตรฐานและมีสภาพสมบูรณ์
- การดำน้ำต้องทำงานเป็นคู่ และเพื่อนคู่หู ต้องคอยดูแลและคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันเสมอ
- รู้จักพื้นที่ลงปฏิบัติการดำน้ำ
- มีเรือช่วยชีวิตในขณะลงปฏิบัติการ
- วางแผนก่อนการดำน้ำทุกครั้ง
- เตรียมพร้อมในกรณีฉุกเฉิน
- หลีกเลี่ยงการกลั้นหายใจใต้น้ำขณะดำขึ้นโดยใช้ความเร็วไม่เกิน ๖๐ ฟุต/นาที หรือเร็วกว่าฟองอากาศ
- หลังการปฏิบัติการทุกครั้งควรให้แพทย์ตรวจร่างกาย
- ควรดำน้ำหลังรับประทานอาหารหนัก ๒ ชม. อาหารเบา ๑ ชม.
- อย่ารับประทานยาปฏิชีวนะก่อนดำน้ำ
- ไม่ควรดำน้ำเมื่อสภาพจิตใจไม่พร้อม
- ห้ามดำน้ำหลังการปลูกฝี ฉีดยา ถอนฟัน และหลังจากหายเจ็บป่วยใหม่ๆ รวมถึงเมื่อมีการดื่มเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ภายใน ๘ ชม.
- เมื่อดำน้ำเกิน ๑๐๐ ฟุต ไม่ควรเดินทางไกลที่ห่างแพทย์ และไม่ควรดำน้ำซ้ำอีกภายใน ๑๗ ชม. นอกจากนี้ไม่ควรเดินทางโดยเครื่องบิน
หลังการดำน้ำทันที
- เมื่อลงดำน้ำ ควรดำลงช้าๆ เพื่อป้องกันแรงกดของน้ำที่เกิดต่อร่างกาย ควรหยุดดำเมื่อรู้สึกปวดหู และดำต่อเมื่อไม่มีอาการ
- อย่าดำน้ำเกินขีดความสามารถของเครื่อง ถ้าไม่จำเป็นอย่าดำลึกและนาน หากจำเป็นควรหยุดลดความกด โดยปฏิบัติตามตารางความกดอย่างเคร่งครัด
- เมื่อดำน้ำถึงพื้น อย่าแยกจากเพื่อนคู่หู ถ้าแยกจากกันให้มองหา หากไม่พบให้ขึ้นสู่ผิวน้ำทันที ในกรณีน้ำขุ่น หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีความมืด ควรมีเชือกต่อกันระหว่างคู่ดำเสมอ
หยุด
ตกลงไหม
ฉันสบายดี (เมื่ออยู่ที่ผิวน้ำ)
ฉันสบายดี (เมื่ออยู่ระยะไกล)
มีบางอย่างผิดปกติ
ฉันตกลง (ในขณะสวมถุงมือ)
เวลาเท่าไรหรือความลึกเท่าใด
อันตรายจากการดำน้ำมีอะไรบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

โดยธรรมชาติสรีรสภาพของมนุษย์ไม่สามารถอยู่ใต้น้ำได้ การดำน้ำ ทำให้มนุษย์ต้องเผชิญกับแรงกดดัน และผลการเปลี่ยนแปลงทางสรีรสภาพที่ไม่เคยปรากฏในสภาพแวดล้อมปกติ แรงกดดันเหล่านี้สร้างข้อจำกัดที่แน่นอนและอาจเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุที่ร้ายแรงได้

ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดอันตรายจากการดำน้ำ ได้แก่ ความลึก ชนิดของงานที่ทำ บริเวณที่ต้องปฏิบัติงาน ขอบเขตของการปฏิบัติงาน และสภาวะลมฟ้าอากาศ

เมื่อพิจารณาจากระดับความลึกของการดำน้ำที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสรีรสภาพในร่างกายมนุษย์ แบ่งการดำน้ำออกได้ ๒ ประเภท ได้แก่

