ในเนื้อที่ ๑ ไร่ หากใช้ต้นกล้าปลูกควรจะปลูกประมาณกี่ต้น
ดินที่เป็นควน ควรทำชานดินแบบใด เพื่อให้ดินที่จะใช้ปลูกต้นยางช่วยเก็บน้ำและรักษาดินมิให้พังทลาย
ต้นยางพันธุ์ดีมีสภาพแตกต่างกันอย่างไร
น้ำยางสามารถนำมาผลิตยางชนิดต่างๆ ได้แก่อะไรบ้าง

ในเนื้อที่ ๑ ไร่ หากใช้ต้นกล้าปลูกควรจะปลูกประมาณกี่ต้น


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ในทางปฏิบัติที่ดีในเนื้อที่ ๑ ไร่ ควรจะมีต้นยางที่ได้ขนาดกรีดแล้วเพียงไร่ละประมาณ ๕๐-๕๕ ต้น ในการปลูกจำเป็นต้องปลูกเผื่อต้นตายหรือต้นแคระแกร็นไว้ด้วย ฉะนั้น ในการกะระยะปลูกควรคำนึงถึงจำนวนต้น และคำนึงถึงความเจริญของต้นยาง อย่าให้เบียดกันจนเป็นเหตุให้ต้นแคระแกร็นถ้าปลูกด้วยต้นกล้าที่จะต้องปลูกให้ได้ไร่ละประมาณ ๘๐ ต้น เพราะต้นกล้าแม้ว่าจะเป็นเมล็ ดจากต้นพันธุ์ดีเพียงใดก็ตาม ย่อมจะมีต้นอ่อนแอ และอาจเป็นเมล็ดที่ถูกผสมกับต้นอื่นๆ จึงต้องปลูกเผื่อไว้เล็กน้อย และถ้าปลูกด้วยตอติดตาหรือต้นติดตา หรือจะติดตาในแปลงภายหลัง ต้นที่ใช้ปลูกเหล่านี้เป็นพันธุ์แท้ไม่กลาย จะปลูกเพียงไร่ละ ประมาณ ๗๐ ต้น เท่านั้นก็พอ
(๑)ถ้าเป็นพื้นที่ราบ ควรปลูกแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าโดยใช้ระยะให้ใกล้กับสีเหลี่ยมจัตุรัส เช่น ๔x๕ เมตร ๔.๕x๕ เมตร ๓.๕x๖ เมตร ถ้าต้องการปลูกพ ืชเพื่อหารายได้ชั่วคราวระหว่างแถวยาง หรือเป็นที่ที่มีฝนชุกต้องการให้เปลือกต้นยางแห้งเร็ว จะใช้ระยะตามข้อ (๒) ก็ได ้ ระยะตามข้อ (๒) ถ้าใช้ในที่ราบเรียกว่า ปลูกแบบถนน ถ้าไม่ต้องการปลูกพืชเพื่อหารายได้ หรือไม่มีวัตถุประสงค์อย่างอื่นแล้ว ก็ ไม่จำเป็นที่จะใช้ระยะตามข้อ (๒) เพราะจะทำให้เกิดภาระในการปราบวัชพืชเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้น การที่เปิดช่องไว้กว ้าง จะทำให้รับลมมากเกินไป ถ้ามีลมแรงหรือพายุ ต้นยางอาจหักหรือโค่นลงได้
(๒)ถ้าเป็นที่ควนเขาหรือที่ลาด ควรใช้ระยะระหว่างต้นให้ถี่ และระยะระหว่างแถว คือ ซานดินที่เป็นขั้น ๆ ให้ห่าง เพื่อให้จำนวนขั้นบ ันไดน้อยลง โดยใช้ระยะ ๒.๕x๙ เมตร ๓x๗ เมตร หรือ ๓x๘ เมตร
(๓)ถ้าเป็นสวนยางขนาดเล็ก เช่น สวนยางขนาดเนื้อที่ไม่เกิน ๕x๖ ไร่ ต้องการจะอาศัยปลูกพืชอื่นเก็บกินเป็นการถาวรทุก ๆ ปี เช่น พืชล้มลุกหรือพืชอายุนานแต่เป็นต้นเล็ก ๆ เช่น กล้วย พริก สับปะรด ในกรณีนี้จะปลูกต้นยางโดยใช้แบบรั้วแถวเดียวก็ได้แต่ละแถวให้ห่างกันเพียง ๒ เมตร หรือจะใช้แถวคู่ก็ได้ แต่ต้องให้ระยะแถวคู่แต่ละคู่ห่างกัน ๑๖-๑๘ เมตร และแถวคู่ทุก ๆ แถว ต้องปลูกต้นยางเป็นรูปฟันปลาห่างหัน ๒.๕x๔ เมตรการปลูกแบบรั้วแถวคู่โดยใช้ระยะดังกล่าวนี้ อาจจะแก้ปัญหาต้นยางเอียงออกได้ดีขึ้น
