วิวัฒนาการของความเร็วของไมโครคอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร

ยุคไมโครคอมพิวเตอร์ชนิด ๘ บิต (พ.ศ. ๒๕๑๗ - ๒๕๒๓)
ยุคไมโครคอมพิวเตอร์ชนิด ๑๖ บิต (พ.ศ. ๒๕๒๔ - ๒๕๒๘)
ยุคไมโครคอมพิวเตอร์ชนิด ๓๒ บิต (พ.ศ. ๒๕๓๙ - ปัจจุบัน)


ยุคไมโครคอมพิวเตอร์ชนิด ๘ บิต (พ.ศ. ๒๕๑๗ - ๒๕๒๓)


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ในยุคนี้เป็นยุคไมโครคอมพิวเตอร์ชนิด ๘ บิต ไม่โครโปรเซสเซอร์ที่ใช้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
- สามารถรับคำสั่งได้ถึง ๖๕,๐๐๐ คำสั่งหรือใช้ขนาดข้อมูลได้ถึง ๖๕,๐๐๐ ตัวอักษร ไม่สามารถใช้คำสั่ง หรือข้อมูลที่ใหญ่กว่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและอย่างรวดเร็ว
- สามารถประมวลข้อมูลได้ขนาด ๘ บิตต่อครั้ง ตัวเลขที่มีค่ามากกว่า ๒๕๖ จะต้องถูกแยกประมวลเป็นหลายๆ ส่วน ซึ่งมีประสิทธิภาพต่ำ แต่ข้อมูลที่ใช้ทั่วไปทางธุรกิจจะมีขนาดมากกว่านี้ ไมโครคอมพิวเตอร์จึงมีประสิทธิภาพต่ำสำหรับใช้ทางด้านธุรกิจ
- มีวิทยาการในการเปิด หรือปิดวงจรทรานซิสเตอร์ได้เร็วถึง ๒ ล้านครั้งต่อวินาที (เร็วกว่าไมโครเซสเซอร์รุ่นแรกถึง ๑๘ เท่า)
- สามารถบรรจุทรานซิสเตอร์ได้ถึง ๖,๐๐๐ ตัว (มากกว่าไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นแรกถึง ๒.๕ เท่า)
- สามารถประมวลคำสั่งได้เร็วถึง ๖๕,๐๐๐ คำสั่งต่อวินาที (เร็วกว่าไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นแรกถึง ๑๐ เท่า)
ไมโครคอมพิวเตอร์ในยุกนี้ใช้ฟล็อปปีดิสก์ที่มีขนาด ๕.๒๕ และเทศคาสเซ็ตต์ในการเก็บข้อมูล ดิสก์ ๑ แผ่นสามารถเก็บข้อมูลได้ถึง ๓.๖ แสนตัวอักษร หรือข้อความประมาณ ๑๘๐ หน้า โดยมีจอภาพและเครื่องพิมพ์ในการแสดงผล
ในยุคนี้ เราจะแยกวิวัฒนาการของไมโครคอมพิวเตอร์ชนิด ๘ บิต เป็น ๒ ส่วน คือ วิวัฒนาการทางส่วนประกอบของเครื่อง หรือฮาร์ดแวร์ (hardware) และวิวัฒนาการทางส่วนระบบสั่งงานของเครื่อง หรือซอฟต์แวร์ (software)
วิวัฒนาการทางฮาร์ดแวร์
ไมโครโปรเซสเซอร์อันแรกที่ได้ถูกนำมาใช้ในการสร้างไมโครคอมพิวเตอร์คือ รุ่น ๘๐๘๐ ซึ่งผลิตขึ้นในต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๗ โดยบริษัทอินเทลไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นนี้มีขนาดของข้อมูล ๘ บิต สามารถบรรจุทรานซิสเตอร์ได้ถึง ๖,๐๐๐ ตัว ใช้ความถี่ของสัญญาณนาฬิกาได้ถึง ๒ ล้านครั้งต่อวินาที และสามารถประมวลคำสั่งได้เร็วถึง ๖๔,๐๐๐ คำสั่งต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่าไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นแรก อินเทล ๔๐๐๔ ถึง ๑๐ เท่า และสามารถมีขนาดของชุดคำสั่งและข้อมูลได้ถึง ๖๕,๐๐๐ ตำแหน่ง ซึ่ง ณ จุดนี้ ไมโครโปรเซสเซอร์ก็มีสมรรถภาพพอที่จะใช้ชุดคำสั่งขนาดใหญ่ๆ ได้ และสามารถประมวลข้อมูลประเภทตัวอักษรได้อย่างสะดวก จึงทำให้ไมโครโปรเซสเซอร์สามารถพัฒนาได้ถึงระดับที่มีสมรรถภาพเพียงพอที่จะใช้สร้างไมโครคอมพิวเตอร์ได้
ช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ภายในไม่กี่เดือนหลังจากไมโครโปรเซสเซอร์รุ่น ๘๐๘๐ ถูกผลิตออกมา ไมโครคอมพิวเตอร์ที่ประสบความสำเร็จเป็นเครื่องแรก คือ อัลแทร์ ๘๘๐๐ (Altair 8800) ก็ได้ถูกผลิตออกมาไมโครคอมพิวเตอร์ที่ประสบความสำเร็จและใช้กันอย่างแพร่หลายในยุคนี้ มีดังต่อไปนี้
อันแทร์ ๘๘๐๐ (Altair 8800) (พ.ศ. ๒๕๑๗)
บริษัทเอ็มไอทีเอส (MITS,Model Instrumentation Telemetry Systems) ได้พัฒนาเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ อันแทร์ ๘๘๐๐ ขี้นมาและนำออกจำหน่ายในราคาประมาณ ๔๐๐ เหรียญสหรัฐ โดยใช้ไมโครโปรเซสเซอร์ของ
แอปเปิล II (Apple II) (พ.ศ. ๒๕๑๙)
บริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์ได้ผลิตเครื่องแอปเปิล II แบบสำเร็จรูปออกมา โดยมีทั้งแป้นพิมพ์ และสามารถใช้จอภาพสีได้ทันที โดยผู้ใช้ไม่ต้องประกอบเครื่องด้วยตัวเองเหมือนเครื่องอัลแทร์ ๘๘๐๐ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้ซื้อเครื่องแล้วสามารถใช้ได้ทันที
เครื่องแอปเปิล II ใช้ไมโครโปรเซสเซอร์รุ่น ๖๕๐๒ ของบริษัทมอส เทคโนโลยี (MOS Technology) สาเหตุที่เลือกใช้ไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นนี้ เนื่องจากรุ่นนี้มีราคาถูกกว่าไมโครโปรเซสเซอร์ของบริษัทอินเทลมาก โดยสามารถซื้อได้ในราคา ๒๐ เหรียญสหรัฐ ต่อชิ้น ในขณะที่ไมโครโปรเซสเซอร์ของบริษัทอิทเทลรุ่น ๘๐๘๐ ซึ่งได้ออกจำหน่ายในราคามากกว่า ๑๕๐ เหรียญสหรัฐ ต่อชิ้น
วิวัฒนาการทางซอฟต์แวร์
ยุคนี้ (พ.ศ. ๒๕๑๗ - ๒๕๒๓) ในช่วงแรกๆ ไมโครคอมพิวเตอร์มีหลากหลายชนิดมาก โดยแต่ละเครื่องจะใช้ไมโครโปรเซสเซอร์ต่างชนิด เช่น รุ่น ๘๐๘๐ ของบริษัทอินเทล รุ่น ๖๕๐๒ ของบริษัทมอส เทคโนโลยี หรือรุ่น ๖๘๐๐ ของบริษัทโมโตโรล่า (Motorola Corporation) แต่ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการใช้ไมโครโปรเซสเซอร์นานาชนิดคือ การมีชุดคำสั่งที่ไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ จึงทำให้โปรแกรมไม่สามารถใช้กันได้ แม้กระทั่งการย้ายข้อมูลข้ามเครื่องก็ยังมีปัญหา เนื่องจากเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ของแต่ละบริษัทใช้วิทยาการต่างชนิดในการเก็บข้อมูล เช่น เทปคาสเซ็ตต์ หรือแผ่นฟล็อปปี และมีวิธีการแตกต่างกันในการจัดเก็บข้อมูล
ชุดคำสั่งควบคุมระบบที่ใช้กันแพร่หลายในยุคนี้คือ ซีพีเอ็ม (CPM - Control Program for Microcomputer) ระบบซีพีเอ็มสามารถใช้ได้กับไมโครโปรเซสเซอร์ที่มีชุดคำสั่งของบริษัทอินเทลตระกูล ๘๐๘๐ เช่น รุ่น ๘๐๘๐, ๘๐๘๕ ของบริษัทอินเทล หรือ Z 80 ของบริษัทไซล็อก (Zilog Corporation) ชุดคำสั่งควบคุมระบบซีพีเอ็มได้รับความนิยมสูงมาก จนกระทั่งได้มีอุปกรณ์เสริมสำหรับเครื่องแอปเปิล II เพื่อที่จะทำให้สามารถใช้ชุดคำสั่งควบคุมระบบซีพีเอ็มได้ ในยุคนั้น มีไมโครคอมพิวเตอร์เกิน ๑๐๐ ชนิด ที่สามารถใช้ชุดคำสั่งควบคุมระบบซีพีเอ็มได้

ยุคไมโครคอมพิวเตอร์ชนิด ๑๖ บิต (พ.ศ. ๒๕๒๔ - ๒๕๒๘)


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ในยุคนี้เป็นยุคไมโครคอมพิวเตอร์ชนิด ๑๖ บิต ไมโครโปรเซสเซอร์ที่ใช้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
- สามารถรับคำสั่งได้ถึง ๑๖ ล้านคำสั่งหรือใช้ขนาดข้อมูลได้ถึง ๑๖ ล้านตัวอักษร
- สามารถประมวลหรือเรียกใช้ข้อมูลได้ขนาด ๑๖ บิตต่อครั้ง ตัวเลขที่มีค่ามากกว่า ๖๕,๕๓๖ จะต้องถูกแยกประมวลเป็นหลายๆ ส่วนทำให้มีประสิทธิภาพต่ำ ข้อมูลที่ใช้ทั่วไปทางธุรกิจก็ยังมีขนาดมากกว่านี้ จึงทำให้ไมโครคอมพิวเตอร์ชนิด ๑๖ บิต ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะนำไปใช้ทางด้านธุรกิจ
- วิทยาการในการเปิด หรือปิดวงจรทรานซิสเตอร์ได้เร็วถึง ๑๒.๕ ล้านครั้งต่อวินาที (เร็วกว่าไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นแรกถึง ๑๑๖ เท่า)
- สามารถบรรจุทรานซิสเตอร์ได้ถึง ๑๕๐,๐๐๐ ตัว (มากกว่าไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นแรกถึง ๖๕ เท่า)
- สามารถประมวลคำสั่งได้เร็วถึง ๒.๗ ล้านครั้งต่อวินาที (เร็วกว่าไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นแรกถึง ๔๔ เท่า)
ไมโครคอมพิวเตอร์ยุคนี้ใช้ฟล็อปปีดิสก์ที่มีขนาด ๕.๒๕ นิ้ว และขนาด ๓.๕ นิ้ว ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลได้ถึง ๘.๖ แสนตัวอักษร หรือข้อความ ๔๓๐ หน้า และใช้ฮาร์ดดิสก์ซึ่งสามารถเรียกใช้ข้อมูลได้รวดเร็วกว่าฟล็อปปีดิสก์มาก อีกทั้งสามารถเก็บข้อมูลได้ถึง ๒๐ ล้านตัวอักษร หรือข้อความ ๑,๐๐๐ หน้า การแสดงผลข้อมูลก็ใช้จอภาพที่มีความละเอียดสูงขึ้น ขนาดใหญ่ขึ้น มีจนวนสีมากขึ้น และเริ่มมีเครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ (laser printer) ซึ่งสามารถตีพิมพ์ข้อมูลทั้งภาพและตัวอักษรแบบขาวดำได้อย่างสวยงาม และใกล้เคียงกับโรงพิมพ์ การป้อนข้อมูลก็ใช้แป้นพิมพ์และเมาส์
วิวัฒนาการทางฮาร์ดแวร์
เมื่อปลายคริสต์ทศวรรษที่ ๗๐ (พ.ศ. ๒๕๒๑ - ๒๕๒๒) บริษัทไอบีเอ็มซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ในการผลิตคอมพิวเตอร์รุ่นเมนเฟรม หรือมินิคอมพิวเตอร์ ก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของไมโครคอมพิวเตอร์ จากการที่ได้เห็นการขยายตัวอย่างรวดเร็วของจำนวนผู้ซื้อไมโครคอมพิวเตอร์ และบริษัทที่ผลิตไมโครคอมพิวเตอร์ เช่น บริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ บริษัทไอบีเอ็มจึงได้ตัดสินใจที่จะผลิตไมโครคอมพิวเตอร์ให้สำเร็จภายในเวลา ๑ ปี และจะเป็นคอมพิวเตอร์ชนิด ๑๖ บิต ที่สามารถใช้หน่วยคำจำได้มากกว่าคอมพิวเตอร์ชนิด ๘ บิต เช่น ไมโครคอมพิวเตอร์ชนิด ๑๖ บิต ที่ใช้ไมโครโปรเซสเซอร์รุ่น ๘๐๘๖ สามารถใช้หน่วยความจำได้ถึง ๑ ล้านตัวอักษร ซึ่งมากกว่าไมโครคอมพิวเตอร์ชนิด ๘ บิต ที่ใช้ไมโครโปรเซสเซอร์รุ่น ๘๐๘๐ ถึง ๑๖ เท่า จึงเหมาะที่จะใช้โปรแกรมที่มีความซับซ้อน และการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับทางธุรกิจมากกว่า แต่เนื่องจากมีเวลาในการออกแบบน้อย ทางกลุ่มออกแบบของบริษัทไอบีเอ็มจึงตัดสินใจที่จะใช้ชิ้นส่วนที่ผลิต โดยบริษัทอื่นและชิ้นส่วนที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป เช่น ไมโครโปรเซสเซอร์ และหน่วยความจำ
และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการไมโครคอมพิวเตอร์ชนิด ๑๖ บิต ไมโครคอมพิวเตอร์ที่ประสบความสำเร็จ และมีความสำคัญในยุคนี้มีดังต่อไปนี้
ไอบีเอ็มพีซี (IBM PC) (พ.ศ. ๒๕๒๔)
หลังจากที่ใช้เวลาในการออกแบบและพัฒนาถึง ๑ ปี บริษัทไอบีเอ็มก็ได้เริ่มออกจำหน่ายไมโครคอมพิวเตอร์รุ่นแรก คือ ไอบีเอ็ม ๕๑๕๐ พีซี (IBM 5150 PC - Personal Computer) ซึ่งคำว่า พีซี หมายถึง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลการให้นิยามคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลนั้น เนื่องจากบริษัทไอบีเอ็มต้องการเน้นถึงข้อแตกต่างระหว่างคอมพิวเตอร์รุ่นใหญ่ที่ผู้ใช้หลายคนจะต้องแบ่งกันใช้ในเวลาพร้อมๆ กัน และคอมพิวเตอร์รุ่นนี้ที่ผู้ใช้สามารถใช้ทุกอย่างได้คนเดียว
พีซีรุ่นแรกได้ออกจำหน่ายในราคาประมาณ ๓,๐๐๐ เหรียญสหรัฐ โดยใช้ไมโครโปรเซสเซอร์ของบริษัทอินเทล รุ่น ๘๐๘๘ และใช้สัญญาณนาฬิกาด้วยความเร็วถึง ๔.๗๗ ล้านครั้งต่อวินาที โดยมีหน่วยความจำแบบชั่วคราว - แรม ขนาด ๖๔,๐๐๐ ตัวอักษร และหน่วยความจำแบบถาวร-รอม ขนาด ๔๐,๐๐๐ ตัวอักษร ใช้ฟล็อปปีดิสก์ขนาด ๕.๒๕ นิ้ว ซึ่งสามารถบรรจุข้อมูลได้ถึง ๑๖๐,๐๐๐ ตัวอักษร ใช้จอภาพที่มี ๑ สี และใช้ชุดคำสั่งควบคุมระบบของบริษัทไมโครซอฟต์ คือ พีซีดอส 1.0 (PC-DOS 1.0)
ลิซ่า (Lisa) (พ.ศ. ๒๕๒๖)
บริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์ได้ผลิตไมโครคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ชื่อว่า ลิซ่า ซึ่งได้ปฏิวัติรูปแบบของชุดคำสั่งควบคุมระบบ และการใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ ก่อนหน้านี้ ผู้ใช้ไมโครคอมพิวเตอร์จะต้องใช้เวลาเรียนรู้ และจดจำคำสั่งหลายสิบชนิด เพื่อที่จะสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจ้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ แต่สำหรับไมโครคอมพิวเตอร์รุ่นแอปเปิลลิซ่า ผู้ใช้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจดจำคำสั่งในการใช้เครื่องอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเราสามารถสั่งงานเครื่องจากการสื่อสารผ่านหน้าจอ โดยการใช้เมาส์ควบคู่กับแป้นพิมพ์ในการเลือกรูปภาพและเมนู เมาส์ช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการป้อนข้อมูลแบบกราฟิกได้อย่างง่ายและสะดวก ซึ่งระบบการควบคุมและสั่งงานเครื่องโดยการใช้กราฟิกเรียกว่า จียูไอ (GUI - Graphic User Interface) แอปเปิลลิซ่า เป็นไมโครคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่ใช้ระบบนี้
ไอบีเอ็มพีซีเอ็กซ์ (IBM PC/XT) (พ.ศ. ๒๕๒๖)
หลังจากบริษัทไอบีเอ็มได้ผลิตพีซีรุ่นแรกออกมาได้ ๑๘ เดือน ก็ได้มีการปรับปรุงเครื่องพีซี โดยการเพิ่มหน่วยความจำแบบชั่วคราว - แรม ให้มีความจุขนาด ๑๒๘,๐๐๐ ตัวอักษร เพิ่มความจุของฟล็อปีดิสก์ให้มีขนาด ๓๖๐,๐๐๐ ตัวอักษร และเริ่มใช้ฮาร์ดดิสก์ขนาดที่สามารถเก็บข้อมูลได้ถึง ๑๐ ล้านตัวอักษร เมื่อถึงปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๖ บริษัทไอบีเอ็มก็สามารถจำหน่ายพีซีทุกรุ่นเป็นจำนวนทั้งหมด ๕๓๘,๐๐๐ เครื่อง
แมคอินทอช (Macintosh) (พ.ศ. ๒๕๒๗)
หลังจากบริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์ได้เห็นข้อบกพร่องของเครื่องลิซ่า บริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์ก็ได้ทำการปรับปรุงแก้ไข โดยการผลิตไมโครคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ออกมา และให้ชื่อว่า แมคอินทอช หรือเรียกสั้นๆ ว่า แมคไมโครคอมพิวเตอร์รุ่นนี้ได้เพิ่มความเร็วโดยการใช้ไมโครโปรเซสเซอร์รุ่น ๖๘๐๐๐ ที่ใช้สัญญาณนาฬิกาที่มีความเร็วถึง ๘ ล้านครั้งต่อวินาที และลดขนาดงานของไมโครโปรเซสเซอร์ที่ต้องทำโดยกาลดความละเอียดของจอภาพถึง ๓๐% การลดต้นทุนของเครื่องก็กระทำโดยการลดขนาดจอภาพให้เหลือเพียง ๙ นิ้ว ลดความละเอียดของจอภาพ ลดจำนวนหน่วยความจำแบบชั่วคราว - แรม ที่ติดมากับเครื่อง ให้เหลือขนาด ๑๒๘,๐๐๐ ตัวอักษร และลดจำนวนเครื่องฟล็อปปีดิสก์จาก ๕.๒๕ นิ้ว มาเป็นขนาด ๓.๕ นิ้ว ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลได้ถึง ๔๐๐,๐๐๐ ตัวอักษร และจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่ามาก โดยจำหน่ายในราคา ๒,๕๐๐ เหรียญสหรัฐ
ไอบีเอ็มพีซีเอที (IBM PC/AT) (พ.ศ. ๒๕๒๗)
ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ บริษัทอินเทลได้ผลิตไมโครโปรเซสเซอร์ชนิด ๑๖ บิต รุ่นใหม่ ชื่อว่ารุ่น ๘๐๒๘๖ โดยมีทรานซิสเตอร์ ๑๓๔,๐๐๐ ตัว ซึ่งมีจำนวนทรานซิสเตอร์มากกว่ารุ่น ๘๐๘๘ และ ๘๐๘๖ ถึง ๔ เท่า โดยไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นนี้สามารถประมวลคำสั่งได้ระหว่าง ๙๐๐,๐๐๐ ถึง ๒.๖ ล้านคำสั่งต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่ารุ่น ๘๐๘๘ และ ๘๐๘๖ ระหว่าง ๓-๖ เท่า
วิวัฒนาการทางซอฟต์แวร์
ช่วงแรกๆ ที่เครื่องไอบีเอ็มพีซีถูกผลิตออกมาก็มีโปรแกรมหลากหลายชนิดถูกผลิตออกมา แต่โปรแกรมที่มีส่วนสำคัญสำหรับความสำเร็จของเครื่องพีซีนั้นคือ โปรแกรมโลตัส ๑-๒-๓ ซึ่งเป็นชุดโปรแกรมที่รวบรวมโปรแกรมสำหรับใช้ในการเรียงพิมพ์สำหรับทางกราฟิก และสำหรับการบริหารฐานข้อมูล โดยผู้ใช้สามารถทำรายงาน ดูข้อมูล และวาดกราฟได้ ซึ่งได้เริ่มออกจำหน่ายในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ หลังจากโปรแกรมนี้ออกมาได้ ๓ เดือน เครื่องไอบีเอ็มพีซีก็สามารถเพิ่มยอดจำหน่ายได้ถึง ๓ เท่า ภายในปีแรก บริษัทโลตัสก็มียอดจำหน่ายมากถึง ๕๓ ล้านเหรียญสหรัฐและอีก ๑ ปีต่อมา ก็มียอดจำหน่ายมากถึง ๑๕๗ ล้านเหรียญสหรัฐ และมีลูกจ้างถึง ๗๐๐ คน

ยุคไมโครคอมพิวเตอร์ชนิด ๓๒ บิต (พ.ศ. ๒๕๓๙ - ปัจจุบัน)


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ในยุคนี้เป็นยุคไมโครคอมพิวเตอร์ชนิด ๓๒ บิต ไมโครโปรเซสเซอร์ที่ใช้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
- สามารถรับคำสั่งได้ถึง ๖๔,๐๐๐ ล้านคำสั่ง หรือใช้ขนาดข้อมูลได้ถึง ๖๔,๐๐๐ ล้านตัวอักษร
- สามารถประมวลข้อมูลได้ขนาด ๓๒ บิตต่อครั้ง ตัวเลขที่มีค่ามากกว่า ๔,๒๙๕ ล้านจะต้องถูกแยกประมวลเป็นหลายๆ ส่วน ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพต่ำ แต่ข้อมูลที่ใช้ทั่วไปทางธุรกิจจะมีค่าอยู่ในช่วงนี้ ไมโครคอมพิวเตอร์จึงมีประสิทธิภาพเหมาะสำหรับใช้ทางด้านธุรกิจ
- มีวิทยากรในการเปิด หรือปิดวงจรทรานซิสเตอร์ได้เร็วกว่า ๑,๐๐๐ ล้านครั้งต่อวินาที (เร็วกว่าไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นแรกถึง ๙,๒๐๐ เท่า)
- สามารถบรรจุทรานซิสเตอร์ได้มากกว่า ๙ ล้านตัว (มากกว่าไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นแรกถึง ๓,๙๐๐ เท่า)
- สามารถประมวลคำสั่งได้เร็วกว่า ๒๒๐ ล้านคำสั่งต่อวินาที (เร็วกว่าไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นแรกถึง ๓,๖๐๐ เท่า)
- บางรุ่นสามารถประมวลคำสั่งได้มากกว่า ๑ คำสั่ง พร้อมๆ กัน
- บางรุ่นจะมีคำสั่งพิเศษที่สามารถประมวลข้อมูลทางด้านรูปภาพ เสียง หรือภาพยนตร์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จึงทำให้เหมาะสมที่จะใช้ทางด้านการสื่อสาร และโทรคมนาคม
- บางรุ่นจะมีหน่วยความจำแบบเร็ว (cache memory) อยู่ข้างในไมโครโปรเซสเซอร์ เพื่อที่จะได้เพิ่มความเร็วของการเรียกใช้ข้อมูล
ไมโครคอมพิวเตอร์ยุคนี้ก็ยังใช้ฟล็อปปีดิสก์ที่มีขนาด ๕.๒๕ นิ้ว และขนาด ๓.๕ นิ้ว บางรุ่นสามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้นถึง ๒.๘ ล้านตัวอักษร หรือข้อความ ๑,๔๐๐ หน้า และใช้ฮาร์ดดิสก์หลายรูปแบบที่มีหลายขนาด มีทั้งขนาดใหญ่ที่สามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่า ๑๖,๐๐๐ ล้านตัวอักษร หรือข้อความ ๘ ล้านหน้า ซึ่งเท่ากับหนังสือขนาด ๔๐๐ หน้า จำนวน ๒๐,๐๐๐ เล่มและขนาดเล็กเท่ากล่องไม้ขีดไฟที่มีขนาดเพียง ๑.๓ นิ้ว ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลได้หลายร้อยล้านตัวอักษร ฮาร์ดดิสก์ก็ได้เพิ่มความเร็วในการเก็บและเรียกใช้ บางชนิดสามารถถอดและสับเปลี่ยนได้เหมือนฟล็อปปีดิสก์ แต่ว่ามีความเร็วสูง และสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าฟล็อปปีดิสก์
วิวัฒนาการทางฮาร์ดแวร์
ช่วงต้นๆ ของยุคนี้ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ บริษัทไอบีเอ็ม และบริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์คือสองบริษัทใหญ่ของวงการไมโครคอมพิวเตอร์ บริษัทที่ใหญ่รองลงมาคือ บริษัทคอมโมดอร์และบริษัทเรดิโอแช็ค โดยบริษัทไอบีเอ็มจำหน่ายเครื่องตระกูลพีซีได้ทั้งหมด ๗ ล้านเครื่อง บริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์จำหน่ายได้ทั้งหมด ๕ ล้านเครื่อง บริษัทคอมโมดอร์จำหน่ายได้ทั้งหมด ๔ ล้านเครื่อง และบริษัทเรดิโอแช็คจำหน่ายได้ทั้งหมด ๒ ล้านเครื่อง ไมโครคอมพิวเตอร์ที่ประสบความสำเร็จ และมีความสำคัญในยุคนี้ มีดังต่อไปนี้
พีซีรุ่น ๘๐๓๘๕๖ (พ.ศ. ๒๕๒๙)
บริษัทอินเทลได้ผลิตไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ชื่อว่า รุ่น ๘๐๓๘๖ ซึ่งเป็นไมโครโปรเซสเซอร์ขนาด ๓๒ บิต ใช้ทรานซิสเตอร์ ๒๗๕,๐๐๐ ตัว (มากกว่ารุ่น ๘๐๒๘๖ ถึง ๒ เท่า) และมีความสามารถทำงานหลายๆ อย่างสลับกันไปมาในเวลาเดียวกันได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ (multitasking) ทำให้มีสมรรถภาพเพียงพอที่จะใช้กับชุดคำสั่งควบคุมที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างบนระบบยูนิกซ์ (UNIX) หรือบนวินโดวส์รุ่นหลังๆ ได้ ไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นนี้สามารถประมวลคำสั่งได้เร็วถึง ๖ ล้านคำสั่งต่อวินาที (เร็วกว่าพีซีรุ่นแรกถึง ๑๘ เท่า) เมื่อไมโครโปรเซสเซอร์รุ่น ๘๐๓๘๖ ออกมาบริษัทที่ผลิตเครื่องโคลนทั้งหลายก็ราอให้บริษัทไอบีเอ็มผลิตเครื่องพีซีที่ใช้ไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ แต่หลังจากรอเป็นเวลานาน บริษัทคอมแพคจึงตัดสินใจที่จะไม่รอบริษัทไอบีเอ็ม โดยได้ผลิตไมโครคอมพิวเตอร์ที่ใช้ไมโครโปรเซสเซอร์รุ่น ๘๐๓๘๖ ขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ชื่อว่า รุ่นคอมแพคเดสท์โปร ๓๘๖ (Compaq Deskpro 386) และใช้สัญญาณนาฬิกาที่มีความเร็ว ๑๖ ล้านครั้งต่อวินาที และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้บริษัทไอบีเอ็มได้สูญเสียความเป็นผู้นำของวงการไมโครคอมพิวเตอร์
แมคอินทอช II (พ.ศ. ๒๕๓๐)
บริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์ได้ออกไมโครคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ชื่อว่า แมคอินทอช II หรือ เรียกสั้นๆ ว่า แมค II โดยใช้ไมโครโปรเซสเซอร์ของบริษัทโมโตโรล่ารุ่น ๖๘๐๒๐ ซึ่งออกมาในปีพ.ศ. ๒๕๒๗ มีทรานซิสเตอร์ ๑๙๐,๐๐๐ ตัว และเป็นไมโครโปรเซสเซอร์ชนิด ๓๒ บิตอย่างแท้จริง โดยสามารถใช้เก็บและประมวลข้อมูลแบบ ๓๒ บิต ต่อมาบริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์ก็ได้ใช้ไมโครโปรเซสเซอร์ของโมโตโรล่ารุ่น ๖๘๐๓๐ (พ.ศ. ๒๕๓๐) ซึ่งมีทรานซิสเตอร์ ๒๗๓,๐๐๐ ตัว และรุ่น ๖๘๐๔๐ (พ.ศ. ๒๕๓๒) ซึ่งมีทรานซิสเตอร์ ๑.๒ ล้านตัว
พีซีรุ่น ๘๐๔๘๖ (พ.ศ. ๒๕๓๒)
บริษัทอนเทลได้ผลิตไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ชื่อว่า รุ่น ๘๐๔๘๖ ซึ่งเป็นไมโครโปรเซสเซอร์ขนาด ๓๒ บิต และมีทรานซิสเตอร์ ๑.๒ ล้านตัว โดยไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นนี้มีหน่วยความจำเล็กๆ ที่มีความเร็วสูง (cache memory) ขนาด ๘,๐๐๐ ตัวอักษร ซึ่งช่วยเก็บคำสั่งและข้อมูลที่ใช้บ่อยๆ เพื่อที่จะทำให้ได้รับข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น และมีหน่วยคำนวณทางคณิตศาสตร์ (math coprocessor) อยู่ในตัว ทำให้สามารถเพิ่มความเร็วของการคำนวณ จึงมีสมรรถภาพและความเร็วเพียงพอที่จะใช้กับโปรแกรมการออกแบบต่างๆ (CAD - Computer Aided Design) เช่น ออกแบบบ้าน เครื่องจักรหรือโปรแกรมจำลองต่างๆ (simulation program) ซึ่งจะต้องใช้การคำนวณทางคณิตศาสตร์มาก ไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นนี้สามารถประมวลคำสั่งได้ระหว่าง ๒๐-๔๑ ล้านคำสั่งต่อวินาที และสามรารถใช้สัญญาณที่มีความเร็วระหว่าง ๒๕-๔๐ ล้านครั้งต่อวินาที ไมโครคอมพิวเตอร์รุ่นนี้ได้เริ่มใช้หน่วยความจำแบบชั่วคราว-แรมมาก โดยจะใช้ขนาดระหว่าง ๔-๓๒ ล้านตัวอักษร และเริ่มนิยมใช้ระบบสั่งงานและควบคุมเครื่องแบบกราฟิกคือวินโดวส์รุ่น ๓.๐ ของบริษัทมโครซอฟต์ ซึ่งไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นนี้มีความเร็วพอสำหรับระบบวินโดวส์ทำให้ผู้ใช้ไม่เห็นความช้าของเครื่องและไม่รู้สึกรำคาญเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้วินโดวส์บนเครื่องพีซีรุ่น ๘๐๓๘๖ การเริ่มใช้สัญญาณนาฬิกาที่รวดเร็วมากทำให้ต้องเริ่มออกแบบบัสของตัวเครื่องใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับส่วนต่างๆ ของเครื่อง ให้มีความเร็วใกล้เคียงกับความเร็วของการประมวลผลของไมโครโปรเซสเซอร์ ซึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ มีบัสใหม่ออกมา ๒ มาตรฐาน ได้แก่ เวอซ่าบัส (VESA-Video Electronics Standard Association) และ พีซีไอบัส (PCI-Peripheral Component Interconnect) ปรากฏว่า พีซีไอบัสได้รับความนิยมและได้กลายเป็นมาตรฐานของเครื่องรุ่นใหม่ พีซีไอบัสสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้เร็วถึง ๑๓๒ ล้านไบต์ต่อวินาที ซึ่งเท่ากับสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ ๖๖,๐๐๐ หน้าต่อวินาที ในขณะที่เวอซ่าบัสสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ถึง ๑๐๗ ล้านไบต์ต่อวินาที ส่วนไอซ่าบัสสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้เพียง ๘ ล้านไบต์ต่อวินาที
พีซีรุ่นเพนเทียม (Pentium) (พ.ศ. ๒๕๓๖)
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ บริษัทอินเทลได้ออกไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่มีชื่อว่า รุ่นเพนเทียมการที่ตั้งชื่อใหม่นี้แทนที่จะเรียกว่า รุ่น ๘๐๕๘๖ เพราะว่าในช่วงนี้ได้มีบริษัทอื่นๆ ผลิตไมโครโปรเซสเซอร์ที่เลียนแบบไม่โครโปรเซสเซอร์คุ่นต่างๆ ของบริษัทอินเทล และได้ใช้ชื่อรุ่นไมโครโปรเซลเซอร์เหมือนบริษัทอินเทล โดยบริษัทอินเทลไม่สามารถที่จะห้ามปรามได้ เนื่องจากไม่ได้จดลิขสิทธิ์ชื่อรุ่นของไมโครโปรเซสเซอร์ไว้ บริษัทอินเทลจึงได้เปลี่ยนชื่อรุ่นใหม่ และจดลิขสิทธิ์ชื่อใหม่เอาไว้ ไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นนี้ใช้ทรานซิสเตอร์ ๓.๑ ล้านตัว (มากกว่ารุ่น ๘๐๔๘๖ ถึง ๒.๕ เท่า) ไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นนี้ใช้สัญญาณนาฬิกาที่มีความเร็ว ๖๐ ล้านครั้งต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่าไมโครโปรเซสเซอร์รุ่น ๘๐๔๘๖ ที่ใช้สัญญาณนาฬิกาที่มีความเร็ว ๓๓ ล้านครั้งต่อวินาที ถึง ๕ เท่า และเร็วกว่าพีซีรุ่นแรกถึง ๑๕๐ เท่า โดยสามารถประมวลคำสั่งได้เร็วกว่า ๑๐๐ ล้านคำสั่งต่อวินาที ไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นนี้มีส่วนคำนวณตรรก ๒ ชุด ซึ่งทำให้สามารถคำนวณ ๒ ครั้งพร้อมกัน และมีหน่วยความจำเล็กๆ ที่มีความเร็วขนาด ๘,๐๐๐ ตัวอักษร ๒ ชุด โดยชุดหนึ่งใช้เก็บคำสั่งที่ใช้บ่อยๆ และอีกชุดหนึ่งใช้เก็บข้อมูลที่ใช้บ่อยๆ เพื่อที่จะทำให้การเรียกข้อมูลและการปฏิบัติตามคำสั่งมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น