ประเภทน้ำตื้น คือ การดำน้ำที่มีระดับความลึกน้อยกว่า ๓๕ ฟุตน้ำทะเล

ประเภททะเลลึก คือ การดำน้ำที่มีระดับความลึกมากกว่า ๓๕ ฟุตน้ำทะเล

อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการดำน้ำ สามารถแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ดังนี้
อันตรายจากความกดดันใต้น้ำ ได้แก่ การบาดเจ็บจากความกดดันของอวัยวะต่างๆ หรือการบีบกด โรคเคซองหรือโรคน้ำหีบ หรือโรคน้ำหนีบ

อันตรายจากการหายใจเอาก๊าซที่มีความดันสูงกว่า ๑ บรรยากาศ ได้แก่ ภาวะเมาไนโตรเจน ภาวะพร่องออกซิเจน การเป็นพิษของออกซิเจน ภาวะคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไป ภาวะคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นพิษ

อันตรายจากสภาพแวดล้อมที่เป็นน้ำ ได้แก่ การจมน้ำ ภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ การติดเชื้อ อันตรายจากพืชและสัตว์น้ำชนิดต่างๆ

นอกจากนี้ อาจเกิดอันตรายประเภทอื่นๆ อีก เป็นต้นว่า การสูญเสียสมรรถภาพการได้ยิน เกิดตะคริว หมดแรง อันตรายจากการขาดการติดต่อกับผู้ควบคุม และ/หรือ ผู้ช่วยเหลือ

ในที่นี้ จะกล่าวถึงเฉพาะอันตรายจากความกดดันใต้น้ำ และอันตรายจากการหายใจเอาก๊าซที่มีความดันสูงกว่า ๑ บรรยากาศ

โรคลดความกด หรือโรคเคซอง หรือโรคน้ำหีบ หรือโรคน้ำหนีบ

เป็นโรคที่เกิดจากการเกิดฟองก๊าซในเลือดหรือในเนื้อเยื่อ เมื่อมีการลดความกดดันไม่เพียงพอ หรือไม่ลดความกดดันเลยหลังการดำน้ำลึกมากกว่า ๓๐ ฟุตน้ำทะเล และดำเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ปริมาณของก๊าซเฉื่อย (ยกเว้นก๊าซฮีเลียม) ที่ละลายอยู่ในเนื้อเยื่อและในเลือด ขณะนั้นมีมากเกินกว่าปริมาณปกติ ทำให้เกิดการรวมตัวกันเป็นฟองอากาศกระจายไปทั่วร่างกาย โดยเฉพาะการดำน้ำที่ใช้อุปกรณ์การหายใจใต้น้ำและขวดอากาศที่มีก๊าซไนโตรเจนผสมอยู่ด้วย เมื่อก๊าซไนโตรเจนมีปริมาณมากกว่าก๊าซชนิดอื่นในอากาศผสม จึงละลายในเลือดและเนื้อเยื่อร่างกายในปริมาณมาก ขณะดำน้ำขึ้นไนโตรเจนที่ละลายอยู่ในร่างกายจะถูกกำจัดออกมา ให้ได้สมดุลกับความกดดันที่ลดลงภายนอกโดยวิธีหายใจออกมาถ้ามีปริมาณเล็กน้อย ร่างกายสามารถกำจัดได้หมด แต่ถ้ามีการลอยตัวขึ้นเร็ว โดยไม่ได้หยุดลดความกดในน้ำเป็นระยะตามตารางลดความกด เพื่อให้ร่างกายมีเวลาขับไนโตรเจนออกมา หรือมีการขจัดก๊าซออกจากร่างกายช้าผิดปกติระหว่างการลดความกด จะทำให้ไม่สามารถขับไนโตรเจนที่ละลายอยู่ออกทางปอดได้ทัน จึงเหลือปริมาณของก๊าซไนโตรเจนอยู่ในภาวะเกินความอิ่มตัวเมื่อความดันอากาศลดลง ไนโตรเจน ส่วนนี้จะกลายสภาพเป็นฟองอากาศ ซึ่งสามารถเกิดได้กับทุกส่วนของร่างกายทั้งส่วนที่เป็นของแข็งหรือของเหลว เช่น เกิดฟองอากาศที่กล้ามเนื้อข้อต่อจะมีอาการปวด ถ้าเข้าสู่กระแสเลือดไปอุดเส้นเลือดที่ไขสันหลังหรือสมองจะทำให้สลบ หรือเป็นอัมพาต