การใช้ระยะปลูกต้นยางตามข้อ (3) เป็นแบบที่ไม่ดีนัก เพราะเป็นแบบที่ต้นยางอยู่ชิดกันเกินไป และวัชพืชเจริญรวดเร็ว ถ้าไม่ใช้ที่ดินที่ว่างอยู่นี้ให้เกิดประโยชน์เป็นการถาวรแล้ว ไม่ควรใช้ระยะปลูกแบบนี้นอกจากปรากฏข้อเสียดังกล่าวแล้ว การปลูกแบบนี้ยังปลูกต้นยางได้ร้อยต้น คือ ปลูกได้ไร่ละประมาณ ๕๐-๖๐ ต้น เท่านั้น และถ้าปลูกแถวคู่ ต้นยางอาจจะไม่สมบูรณ์เต็ มที่และลำต้นมักจะเอียงออก ฉะนั้น ก่อนที่จะปลูกแบบนี้ จะต้องคิดให้รอบคอบก่อนว่า จะใช้ที่ดินที่ว่างปลูกอะไรแน่ และพ ืช ที่จะปลูกนั้นจะได้ผล ช่วยให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าที่จะปลูกต้นยางอย่างเดียวหรือไม่

ดินที่เป็นควน ควรทำชานดินแบบใด...
เพื่อให้ดินที่จะใช้ปลูกต้นยางช่วยเก็บน้ำและรักษาดินมิให้พังทลาย


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การทำชานดินขั้นบันไดให้ได้ระดับ
ที่ดินที่เป็นเนินหรือควนสูงยังใช้ทำประโยชน์ได้ โดยปรับพื้นที่ให้เป็นชานดินเหมือนกับขั้นบันไดให้ได้ระดับขนา นไปกับพื้นดิน บางทีอาจต้องทำชานดินเป็นชั้น ๆ อ้อมไปตามไหล่เนินหรือควนทั้งลูก เครื่องมือในการหาระดับอย่างง่าย ๆ เช่น ใ ช้ระดับน้ำในสายยางชนิดใส หรือใช้ไม้แนวระดับซึ่งมีขาสูงเท่ากัน ๒ ขา มีระดับน้ำติดไว้ตรงกลางของไม้ยาวที่ยึดขาทั้ง ๒ ไว้ หรือจะใช้ "ดิ่งหน้าจั่ว" ซึ่งมีเชือกผูกลูกดิ่งห้อยลงจากมุมบนของหน้าจั่วก็ได้
ความสำคัญของ "ดิ่งหน้าจั่ว" คือ ทุกๆ ครั้งที่เชือกลูกดิ่งจากมุมบนของจั่วอยู่ที่จุดศูนย์กลางของฐานจั่ว ขาของหน้าจั่วที่ ยื่นออกไปเท่ากันทั้ง ๒ ข้าง จะอยู่ในระดับเดียวกันเมื่อตั้งต้นจากจุดหนึ่ง สมมุติว่า ขาของจั่วข้างหนึ่งวางอยู่ตรงหมุดที่ ๑ และขาอีกข้างหนึ่งวางอยู่ที่หมุดที่ ๒ เมื่อขยับขาจั่วทั้ง ๒ ข้างให้เส้นดิ่งอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของฐานจั่ว ระดับของขาจั่วอ ยู่ตรง หมุดที่ ๓ ก็จะได้ระดับเดียวกันกับหมุดที่ ๒ และจะอยู่ในระดับเดียวกันกับหมุดที่ ๑ ด้วย ทำเรื่องๆ ไปตามวิธีนี้ ระดับที่จะ ได้ ตรงหมุดที่ ๔-๕-๖ และต่อๆ ไปจะเท่ากันเสมอและถ้าทำไปรอบ ๆ เนินจะวนกลับมาถึงหมุดที่ ๑ หน้าจั่วที่จะใช้ ควรให้สูงประมาณ ๒ เ มตร สำหรับระยะระหว่างขาจั่วทั้ง ๒ ข้าง จะถ่างให้ตรงพอดีกับระยะปลูกที่ต้องการได้ยิ่งดี เช่น หน้าจั่วก้าวไป ๒ ครั้งให้ได้ระยะ ๓ เมตร พอดีที่จะปักหมุดสำหรับปลูกต้นยาง ๑ ต้นการหาระดับทำขั้นบันได ควรจะทำจากยอดเนินลงมา ระยะระหว่างขั้นควรให้ระยะตาม ข้อ ๓(๒) ข้างต้น ระยะขั้นจะถี่ห่างเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความชันของเนินหรือควนด้วย ถ้าชันมากจะใช้ระยะถี่ขึ้นเล็กน้อยได้ (ระยะที่กล่าวนี้ หมายถึง ระยะถี่ห่างกันทางอากาศของต้นยาง ไม่ใช่ระยะที่วัดบนดินที่ลาดเอียง) การทำชานดินเป็นขั้นบัน ได ทำให้ใช้ที่ดินได้ประโยชน์ขึ้นแทนที่จะทิ้งที่ดินที่เป็นควนขาให้เสียไป การปลูกต้นยางที่ดินควนเขาตามวิธีนี้เป็นการช่วยเก็บน้ำและรักษาดินมิให้พังทลายด้วย ชานดินดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นได้ โดยตัดดินลึกเข้าไปในเนินเหมือนกับจะทำถนนเลียบเขา แนวชานดินกว้างประมาณ ๑.๕-๒ เมตร เอียงเข้าไปทางเนิน น้ำฝนที่ตกลงมาจะไหลเข้าไปในเนินดิน จะมี คัน ดินด้านนอกกั้นมิให้น้ำไหลตกลงมาจากชาน

ต้นยางพันธุ์ดีมีสภาพแตกต่างกันอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การปลูกต้นยาง
ต้นยางที่จะใช้ปลูกจะต้องเป็นต้นยางพันธุ์ดี ซึ่งมีสภาพต่าง ๆ กัน คือ
(๑)กล้ายางพันธุ์ดี (หรือถ้าจะติดตาในแปลงก็จะต้องปลูกกล้าธรรมดาไว้ก่อน) ต้นกล้ายางพันธุ์ดีที่จะใช้ปลูกมี ๓ ขนาด ด้วยกัน คือ
กล้าขนาดเล็ก โคนต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑.๕-๒ เซนติเมตร
กล้าขนาดกลาง โคนต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒-๓.๕ เซนติเมตร
กล้าขนาดใหญ่ โคนต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ ๓.๕ เซนติเมตรขึ้นไป
กล้าขนาดใหญ่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการถอนต้นแพงกว่ากล้าขนาดที่เล็กกว่าต้นกล้าที่เหมาะแก่การปลูก คือ ต้นกล้าขนาดกล างซึ่งไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไป สะดวกทั้งในการขุด ถอนและการขนย้ายเข้าไปปลูกในสวน กล้าที่จะเอาไปปลูกนี้จะต้องตัดเอาส่วนยอดซึ่งมีเปลือกสีเขียวออก ให้เหลือส่วนที่เป็นสีเขียวปนน้ำตาลเพียง ๑๐-๑๕ เซนติเมตร และตรงที่ตัดยอดออก ควรจุ่มด้วยขึ้นผึ้งเหลวเสียก่อนเพื่อป้องกันมิให้น้ำเลี้ยงในลำต้นระเหยออกเร็วเกินไปต้นกล้าที่ถอนขึ้นจากดินแล้ว (ถ้าถอนไ ม่ขึ้นควรใช้เสียมขุดช่วย) ถ้าเป็นขนาดเล็กจะมีรากแก้วยาวประมาณ ๒๐-๓๐ เซนติเมตร ถ้าขนาดกลางรากแก้วยาวประมาณ ๓๕-๔๕ เซนติเมตร กล้าขนาดกลางและกล้าขนาดใหญ่อาจมีรากแขนงยาว ควรตัดออกเสียบ้างให้เหลือประมาณ ๑๐-๑๕ เซนติเมตร