พาวเวอร์แมค (PowerMac) (พ.ศ. ๒๕๓๗)
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ บริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์ได้ผลิตไมโครคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ มีชื่อว่า รุ่นพาวเวอร์แมค โดยใช้ไมโครโปรเซสเซอร์ตระกูลใหม่ของบริษัทโมโตโรล่า ซึ่งใช้ทรานซิสเตอร์ ๒.๘ ล้านตัว โดยบริษัทโมโตโรล่าได้ร่วมกับบริษัทไอบีเอ็มพัมนาและผลิตไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นนี้ การใช้ไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นนี้ทำให้เครื่องพาวเวอร์แมคมีประสิทธิภาพสูงและสามารถแข่งขันกับเครื่องพีซีตระกูลเพนเทียมได้
พีซีรุ่นเพนเทียมโปร (Pentium Pro) (พ.ศ. ๒๕๓๘)
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ บริษัทอินเทลได้ผลิตไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ชื่อว่ารุ่นเพนเทียมโปรซึ่งใช้ทรานซิสเตอร์ ๕.๕ ล้านตัว (มากกว่ารุ่นเพนเทียม ๗๐%) และสามารถประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่ารุ่นเพนเทียมประมาณ ๒๕% ไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นนี้สามารถรับข้อมูลได้ครั้งละ ๖๔ บิต มีส่วนคำนวณตรรก ๒ ชุด และได้ปรับปรุงหน่วยความจำขนาดเล็กๆ ที่รวดเร็ว ให้มีประสิทธิภาพที่ดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น
พีซีรุ่นเพนเทียม II (Pentium II) (พ.ศ. ๒๕๔๐)
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ บริษัทอินเทลได้ผลิตไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ชื่อว่า รุ่นเพนเทียม II ซึ่งใช้ทรานซิสเตอร์ ๗.๕ ล้านตัว (มากกว่ารุ่นเพนเทียมโปรประมาณ ๕๐%) ไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นนี้สามารถรับข้อมูลได้ครั้งละ ๖๔ บิต มีส่วนคำนวณตรรก ๒ ชุด และมีหน่วยประมวลผลข้อมูลประเภทภาพและเสียง ซึ่งทำให้ไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นนี้เหมาะสำหรับการใช้ภาพ เสียงและภาพยนตร์
วิวัฒนาการทางซอฟแวร์
ไมโครคอมพิวเตอร์ในยุคนี้ใช้ระบบสั่งงานและควบคุมเครื่องแบบกราฟิก ซึ่งผู้ใช้สามารถเรียนรู้การใช้งานได้ง่าย เมื่อบริษัทไมโครซอฟต์ได้ผลิตวินโดวส์ รุ่น ๓.๐ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ก็สามารถจำหน่ายได้ถึง ๓ ล้านชุดภายในปีแรกการที่บริษัทไมโครซอฟต์ประสบความสำเร็จในครั้งนี้ เพราะได้มีการโฆษณาไว้มาก และได้ชักชวนบริษัทที่ผลิตซอฟต์แวร์จำนวนมากให้พัฒนาโปรแกรมสำหรับวินโดวส์ ผู้ใช้จึงมีซอฟต์แวร์ให้เลือกอย่างมากมาย จึงทำให้ผู้ใช้เริ่มเลือกใช้วินโดวส์มากขึ้น บริษัทไมโครซอฟต์ก็ได้ปรับปรุงวินโดวส์ขึ้นเรื่อยๆ โดยผลิตวินโดวส์รุ่น ๓.๑ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ วินโดวส์ ๙๕ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ และวินโดวส์ ๙๘ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นต้นมา อินเทอร์เน็ตก็เริ่มได้รับความนิยมอย่างสูง ทำให้มีซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับอินเทอร์เน็ตออกมามากมาย ซึ่งมีข้อมูลหลายประเภท รวมทั้งโปรแกรมภาพ เสียง และภาพยนตร์

ดูเพิ่มเติมเรื่อง วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ เล่ม ๑๑



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ | ย้อนกลับ ]
Copyright © 1997 Thai Junior Encyclopedia Project Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.