อาการและอาการแสดง แบ่งเป็น ๒ ชนิด เพื่อสะดวกในการรักษา
ชนิดที่ ๑ อาการมักเริ่มภายใน ๑ ชม.หลังขึ้นจากน้ำ โดยรู้สึกเพลียกว่าปกติหลังจากดำน้ำ มีผื่นคันเป็นผื่นนูนตรงจุดกลางสีม่วงคล้ำปวดแสบปวดร้อน มีอาการปวดตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ เนื่องจากมีฟองอากาศแทรกตามเนื้อเยื่อรอบๆ ข้อ ทำให้เนื้อเยื่อเกิดความบอบช้ำและฉีกขาด ลักษณะปวดลึกๆ และรบกวน ไม่ปวดมาก มีความรู้สึกวูบวาบ หรือมีอาการชาตามผิวหนัง ขา เท้า มีอาการมึนงง อาการที่พบมากที่สุด คือ อาการปวดข้อไหล่

ชนิดที่ ๒ อาการรุนแรงกว่าชนิดที่ ๑ ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ในระยะนี้ มีการเกิดฟองอากาศจำนวนมากในอวัยวะสำคัญ ดังนี้
- ไขสันหลังและเส้นเลือดรอบๆ ฟองไนโตรเจนจะอุดกั้นเส้นเลือดดำประมาณ ๘๐%
อาการ เสียการรับรู้ อัมพาตครึ่งตัว ปัสสาวะไม่ออก
- สมอง พบได้น้อย เกิดจากปริมาณฟองอากาศมาก แล้วหลุดจากรอยรั่วหรือรอยฉีกขาดของถุงลมและปอดเข้าสู่เนื้อเยื่อสมอง
อาการ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ปวดศีรษะข้างเดียวคล้ายไมเกรนหมดสติ อัมพาตครึ่งซีก
- ปอด พบน้อย เกิดเนื่องจากปริมาณฟองอากาศมากเกินไปจนปอดกรองไม่ไหว หรือฟองอากาศอุดเส้นเลือดเล็กๆ ที่ถุงลมปอด ทำให้ขัดขวาง การแลกเปลี่ยนก๊าซ จึงเกิดอาการนี้ขึ้น มักเสียชีวิตระหว่างนำส่งโรงพยาบาล
อาการ เจ็บหน้าอก ไอ เหนื่อย หายใจไม่ออก มีเสมหะปนเลือด ช็อก
- หูชั้นใน มีอาการหูหนวก มีเสียงดังหึ่งๆ ภายในหู เวียนศีรษะ ตากระตุก
- กล้ามเนื้อและข้อต่อ มีอาการปวดแนวสันหลังหรือสะโพก ปวดร้าวกลางหลังทั้งสองข้างลำตัว กล้ามเนื้ออ่อนแรง
ระยะการเกิดอาการ ๕๐% เกิดอาการครึ่งชั่วโมงหลังขึ้นจากน้ำ ๘๕% เกิดอาการภายใน ๖๐ นาที ๙๕% เกิดอาการภายใน ๓ ชม. ๑% เกิดหลัง ๖ ชม. หลังขึ้นจากน้ำ
ปัจจัยเสริม ปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดอาการนี้ง่ายขึ้น ได้แก่ เพศหญิง ความอ้วน อายุมาก ทำงานหนักเกินไป การดื่มเหล้า การอดนอน การบาดเจ็บในส่วนต่างๆ ของร่างกาย การขึ้นที่สูงหลังการดำน้ำลึก และการดำน้ำซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้ง
การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การปฏิบัติตามกฎของการดำน้ำอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสริมต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว