ทรัพยากรประมงกับระบบนิเวศป่าชายเลนมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
ป่าชายเลนบริเวณอ่าวไทยเป็นอย่างไร
การเสื่อมสภาพของป่าชายเลน
การทำนากุ้งหรือขุดบ่อเลี้ยงปลา
การฟื้นฟูและการปลูกป่าชายเลน

ทรัพยากรประมงกับระบบนิเวศป่าชายเลนมีความสัมพันธ์กันอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การศึกษาเกี่ยวกับแพลงก์ตอนสัตว์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตัวอ่อนของสัตว์น้ำเศรษฐกิจ เช่น ลูกกุ้ง และลูกหอย ตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวกับปลาและปลาวัยอ่อนในบริเวณป่าชายเลนในประเทศไทยนั้น แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างป่าชายเลนกับทรัพยากรประมงอย่างชัดเจนในการเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน ปลาเข้ามาอาศัยอยู่ในบริเวณชายฝั่งและในป่าชายเลนเพื่อใช้เป็นแหล่งอนุบาลลูกปลา เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยอย่างถาวร และเป็นแหล่งผสมพันธุ์ด้วย เช่น ป่าชายเลนจังหวัดระนอง ป่าชายเลนจังหวัดตรัง ป่าชายเลนจังหวัดภูเก็ต ป่าชายเลนจังหวัดสมุทรสงคราม และป่าชายเลนจังหวัดสมุทรสาคร เป็นต้น ป่าชายเลนจังหวัดระนองนับว่าเป็นบริเวณที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่ง ถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่บนบกและในทะเล การขยายตัวของนากุ้ง และการขยายตัวของเมืองก็ตาม สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่พบมากในบริเวณนี้จะเป็นพวกกุ้ง เคยที่ใช้ทำกะปิที่มีชื่อเสียงของจังหวัดระนอง กุ้งขนาดเล็ก และกุ้งขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกุ้งแชบ๊วย กุ้งกุลาดำ และกุ้งตะกาด นอกจากนี้ ยังพบลูกปูชนิดต่างๆเป็นจำนวนมากเป็นองค์ประกอบสำคัญในกลุ่มประชากรแพลงก์ตอน ถึงแม้ว่าบริเวณป่าชายเลนจังหวัดระนองจะมีการทำประมงกันมาก โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือประมงประเภทอวนรุน แต่ก็พบว่า พันธุ์ปลาในบริเวณนี้ค่อนข้างชุกชุม โดยพบปลาวัยอ่อนประมาณ ๒๓ ครอบครัว และพบปลาที่เจริญเต็มวัย เช่น พวกปลาหลังเขียว ปลากระบอก ปลาแป้น มากกว่า ๑๑๑ ชนิด จัดอยู่ใน ๔๘ ครอบครัว นอกจากนี้ ยังพบว่าบริเวณนี้มีความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ทะเลหน้าดิน ซึ่งมีความสำคัญเพราะเป็นแหล่งอาหารสำหรับสัตว์หลายชนิด ปูทะเลในบริเวณป่าชายเลนจังหวัดระนองจัดเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ โดยในช่วง พ.ศ. ๒๕๓๖ ชาวประมงสามารถจับปูทะเลขายได้ปีละประมาณ ๑๐๙ ตัน ซึ่งในจำนวนนี้พบว่าร้อยละ ๔๖ หรือประมาณ ๕๐ ตัน เป็นปูทะเลที่มีขนาดเล็กกว่า ๑๐ ซม. ปูทะเลที่จับได้ประมาณร้อยละ ๔๒ มีขนาดเกิน ๑๐ ซม. (ไม่รวมปูตัวเมียที่มีไข่) ปูทะเลตัวเมียที่มีไข่ขนาดระหว่าง ๑๐.๐-๑๑.๕ ซม. ที่จับได้คิดเป็นร้อยละ ๑๒ จากสถิติดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การประมงปูทะเลในบริเวณนี้เริ่มแสดงให้เห็นถึงการจับปูทะเลที่มากเกินอัตราการผลิต ผลการศึกษาประชากรปูทะเลในบริเวณป่าชายเลนจังหวัดระนองในช่วง พ.ศ. ๒๕๓๘-๒๕๓๙ ยิ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผลผลิตปูทะเลลดลงกว่าครึ่ง และปูทะเลที่จับได้มีขนาดเล็กลงอย่างมาก ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ป่าชายเลนซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของปูทะเลมีการเสื่อมสภาพเพิ่มมากขึ้น ป่าชายเลนและแหล่งหญ้าทะเลบริเวณชายฝั่งจังหวัดภูเก็ตก็มีความสำคัญในการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งเลี้ยงตัวของทรัพยากรปลามากกว่า ๑๔๐ ชนิด ส่วนใหญ่เป็นปลาวัยอ่อนและปลาวัยเจริญพันธุ์ ป่าชายเลนบริเวณคลองสิเกา จังหวัดตรัง นับเป็นป่าชายเลนจำนวนน้อยมากของประเทศไทยที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติอยู่มาก โดยมีความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์นานาชนิด แพลงก์ตอนสัตว์ที่พบเป็นพวกกุ้งและปู รวมแล้วเป็นกุ้งวัยอ่อนทั้งหมด ๕ ครอบครัว และปูวัยอ่อนรวม ๑๒ ครอบครัว ปลาวัยอ่อนที่พบในบริเวณป่าชายเลนคลองสิเกามีทั้งหมด ๒๐ วงศ์ ซึ่งเป็นปลาวัยอ่อน ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มที่อาศัยอยู่ในบริเวณป่าชายเลนอย่างถาวรจากระยะวัยอ่อนจนถึงระยะเต็มวัย และกลุ่มที่เข้ามาในระยะวัยอ่อนเพื่อเป็นแหล่งอนุบาล หรืออาจจะพบได้อีกครั้งว่า ได้เข้ามาหาอาหารในช่วงโตเต็มวัย

