กรุงธนบุรี

กรุงธนบุรี


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

กรุงศรีอยุธยาถูกกองทัพพม่าเข้ารื้อเผาทำลายเมือง เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐ พระมหากษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ ขุนนาง และไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินถูกจับเป็นเชลยกลับไปเมืองพม่า ราชอาณาจักรอยุธยาที่เคยรุ่งเรืองที่สุดในภูมิภาคก็ล่มสลาย ทุกหัวระแหงมีกลุ่มโจรปล้นสะดม มีการรวบรวมซ่องสุมผู้คนตั้งเป็นชุมนุมเพื่อป้องกันตนเองและพวกพ้อง อันที่จริงสภาวการณ์ดังกล่าวนี้ได้เกิดขึ้นก่อนเวลากรุงศรีอยุธยาจะแตกเสียอีก เพราะในช่วงเวลานั้น ทุกคนต่างตระหนักถึงความล่มสลายของระบบป้องกันตนเองของราชอาณาจักรแล้ว ดังจะเห็นภาพได้จากตำนานเรื่องชาวบ้านบางระจันที่รวมตัวกันเพื่อปกป้องชุมชนของตน ข้าราชการไม่มีความคิดที่จะต่อสู้เพื่อป้องกันกรุงศรีอยุธยา ขุนนางหัวเมืองที่ถูกเรียกเข้ามาป้องกันพระนครก็พยายามหาทางหลีกเลี่ยงเพื่อกลับไปป้องกันบ้านเมืองและครอบครัวของตนที่อยู่ตามหัวเมือง เนื่องจากทุกคนเห็นว่า พระนครศรีอยุธยาต้องเสียเอกราชอย่างแน่นอน ในช่วงเวลานั้น ทุกคนจึงคิดแต่จะหาทางเอาตัวรอดไว้ก่อน แม้แต่พลเมืองในพระนครศรีอยุธยาที่ถูกกองทัพพม่าล้อมอยู่จนขาดแคลนเสบียงอาหาร ก็มีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยที่ได้แอบหลบหนีออกจากพระนครเข้าไปอยู่กับกองทัพพม่า เพื่อรักษาชีวิตเอาไว้
ด้วยเหตุนี้ เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก พม่าได้เข้าเมืองกวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สมบัติกลับไปเมืองพม่า โดยแต่งตั้งให้สุกี้ทหารพม่าเชื้อสายมอญเป็นพระนายกองอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา ให้คอยรวบรวมทรัพย์สินและผู้คนที่อาจมีประโยชน์อยู่บ้าง เพื่อส่งกลับไปเมืองพม่า ภายในราชอาณาจักรอยุธยาจึงเกิดการจลาจลวุ่นวายไปทั่ว มีการซ่องสุมผู้คนเพื่อปล้นสะดมและป้องกันตนเองอยู่ทั่วไป แต่หนังสือพระราชพงศาวดารได้เลือกกล่าวเฉพาะที่เป็นชุมนุมใหญ่ และมีบทบาทสำคัญต่อมาเพียง ๕ กลุ่มคือ
กลุ่มเจ้าพระฝาง คือกลุ่มชาวบ้านที่มีหัวหน้าชื่อ เรือน ซึ่งในอดีตเป็นพระภิกษุชั้นราชาคณะของเมืองเหนือเรียกว่า สังฆราชเรือน ได้สึกออกมา และรวบรวมผู้คนซ่องสุมกำลังป้องกันตนเองอยู่ที่เมืองฝาง ซึ่งเป็นเมืองชายแดนเหนือสุดตามลำแม่น้ำน่านของกรุงศรีอยุธยา เป็นเมืองที่มีพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือกันมาตั้งแต่เมื่อครั้งเมืองฝางยังเป็นดินแดนของแคว้นสุโขทัย ปัจจุบัน
ตั้งอยู่ที่ตำบลผาจุก อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์
เมืองพิษณุโลก ซึ่งเคยเป็นหัวเมืองทางเหนือที่สำคัญของราชอาณาจักรอยุธยา และเคยเป็นเมืองสำคัญของแคว้นสุโขทัยมาก่อน เจ้าเมืองพิษณุโลกได้สถาปนาตนขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน และพยายามรวบรวมบ้านเมืองที่เคยเป็นเมืองทางเหนือของกรุงศรีอยุธยาไว้ด้วยกัน แต่ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ จึงมีอำนาจอยู่เฉพาะที่เมืองพิษณุโลกเท่านั้น
เมืองพิมาย มีเจ้าพิมายรวบรวมผู้คนในละแวกเมืองพิมาย ซึ่งเป็นบริเวณที่มีผู้คนมาก เนื่องจากเป็นดินแดนของการตั้งรกรากที่อาศัยมาแต่ดั้งเดิม และเป็นบ้านเมืองที่เจริญมาตั้งแต่สมัยราชอาณาจักรขอมกัมพูชา กรมหมื่นเทพพิพิธ เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงของราชสำนักอยุธยาได้หนีมาอยู่กับเจ้าพิมายด้วย แต่อำนาจทั้งหลายยังคงอยู่ที่เจ้าพิมายซึ่งมีฐานกำลังของคนพื้นเมืองพวกเดียวกัน
เมืองนครศรีธรรมราช เมืองใหญ่บนดินแดนแหลมมลายูของราชอาณาจักรอยุธยาเดิม และเคยเป็นเมืองสำคัญแต่โบราณที่ถูกกรุงศรีอยุธยาผนวกดินแดนไว้ตั้งแต่ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ปลัดเมืองนครศรีธรรมราชชื่อหนู ตั้งตัวเป็นใหญ่ หัวเมืองอื่นๆ ตั้งแต่ใต้เมืองไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป อาทิเช่น เมืองสงขลา เมืองพัทลุง ต่างก็ยอมรับอำนาจของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช (หนู) แต่โดยดี
เมืองจันทบุรี ซึ่งตั้งอยู่นอกเขตการรุกรานของกองทัพพม่าที่เข้ามาทำสงครามครั้งนี้ หัวหน้าคือพระยาตากสิน ซึ่งต่อมาคือพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า พระเจ้าตากสินมหาราช ขุนนางหัวเมืองเหนือของกรุงศรีอยุธยาที่ถูกเรียกมาช่วยป้องกันพระนครศรีอยุธยา ได้นำทหารหัวเมืองที่ติดตามมาด้วยกันประมาณ ๕๐๐ กว่าคน ตีฝ่าวงล้อมกองทัพพม่าที่ปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาออกมาได้ และมาตั้งมั่นรวบรวมผู้คนจากบ้านเมืองแถบชายฝั่งทะเลตะวันออก ตั้งแต่จังหวัดระยองลงไป
บ้านเมืองที่แตกแยกตั้งตัวเป็นก๊กเป็นเหล่านี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กรุงศรีอยุธยาที่ถูกพม่าตีแตกนั้น มิใช่แตกแต่เพียงตัวพระนครที่ถูกเผาผลาญย่อยยับอย่างเดียว แต่ระบบที่ยึดโยงบ้านเมืองต่างๆเข้าไว้ในอาณาจักรเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้นก็ได้แตกสลายไปด้วย สภาพของบ้านเมืองในเวลานั้นจึงเป็นดังที่ ศาสตราจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวไว้ในหนังสือ การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ว่า "...ทุกคนกลับมายืนบนพื้นที่ราบเสมอกัน ไม่มีกำเนิด ยศถาบรรดาศักดิ์หรือศักดินา สำหรับใช้เป็นข้ออ้างในการมีอำนาจเหนือผู้อื่น..."
ก๊กเหล่าที่เป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกันเหล่านี้ จึงกลับไปมีสภาพเหมือนกับแว่นแคว้นเมืองเล็กเมืองน้อยที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ และออกปล้นสะดมต่อสู้กัน โดยมีลักษณะภายในที่แตกต่างกันออกไปบางก๊กก็มีลักษณะของการรวมตัวโดยใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์เป็นพื้นฐาน บางก๊กมีลักษณะที่ตั้งอยู่บนระบบเดิมภายในที่ยังหลงเหลืออยู่ในท้องถิ่น แม้ว่าก๊กพิมายจะมีเจ้านายราชวงศ์เดิมอยู่ด้วย แต่ก็มิได้มีความหมายของการเป็นมูลฐานแห่งการรวมตัวนั้น กล่าวคือแต่ละหมู่เหล่าที่ตั้งตัวเป็นอิสระนั้น มีลักษณะเพื่อป้องกันตนเองในเบื้องแรก และพัฒนาไปสู่การจัดตั้งอำนาจรัฐใหม่เฉพาะท้องถิ่นของตน ไม่ปรากฏหลักฐานที่แสดงบทบาทหรือพฤติกรรมของก๊กใดเลย ที่ต้องการจะพลิกฟื้นราชอาณาจักรอยุธยาขึ้นมาใหม่ เนื่องจากเห็นว่าได้กลายเป็นเมืองเก่าที่ไร้ประโยชน์แล้ว มีแต่ก๊กที่เมืองจันทบุรีของพระยาตากสินเพียงก๊กเดียวเท่านั้น ที่แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มแรกในการที่จะกลับมาพลิกฟื้นพระนครศรีอยุยาขึ้นใหม่ให้ได้



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ |ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ |ย้อนกลับ]
Copyright © 1997 Thai Junior Encyclopedia Project Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.