ขั้นตอนในการเพาะเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อในประเทศไทยมีอะไรบ้าง

การจัดหาพ่อแม่พันธุ์ การเพาะพันธุ์
การอนุบาล ขนาด ความหนาแน่นของหอย และระยะเวลาในการเลี้ยง

การจัดหาพ่อแม่พันธุ์


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การจัดหาพ่อแม่พันธุ์หอยเป๋าฮื้อสำหรับการเพาะพันธุ์นี้ สามารถกระทำได้ ๒ วิธีใหญ่ๆ คือ (๑) การรวบรวมพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติ (๒) การใช้พ่อแม่พันธุ์ที่ได้มาจากการเพาะเลี้ยง (ซึ่งข้อดีข้อด้อยและข้อได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างแหล่งที่มาของพ่อแม่พันธุ์ทั้ง ๒ วิธี จะไม่กล่าวถึงในที่นี้แต่ว่าไม่ว่าจะได่พ่อแม่พันธุ์มาด้วยวิธีใดก็ตามลักษณะของพ่อแม่พันธุ์ที่ดี คือ มีขนาดความยาวเปลือกประมาณ ๗-๑๐ เซนติเมตร หรือมีน้ำหนักตัวอยู่ระหว่าง ๘๐-๑๒๐ กรัม จะต้องมีความสมบูรณ์แข็งแรง และเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วเมื่อถูกแสงสว่าง เมื่อจับขึ้นมาก็จะเกาะดูดติดกับมืออย่างรวดเร็วและแน่น เมื่อปล่อยกลับก็เกาะติดพื้นอย่างรวดเร็ว เปลือกต้องมีลักษณะสมบูรณ์ เป็นมันวาว ไม่ผุกร่อน ถ้าปรากฏว่ามีสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นเกาะติดอยู่ตามเปลือก ก็จะต้องขูดออก และทำความสะอาดให้เรียบร้อย ก่อนที่จะนำเข้ามาในระบบขุน (การขุนพ่อแม่พันธุ์เป็นการเร่งให้พ่อแม่พันธุ์มีความพร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้เร็วขึ้น) นอกจากนี้ ควรสังเกตดูตามตัวโดยทั่วในบริเวณที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ว่าจะต้องไม่ปรากฏบาดแผล หรือมีสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นเกาะติดอยู่ ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีระยะการเจริญพันธุ์อยู่ในระยะที่ ๒ ตามที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่แล้ว เพราะจะสามารถนำมาเพาะพันธุ์ได้เลยโดยไม่ต้องทำการขุน หลักเกณฑ์ง่ายๆในการขุนก็คือ การจัดสภาพแวดล้อมที่สะอาด โดยให้มีน้ำทะเลที่สะอาดไหลเวียนอยู่อย่างสม่ำเสมอประมาณร้อยละ ๓๐๐ ต่อวัน มีที่หลบซ่อน และมีอาหารตามที่ต้องการ จัดให้มีระยะเวลาสว่างและมืดอย่างละ ๑๒ ชั่วโมงเท่ากัน ในรอบวัน ควรคุมความเข้มของแสงในเวลากลางวันให้อยู่ประมาณร้อยละ ๕๐-๗๐ ของปริมาณแสงปกติ ความหนาแน่นในบ่อขุนไม่ควรเกิน ๔ กิโลกรัมต่อตารางเมตรสำหรับบ่อขนาด ๒.๕ ลูกบาศก์เมตร และต้องหมั่นตรวจสอบระยะการเจริญพันธุ์ เมื่อพบว่า มีการพัฒนาตั้งแต่ระยะที่ ๒ ขึ้นไป ก็จะนำพ่อแม่พันธุ์เหล่านี้ไปทำการเพาะพันธุ์ต่อไป

การเพาะพันธุ์


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การเพาะพันธุ์ประกอบด้วยการกระตุ้น หรือการชักนำให้เกิดการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ และการควบคุมการปฏิสนธิ จัดเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการผลิตลูกหอย พ่อแม่พันธุ์ที่มีระยะการเจริญพันธุ์สูงๆ อาจได้รับการกระตุ้นให้ปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ได้โดยการย้ายบ่อ อย่างไรก็ดี การกระตุ้นโดยใช้น้ำทะเลที่ผ่านแสงอัลตราไวโอเลตเป็นวิธีการที่ให้ผลดี และมีความเหมาะสมในหลายประการ จึงเป็นวิธีการที่ใช้กันเป็นประจำในโรงเพาะฟักที่สถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลและศูนย์ฝึกนิสิต เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี วิธีการดังกล่าวช่วยในการควบคุมการปฏิสนธิ และช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆที่มีสาเหตุมาจากการแก่งแย่งของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ (Sperm competition) โดยเฉพาะในกรณีที่ปล่อยให้มีการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์เองตามธรรมชาติในระบบการเพาะพันุ์แบบรวม ยิ่งไปกว่านั้น วิธีการ กระตุ้นดังกล่าวยังเป็นวิธีการที่จำเป็นเมื่อต้องการให้มีการผสมผสานเอาวิธีการทางพันธุศาสตร์ เช่น โปรแกรมการคัดเลือกเพื่อการผสมพันธุ์ ซึ่งได้แก่ การคัดเลือกพันธุ์ การทำลูกผสม และเทคโนโลยีชีวภาพ เช่น การจัดการในระดับชุดโครโมโซม มาประกอบกับกระบวนการเพาะพันธุ์หอยเป๋าฮื้อในอนาคต ด้วย ส่วนการควบคุมอัตราส่วนของน้ำเชื้อและไข่ที่เหมาะสมในทางปฏิบัตินั้น ทำได้โดยการทดลองจัดอัตราส่วนในระดับต่างๆก่อนการผสมจริง และติดตามผลการผสมด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อดูสัดส่วนการผสม และปริมาณเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ที่เหลือ หรือเกาะอยู่ตามเปลือกไข่จนเป็นที่พอใจก่อนการผสมจริง เพื่อป้องกันสัดส่วนการปฏิสนธิที่ต่ำเกินไป (น้อยกว่าร้อยละ ๘๐) ในกรณีที่มีเซลล์สืบพันธุ์จำนวนสูงมากเกินไปจนเกิดการพัฒนาของไข่ที่ผิดปกติได้
การเพาะพันธุ์อาจทำในถังพลาสติกขนาดต่างๆ หรือในถังและบ่อไฟเบอร์กลาสส์ ในที่นี้จะกล่าวถึง การดำเนินการในบ่อไฟเบอร์กลาสส์รูปกรวยขนาดความจุ ๐.๕ ลูกบาศก์เมตร ที่มีการปรับอัตราไหลของน้ำทะเลให้มีความเข้มของแสงอัลตราไวโอเลตอยู่ประมาณ ๘๐๐ มิลลิวัตต์/ลิตร/ชั่วโมง ทำการแยกหอยเพศผู้และเพศเมียให้อยู่กันคนละบ่อ หรืออาจจะใช้เพศผู้และเพศเมียรวมอยู่ในบ่อเดียวกันก็ได้ โดยจัดให้สัดส่วน ระหว่างเพศเมียและเพศผู้เท่ากับ ๕ : ๑ โดยปกติแล้วหลังจากการกระตุ้น พ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์เพศก็จะเริ่มปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ในช่วงเวลาประมาณ ๐๒.๐๐ น. - ๐๖.๐๐ น. ของเช้าวันรุ่งขึ้น หอยเพศผู้มักจะปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ออกมาก่อน น้ำเชื้อเพศผู้ที่แข็งแรงจะเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วเมื่อมองด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่กำลังขยาย ๑๐x๔๐ เท่า สำหรับไข่หอยที่ปล่อยออกมาจะมีลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆสีเขียวจมอยู่ที่พื้นถัง หรืออาจเกาะกันเป็นกลุ่ม ไข่ที่ดีจะมีลักษณะกลมและเห็นเปลือกไข่ได้อย่างชัดเจน เมื่อมองด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่กำลังขยาย ๑๐x๑๐ เท่า ไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว จะมีพัฒนาการและฟักเป็นตัวอ่อนระยะทรอโคฟอร์ ในระยะเวลาประมาณ ๕ ชั่วโมง ที่อุณหภูมิประมาณ ๒๘ องศาเซลเซียส

การอนุบาล


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ตัวอ่อนระยะทรอโคฟอร์ที่แข็งแรงจะเคลื่อนที่เข้าหาแสง โดยว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำเมื่อแสงอยู่ด้านบน ส่วนตัวอ่อนที่อ่อนแอจะจมลงบนพื้นของถังอนุบาล และตายในที่สุด ดังนั้น การเก็บรวบรวมทำได้โดยการปิดน้ำและอากาศในถัง จากนั้นใช้วิธีกาลักน้ำดูดเอาตัวอ่อนที่แข็งแรงบริเวณผิวน้ำมาเก็บไว้ในถัง เพื่อตรวจสอบความหนาแน่น จากนั้นนำลงไปเลี้ยงในถังอนุบาลตัวอ่อนที่มีน้ำไหลผ่านไส้กรองขนาด ๑ ไมครอนที่อัตราไหล ๐.๕ ลิตรต่อนาที ความหนาแน่นของการเลี้ยงจะอยู่ระหว่าง ๕-๑๐ ตัวต่อมิลลิลิตร ขึ้นอยู่กับปริมาตรของถังอนุบาล ถังอนุบาลใหญ่จะมีความหนาแน่นของการเลี้ยงได้สูง ตัวอ่อนระยะนี้จะพัฒนาไปเป็นตัวอ่อนระยะเวลิเจอร์ และตัวอ่อนระยะคืบคลาน และพร้อมที่จะลงเกาะภายในเวลาอีก ๑-๒ วัน ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ความเค็ม และความหนาแน่นที่ใช้เลี้ยง เนื่องจากตัวอ่อนในระยะนี้ยังใช้อาหารจากไข่แดงที่มีอยู่ จึงยังไม่ต้องให้อาหาร เมื่อตรวจสอบพบตัวอ่อนระยะคืบคลานในระยะหลัง (late creeping larvae) ก็ย้ายลูกหอยลงในถังเกาะ ซึ่งเป็นถังไฟเบอร์กลาสส์ขนาด ๐.๕x๒.๐x๐.๕ ลูกบาศก์เมตร ในระยะแรกที่ย้ายลูกหอยลง จะปิดน้ำและอากาศเป็นเวลาประมาณ ๔-๕ ชั่วโมง เพื่อให้ลูกหอยมีโอกาสสำรวจ และเกาะบนแผ่นอาหารที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้วประมาณ ๓-๔ วัน หลังจากนั้น จึงให้อากาศ และให้มีน้ำทะเลสะอาดไหลผ่านเครื่องกรองขนาด ๕ ไมครอนที่อัตราไหล ๐.๕-๑ ลิตรต่อนาที นอกจากนี้แล้ว ในถังดังกล่าวยังมีปุ๋ยน้ำใส่ไว้ให้หยดในสัดส่วน ๑๕-๒๐ หยดต่อนาที ลูกหอยจะใช้เวลาอีกประมาณ ๑-๓ วัน เพื่อคืบคลานและกินอาหารบนแผ่นอาหาร หลังจากนั้น ก็จะเริ่มต้นสร้างเปลือก และพัฒนาจนเกิดรูหายใจรูแรกบนเปลือก ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๑ เดือน ความยาวเปลือกของลูกหอยในระยะนี้อยู่ระหว่าง ๐.๑๕-๐.๓ เซนติเมตร และลูกหอยจะเริ่มกินอาหารประเภทสาหร่ายชนิดเกาะติดได้หลายอย่าง ดังนั้น เราสามารถจะย้ายแผ่นอาหารไปไว้ในที่ที่มีแสงสว่างมากขึ้นกว่าเดิมได้ จนอีกประมาณ ๓ เดือน เมื่อลูกหอยมีขนาดประมาณ ๐.๕-๑ เซนติเมตร ลูกหอยเริ่มกินสาหร่ายใบประเภท Gracilaria spp. และ Enteromorpha spp. ได้ รวมทั้งสามารถฝึกให้กินอาหารเม็ดควบคู่กันไปได้ด้วย จนกระทั่งในที่สุดให้อาหารเม็ดเพียงอย่างเดียว จากนั้นสามารถจำหน่าย หรือขนย้ายลูกหอยในระยะนี้เข้าสู่ระบบการเลี้ยงให้มีขนาดตามที่ตลาดต้องการได้