ป่าชายเลนบริเวณอ่าวไทยเป็นอย่างไร

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
ป่าชายเลนในบริเวณอ่าวไทยส่วนมากอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรม โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม การเสื่อมสภาพของป่าชายเลนในบริเวณนี้เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ผลผลิตการประมงตามธรรมชาติลดลง และเกิดปัญหามลพิษ ป่าชายเลนในบริเวณปากแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพเสื่อมโทรมและเหลือเป็นแนวแคบๆ มีพรรณไม้เด่นเพียง ๒ ชนิดคือ แสมขาว และแสมทะเล พื้นที่ป่าชายเลนที่เหลืออยู่มีเพียงร้อยละ ๑๐ ของพื้นที่ป่าชายเลนที่เคยมีอยู่ในอดีต แต่อย่างไรก็ตาม บริเวณนี้ก็ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารสำหรับสัตว์น้ำหลายชนิด โดยเฉพาะกุ้งแชบ๊วย กุ้งกะต่อม กุ้งตะกาด กุ้งหัวมัน และพวกเคย ส่วนปลาทะเลพบทั้งสิ้น ๗๗ ชนิด ถึงแม้ว่าความหลากหลายและปริมาณของสัตว์ทะเลหน้าดินที่พบในป่าชายเลนบริเวณนี้ค่อนข้างต่ำกว่าที่พบในบริเวณอื่นก็ตาม แต่ก็พบว่า การฟื้นฟูและปลูกป่าชายเลนในบริเวณนี้มีผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ทะเลหน้าดินในบริเวณนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลผลิตประมงชายฝั่งในที่สุด
พื้นที่ป่าชายเลนในอีกจังหวัดที่อยู่ติดกับจังหวัดสมุทรสาครคือ จังหวัดสมุทรสงคราม พื้นที่ป่าชายเลนในจังหวัดสมุทรสงครามได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงช่วงสำคัญมา ๓ ช่วง คือ ช่วงแรก ก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นสภาพป่าชายเลนธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ จัดเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ช่วงที่ ๒ นับตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๑๘ - พ.ศ. ๒๕๓๓ จัดเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพป่าชายเลนมากที่สุด โดยเฉพาะการทำนากุ้งที่ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของป่าชายเลนในบริเวณนี้ ช่วงที่ ๓ เป็นช่วงของการฟื้นฟู และการปลูกป่าชายเลนที่เริ่มดำเนินการอย่างจริงจังตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๓ จนถึงปัจจุบัน พบว่ามีแพลงก์ตอนสัตว์รวมทั้งสิ้น ๒๗ กลุ่มจากไฟลัม โดยโคพิปอดซึ่งเป็นพวกที่ดำรงชีพเป็นแพลงก์ตอนอย่างถาวรจะมีปริมาณมากและพบได้บ่อย โคพิปอดเหล่านี้จะเป็นอาหารที่ดีสำหรับแพลงก์ตอนสัตว์ขนาดใหญ่ และสัตว์ทะเลที่มีการกินแบบกรองอาหารจากน้ำ นอกจากนี้ ยังมีพวกตัวอ่อนของสัตว์ทะเลหน้าดิน เช่น หอย ปู กุ้ง และไส้เดือนทะเล เป็นต้น พบปลาวัยอ่อนในบริเวณนี้รวมทั้งหมด ๑๕ ครอบครัว ซึ่งทำให้สรุปได้ว่า บริเวณป่าชายเลนจังหวัดสมุทรสงครามเป็นแหล่งเลี้ยงตัวอ่อนของปลาทะเลหลายชนิด และได้พบสัตว์ทะเลหน้าดินรวมทั้งสิ้น ๑๒๒ ชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหอยฝาเดียว หอยสองฝา ไส้เดือนทะเล ปูชนิดต่างๆ และแมลง จึงจัดได้ว่า บริเวณนี้เป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์มากแห่งหนึ่ง

การเสื่อมสภาพของป่าชายเลน


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ดังที่ได้กล่าวข้างต้นแล้วว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริเวณป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชและสัตว์นานาชนิดคือ ความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร มีการจัดสรรสารอาหารและพลังงานที่ลงตัว ทั้งในกลุ่มพืชและสัตว์ บริเวณป่าชายเลนจะมีความหลากหลายในรูปของแหล่งที่อยู่อาศัย ทำให้สัตว์ต้องมีการปรับตัว โดยเฉพาะเพื่ออยู่อาศัยหรือเพื่อหาอาหารร่วมกันได้โดยไม่ต้องแก่งแย่งกัน ถ้าความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนยังดำรงสภาพอยู่ ก็ย่อมจะส่งผลถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมงด้วย เนื่องจากยังมีกระบวนการและกลไกที่ควบคุมให้ความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าวเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แต่ในปัจจุบัน การเสื่อมสภาพของป่าชายเลนได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อชาวประมงโดยเฉพาะชาวประมงพื้นบ้าน คือ ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำที่เคยจับได้เพื่อยังชีพลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะการเปลี่ยนพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อทำนากุ้ง จากการศึกษาพบว่า การเสื่อมสภาพของป่าชายเลนทำให้พวกลูกกุ้ง ลูกปู และลูกหอยลดลง เช่น บริเวณป่าชายเลนจังหวัดชลบุรีนั้น ทรัพยากรประมง รวมทั้งชนิดและความชุกชุมของพันธุ์ปลาก็ลดลงด้วย จากการศึกษาประชากรปลาที่บริเวณคลองวาฬ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๙ พบว่า จับปลาได้ ๗๒ ชนิดในบริเวณป่าชายเลน และ ๑๒๙ ชนิดในบริเวณชายฝั่ง ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๒๕ เมื่อเวลาผ่านไปอีก ๑๖ ปี ได้ทำการสำรวจซ้ำอีกพบเพียง ๒๕ ชนิดเท่านั้น ซึ่งในระยะนี้ป่าชายเลนบริเวณนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลงสภาพไปเกือบหมด สัตว์น้ำอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการเสื่อมสภาพของป่าชายเลนคือ หอยแครง การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเลในเขตอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โดยเฉพาะเมื่อป่าชายเลนหมดไป ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของหอยแครงลดลง นอกจากนี้ ดินในบริเวณหาดโคลนก็เปลี่ยนไป มีลักษณะแข็งกระด้าง หรือมีดินเลนปกคลุมผิวหน้าชั้นดินแข็ง ทำให้หอยแครงอาศัยอยู่ไม่ได้ แต่เดิมในบริเวณนี้เมื่อสภาพป่าชายเลนยังอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านสามารถเก็บหอยแครงได้ประมาณ ๗๐-๘๐ กิโลกรัม ภายในระยะเวลา ๔-๕ ชั่วโมง แต่ในปัจจุบันจะเก็บได้อย่างมากไม่ถึง ๔๐ กิโลกรัม ภายในระยะเวลาเท่ากัน ถ้าเป็นฤดูที่หอยแครงมีน้อยจะเก็บได้เพียง ๔-๕ กิโลกรัม เท่านั้น
ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ป่าชายเลนในบริเวณจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และจันทบุรี แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเสื่อมสภาพหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพป่าชายเลนทำให้ผลผลิตการประมงลดลง ดังเช่น การวิเคราะห์ภาพถ่ายจากดาวเทียมบริเวณปากแม่น้ำเวฬุ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ในช่วง พ.ศ. ๒๕๒๕-๒๕๓๕ พบว่า การทำนากุ้งเป็นสาเหตุหลักของการทำลายป่าชายเลน โดยเฉพาะหลังจาก พ.ศ. ๒๕๓๑ นั้น พื้นที่ป่าชายเลนลดลงอย่างมาก ใน พ.ศ. ๒๕๓๒ ผลผลิตการประมงเฉลี่ยต่อปีลดลงจาก ๑๖.๐๗๖ ตัน (ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๑๗ -๒๕๓๑) เป็น ๑๐.๒๘๑ ตัน (ระหว่างพ.ศ. ๒๕๓๒ - ๒๕๓๖) หรือลดลงร้อยละ ๑๖.๐๕ การเสื่อมสภาพของป่าชายเลนส่งผลกระทบต่อชนิดและปริมาณของสัตว์ทะเลหน้าดินในป่าชายเลนอย่างชัดเจน ซึ่งผลการศึกษาสัตว์ทะเลหน้าดินในป่าชายเลนที่ถูกตัดฟันและป่าชายเลนธรรมชาติพบว่า ป่าชายเลนธรรมชาติมีความหนาแน่นของสัตว์ชนิดต่างๆมากกว่าป่าชายเลนที่ถูกตัดฟัน เช่น ปริมาณปูก้ามดาบและปูแสม เป็นต้น ความหนาแน่นของสัตว์ทะเลหน้าดินในบริเวณป่าชายเลนปลูกบนพื้นที่เหมืองแร่เดิมโดยเฉลี่ยมีค่าน้อยกว่าป่าชายเลนธรรมชาติ

การทำนากุ้งหรือขุดบ่อเลี้ยงปลา


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนเพื่อการประมงชายฝั่ง เช่น ทำนากุ้งหรือขุดบ่อเลี้ยงปลานั้น มักจะก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการลงทุนด้านเศรษฐกิจและผลผลิตที่ได้จะคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ ปัญหาที่ตามมาคือ การเสื่อมสภาพของป่าชายเลนซึ่งส่งผลกระทบถึงผลผลิตการประมงชายฝั่งในระยะยาว การทำนากุ้งในบริเวณชายฝั่งทะเลในประเทศไทย โดยเฉพาะในอ่าวไทยในรอบ ๑๕ ปีที่ผ่านมา พบว่า พื้นที่ที่ขยายทำนากุ้งเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงระยะเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดเพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา พื้นที่ขยายทำนากุ้งหรือทำบ่อเลี้ยงปลาในบางแห่งนั้นเป็นพื้นที่ป่าชายเลน ทั้งที่เป็นป่าธรรมชาติและป่าเสื่อมสภาพรวมอยู่ด้วย ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ถึงแม้พื้นที่สำหรับการเลี้ยงกุ้งจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ผลผลิตกุ้งไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนกับพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นเลย อาจสรุปได้ว่า เราเสียประโยชน์-มากกว่าได้รับประโยชน์หรือไม่ โดยเฉพาะการเสื่อมสภาพของพื้นที่ป่าชายเลนในปัจจุบัน พื้นที่เลี้ยงกุ้งเหล่านี้ก็ถูกทิ้งร้างว่างเปล่า หรือเปลี่ยนสภาพเป็นนาเกลือ เป็นหมู่บ้านจัดสรรและโรงงาน การทำนากุ้งหรือขุดบ่อเลี้ยงปลา ทำให้พื้นที่ป่าชายเลนบางส่วนต้องสูญเสียไปเนื่องจากการตัดถางป่า นอกจากนี้ การขุดเป็นบ่อมีคันดินกั้นน้ำต่างๆทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลและการขึ้นลงของน้ำทะเล ซึ่งจำเป็นต่อการเติบโตของพรรณไม้และสัตว์บางชนิดในป่าชายเลน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าบริเวณดังกล่าวมีการขุดคลองชลประทานเพื่อที่จะนำน้ำจืดลงสู่บริเวณป่าชายเลน ก็จะทำให้ความเค็มของน้ำในบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลกระทบถึงการปรับตัวของพรรณไม้ และสัตว์นานาชนิดที่อาศัยอยู่ในบริเวณป่าชายเลน
นอกเหนือจากผลกระทบของการทำนากุ้งที่มีต่อระบบนิเวศป่าชายเลน โดยเฉพาะต่อกลุ่มประชากรสัตว์แล้ว ยังมีกิจกรรมของมนุษย์ในรูปอื่นๆ เช่น การตัดไม้เพื่อเป็นเชื้อเพลิง การทำเหมืองแร่ในทะเล และการขยายตัวเมืองและเขตอุตสาหกรรมบริเวณชายฝั่งทะเล การเสื่อมสภาพของป่าชายเลนในบริเวณอ่าวไทยตอนในระยะก่อนที่จะมีการตื่นตัวเพื่อใช้พื้นที่ทำนากุ้งนั้น มักเกิดจากการใช้ทรัพยากรป่าไม้ชายเลนเพื่อเป็นเชื้อเพลิงมากเกินอัตราการผลิต การตัดไม้ในบริเวณกว้างเพื่อขายเป็นซุง หรือเพื่อทำการเผาถ่าน ซึ่งจะทำให้พื้นที่ป่าลดลงอย่างมาก และทำให้การฟื้นสภาพของป่าตามธรรมชาติเป็นไปได้ยากและใช้เวลานานมาก