(๒)ต้นตอติดตา คือ ต้นตอที่ติดตาไว้แล้ว แต่ตายังไม่แตกยอด ถ้ามีแปลงขนายพันธุ์ยางแลมีต้นกล้าซึ่งจะใช้เป็น "ต้นตอ " สำหรับติดตาได้ขนาดสำหรับติดตาอยู่พร้อมแล้ว เพียงแต่ติดตามในแปลงต้นหล้าแล้วย้ายไปปลูกในสวนจะทุ่นเวลาและค่าใช้ จ่ายในการดูแลรักษาสวนประมาณ 1 ปี การถอนต้นตอที่ติดตาแล้วให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับถอนต้นกล้า แต่จะต้องระวังตาที่เพ ิ่งติดไว้มิให้ชอกช้ำ โดยปกติเมื่อแน่ใจว่าตาติดแน่แล้วแต่ยังไม่ผลิออกมาก็เป็นอันย้ายได้ก่อนจะย้อยต้นมาให้ตัดยอดให้เหลือเพียง ๑๐-๑๕ เซนติเมตร เหนือรอยติดตาหรือให้เหลือเพียง ๕-๖ เซนติเมตร ถ้าเป็นต้นตอติดตาเขียว
ข้อควรระมัดระวังสำหรับการปลูกต้นตอติดตาก็คือ เมื่อย้ายเอาไปปลูกในสวนแล้ว ต้นตอติดตาบางต้น ตายางพันธุ์ดี ที่ติดไว้อาจจะแห้งตายไปและมีตาของลำต้นเดิมงอกออกมาแทน โดยที่เจ้าของสวนยางอาจเข้าใจผิดคิดว่างอกจากตายางพันธุ์ดีจึงปล่อยให้เจริญเติบโตต่อไปกลายเป็นต้นยางพันธุ์เลวแทรกอยู่
(๓)ต้นติดตา คือ ต้นติดตาที่ตางอกเป็นต้นสูงประมาณ ๑ เมตรแล้วการปลูกด้วยต้นติดตาจะเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าต้นที่ใช้ ปลูกในสภาพอย่างอื่นที่กล่าวมาแล้ว เพราะต้นติดตาดังกล่าวนี้ ส่วนมากมีอายุประมาณ ๒ ปี นับตั้งแต่ปีที่เริ่มปลูกต้นตอเ ป็นต้นมาหรืออายุประมาณ 1 ปี ถ้าเป็นตนติดตาเขียวเพราะฉะนั้น ในการขุด การถอน และการย้าย ตลอดจนการปลูก จะต้องเสียเวลาและค่าใช้ จ่ายแพงกว่าต้นเล็กๆ บ้าง นอกจากนั้น หลุมที่ขุดเตรียมไว้จะต้องใหญ่และต้องลึกกว่าปกติอีกด้วย ในปัจจุบันนี้ สามารถเลี้ยงต้นติดตาเขียวในถุงพลาสติกได้นานประมาณ ๑ ปี จึงเห็นว่า การใช้ต้นติดตาเขียวอายุ ๑๐-๑๒ เดือนปลูก จะทุ่นเวลาได้ถึง ๑ ปี คือต้นยางที่ปลูกไ ว้จะกรีดได้ภายใน ๔ ปี เท่านั้น แทนที่จะเป็นเวลา ๕-๖ ปี
วิธีติดตาแบบใหม่ โดยติดตาตั้งแต่ต้นตอยังเขียวอยู่มีอายุเพียง ๓-๔ เดือนเท่านั้น ร่นเวลาได้มาก ปลูกก็ง่ายขึ้น ตายางที่ จะใช้ติดก็หาง่ายขยายพันธุ์ได้เร็วการติดตาตามวิธีใหม่นี้เรียกว่า "การติดตาเขียว" ต้นตอตามวิธีนี้เรียกว่า ต้นต อดตาเขียว แต่ทั่วๆ ไปมักเรียกว่าต้นติดตาเขียว



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ |ย้อนหลัง]
Copyright © 1997 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.