ขนาด ความหนาแน่นของหอย และระยะเวลาในการเลี้ยง

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
ขนาดของหอยเป๋าฮื้อที่เหมาะสมสำหรับการนำมาเลี้ยงนั้น มีได้ตั้งแต่ความยาวเปลือก ๐.๕ เซนติเมตร ๑ เซนติเมตร และ ๓ เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของระบบการเลี้ยง ความสามารถ รวมทั้งความพอใจของผู้เลี้ยง ถ้าใช้ลูกหอยขนาดเล็กจะมีความเสี่ยงมาก เพราะต้องให้การดูแลเอาใจใส่มาก ลูกหอยมีอัตราการตายสูง และใช้ระยะเวลานานในการเลี้ยงจนถึงขนาดที่ตลาดต้องการ แม้ว่าลูกหอยที่นำมาเลี้ยงจะมีราคาถูก ทางที่เหมาะสมน่าจะใช้ลูกหอยที่มีความยาวเปลือกประมาณ ๑ เซนติเมตร ทั้งนี้เพราะหอยขนาดนี้สามารถฝึกให้กินสาหร่ายใบ หรืออาหารสำเร็จรูปได้โดยไม่ยุ่งยาก การเลี้ยงควรเริ่มที่ความหนาแน่น ๑,๕๐๐-๒,๐๐๐ ตัวต่อตารางเมตร ให้มีระดับน้ำสูงประมาณ ๕๐-๘๐ เซนติเมตร ที่ สถานีวิจัยสัตว์ทะเลอ่างศิลา จังหวัดชลบุรี มีบ่อ ขนาดประมาณ ๐.๘x๓.๐x๐.๘ ลูกบาศก์เมตร สามารถใช้เลี้ยงลูกหอยขนาด ๑ เซนติเมตร ได้เป็นจำนวน ๕,๐๐๐ ตัว ให้มีการไหลเวียนของน้ำทะเลในบ่อร้อยละ ๑๐๐-๑๕๐ ต่อวัน การเลี้ยงในลักษณะนี้จะได้หอยที่มีความยาวเปลือกประมาณ ๓ เซนติเมตร ในระยะเวลาประมาณ ๔-๖ เดือน จากนั้นจึงลดความหนาแน่นลงเป็น ๒๐๐-๕๐๐ ตัวต่อตารางเมตร แล้วจึงเลี้ยงต่ออีกประมาณ ๖-๑๒ เดือน (ขึ้นอยู่กับขนาดที่ต้องการจะจำหน่าย) จึงจะได้หอยที่มีขนาดความยาวเปลือก ๕-๗ เซนติเมตร และมีน้ำหนักตัวอยู่ระหว่าง ๒๐-๕๐ กรัม อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ที่ยังไม่ค่อยมีความชำนาญอาจเริ่มเลี้ยงจากลูกหอยที่มีขนาดความยาวเปลือกประมาณ ๒ เซนติเมตร เพื่อที่จะให้เกิดความชำนาญและง่ายต่อการดำเนินการเลี้ยงให้ได้ขนาดที่ตลาดต้องการ ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๘-๙ เดือน และมีอัตรารอดตายอยู่ที่ประมาณร้อยละ ๘๕ ขึ้นไป



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ | ย้อนกลับ | ดูต่อ... ]
Copyright © 1997 Thai Junior Encyclopedia Project Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.