การฟื้นฟูและการปลูกป่าชายเลน


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ในปัจจุบัน สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากคือ อัตราการเสื่อมสภาพของป่าชายเลนทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าความพยายามของมนุษย์ที่จะทำการอนุรักษ์ ตลอดจนฟื้นฟูและปลูกป่าชายเลน อัตราการเสื่อมสภาพของป่าชายเลนจะเร็วกว่าการศึกษาวิจัยในเรื่องต่างๆของระบบนิเวศป่าชายเลน โดยเฉพาะแนวทางในการฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนและการปลูกป่า ซึ่งแนวทางในการศึกษาการปลูกและการฟื้นฟูป่าชายเลนจำเป็นอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่งที่สำคัญนี้ให้แก่อนุชนรุ่นหลังต่อไป ความสำเร็จในการฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคือ ประชาชนในท้องถิ่น เจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรเอกชน และนักวิชาการหลายสาขาวิชา นักวิชาการจะมีบทบาทในการหาวิธีการที่เหมาะสมที่ใช้ในการปลูกป่าและฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนในแต่ละพื้นที่ และควรมีการประเมินผลการปลูกและฟื้นฟูป่าชายเลนในแต่ละพื้นที่ด้วย
การปลูกสวนป่าชายเลนในประเทศไทยเริ่มครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๖๒ ที่สวนป่าบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๐๔ เริ่มมีการปลูกสวนป่าทดแทนในพื้นที่เสื่อมโทรม เช่น ที่จังหวัดจันทบุรี ชุมพร นครศรีธรรมราช กระบี่ ตรัง และปัตตานี วัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นแหล่งผลิตไม้ฟืนสำหรับเผาถ่าน และเพื่อฟื้นฟูสภาพป่าที่เสื่อมโทรม อีกทั้งเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนด้วย พื้นที่ที่ทำการปลูกป่าและฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนที่ดำเนินการอยู่ ได้แก่ บริเวณพื้นที่ดินเลนงอกใหม่ บริเวณป่าชายเลนที่เสื่อมโทรม บริเวณพื้นที่ผ่านการทำเหมืองแร่ บริเวณป่าชายเลนที่มีแม่หอบ และพื้นที่ป่าชายเลนที่ผ่านการทำนากุ้ง ในระยะหลังได้มีการรณรงค์ให้ชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ มีส่วนร่วมในการปลูกสวนป่าชายเลนนี้ด้วย เช่น ที่จังหวัดสมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี และตรัง เป็นต้น ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างความสำเร็จของการปลูกและฟื้นฟูป่าชายเลนจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเกิดขึ้นจากความรักและความหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติป่าชายเลนของผู้นำชาวบ้านและชาวบ้าน รวมทั้งความตั้งใจจริงในความร่วมมือประสานงานด้านการจัดการทรัพยากรป่าชายเลน



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ | ย้อนกลับ ]
Copyright © 1997 Thai Junior Encyclopedia Project Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.