รายละเอียดเกี่ยวกับศาสนา/More Details about the Religion

ศาสนาคริสต์
ศาสานาอิสลาม
ศาสนาพราหมณ์
ศาสนาสิกข์
ศาสนาขงจื๊อ
ศาสนาคริสต์


[ขยายดูภาพใหญ่ ]

ศาสนาคริสต์นับว่าเป็นศาสนาที่สำคัญที่สุดศาสนาหนึ่งของโลก มีประชา ชนนับถือกว่า 1,000 ล้านคน ผู้ที่ให้กำเนิดศาสนาคริสต์ คือ พระเยซู ท่านเกิดที่เมืองเบธเลเฮม แขวงยูดาย กรุงเยรูซาเลม เป็นบุตรคน เดียวของโยเซฟ และมาเรีย ท่านเกิดในตระกูลช่างไม้ เจริญเติบโตขึ้น ในหมู่บ้านนาซาเรธ แขวงทะเลกาลิลี ทางเหนือของประเทศอิสราเอล ปัจจุบัน ตามประวัติกล่าวว่า พระเยซู เป็นเด็กที่เฉลียวฉลาดมาแต่เยาว์ วัย ท่านได้รับการเลี้ยงดูอยู่ในวิหารของชาวยิว ในกรุงเยรูซาเลม มี ชีวิตอยู่อย่างคนธรรมดาสามัญอาจเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมที่มีแต่เรื่องเกี่ยวกับ ศาสนา ธรรมะและนักบวช จึงทำให้ท่านมีใจฝักใฝ่อยู่ในธรรมะและการสั่ง สอนคนจน
เมื่อพระเยซูถูกตรึงไม้กางเขนแล้ว สานุศิษย์คนสำคัญของท่าน คือ เซนต์ปอล ได้ เป็นผู้ช่วยเผยแพร่คริสต์ศาสนาให้แผ่ไพศาลออกไปได้เป็นอัน มาก อีกท่านหนึ่งก็คือ เซนต์ปีเตอร์ ทั้งสองท่านนี้ได้อุทิศชีวิตให้แก่ ศาสนาจนกระทั่งถูกจักรพรรดิโรมันที่ไม่นับถือคำสอนของพระเยซูสั่งจับและให้ ประหารชีวิตเสียทั้งสองคน
ในคริสต์ศาสนามีนิกายที่สำคัญที่สุด ๒ นิกายด้วยกัน คือ นิกายคาทอลิก กับ นิกายโปรเตสแตนต์
  • นิกายคาทอลิก นับว่าเป็นองค์กรใหญ่ในคริสต์ศาสนา โดยอาศัยแรงดันทางการเมืองสนับสนุน และมุ่งเอาคำสอนและการปฏิบัติของ เซนต์ปีเตอร์เป็นหลักถือว่า เซนต์ปีเตอร์เป็นผู้สืบต่อจากพระเยซูโดยตรง
  • นิกายโปรเตสแตนต์ เกิดในภายหลัง มาติน ลูเทอร์ เป็นผู้ให้กำเนิด นิกายนี้ไม่นิยมนับถือ "แม่พระ" คือ พระนางมาเรีย ว่าเป็นบุคคลศักดิ์ สิทธิ์ เห็นควรนับถือเฉพาะพระเยซูองค์เดียวเท่านั้น

คริสต์ศาสนาถือว่า พระเป็นเจ้าเป็นผู้ทรงสร้างเรามา ทั้งนี้ก็เพื่อให้เรา
    • รู้จักพระองค์
    • รักพระองค์
    • ปรนนิบัติพระองค์บนแผ่นดินนี้
เราจึงจะได้เสวยบรมสุขกับพระองค์ในสวรรค์

ศาสนาอิสลาม


[ขยายดูภาพใหญ่ ]

ศาสนาอิสลาม เกิดในประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดศาสนาหนึ่งของโลก ผู้ให้กำเนิดศาสนานี้ คือ ท่านบี มุฮัมมัด ซึ่งคนไทยมักนิยมเรียกว่า พระมะหะหมัด ท่านผู้นี้เกิดที่เมืองเมกกะ (มักกะฮฺ) ในประเทศซาอุดีอาระเบีย เมื่อวัน ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 1113 บิดาของท่านชื่อ อับดุลลอฮฺ มารดาชื่อ อามีนะฮฺ เมื่อท่านเกิดได้เพียง 3 เดือน บิดาก็ถึงแก่กรรม ต่อมามารดาก็มอบให้ ท่านอยู่ในความอุปการะของหญิงรับใช้ของมาลูละฮัม ชื่อนางสุวัยปิยะฮฺ และต่อมาไม่นานนักก็ถูกมอบให้อยู่ ในความเลี้ยงดูของแม่นมชื่อ หะลีมะฮฺ ทั้งนี้เป็นธรรมเนียมของชาวอาหรับที่ต้องฝึกเด็กให้ชินต่อความเป็นอยู่ของชนบท และทะเลทราย เมื่ออายุได้ 6 ขวบจึงได้กลับมาอยู่กับมารดา ในระหว่างที่มารดาพาท่านไปเยี่ยมศพบิดาที่เมืองมะดีนะฮฺ มารดา ท่าน ก็ถึงแก่กรรม นับว่าท่านกำพร้าบิดามารดาตั้งแต่เล็กทีเดียว ต่อมาปู่ของท่านก็รับท่านไปอุปการะอยู่ได้เพียง 2 ปี ปู่ก็ถึงแก่กรรม ท่านจึงได้ อยู่ในความอุปการะของลุง ชื่ออูบู ฏอลิบ เรื่อยมาจนกระทั่งได้ทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนา แต่เพราะความยากจนบีบบังคับ ท่านจึงต้อง ไปรับจ้างเป็นคนเลี้ยงแกะตั้งแต่เยาว์วัยทีเดียว พออายุได้ 12 ขวบ ท่านก็เริ่มรู้จักความเป็นไปของโลก มีอุปนิสัยชอบคิด และช อบท่องเที่ยวไป ในทะเลทราย
ในศาสนาอิสลามไม่มีคำสอนเรื่องกรรม เรื่องเวียนว่ายตายเกิด ถือว่าโลกนี้มีผู้สร้างโลกนี้จึงมีวันแตกดับ วันแตกดับ ของโลก เรียกว่า "วันสุดท้าย" ในคัมภีร์โกหร่าน (อัล-กุรฺอาน) บอกไว้ว่า ในวันสุดท้ายนั้น จะมีเสียงกัมปนาทและสรรพสิ่งในโลกจะหาย ไปหมด น้ำทะเลจะเหือดแห้ง ภูเขาจะลอย ระบบของโลกจะสับสนมาก
ผู้นีบถือศาสนาอิสลามไม่ว่าชายหรือหญิงจะต้องทำ นมาซ คือ การเคารพหรือนมัสการวันละ 5 ครั้ง คือ
    • ในเวลาเช้า ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
    • คล้อยบ่ายราวบ่ายโมงครึ่ง
    • บ่ายประมาณ 3 โมงครึ่งหรือบ่าย 4 โมง
    • หลังพระอาทิตย์ตกดิน
    • เวลาค่ำ ราว 2 ทุ่ม
นอกจากนั้นก็มีการถือศีลอดหรือถือบวช ปีหนึ่งมี 29-30 วัน ซึ่งผู้ที่ถือศาสนาอิสลามไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์หรือยาจก จะต้อง ถือเช่นเดียวกันหมด การถือศีลอดนี้ ห้ามบริโภคอาหาร น้ำ ห้ามใช้เครื่องลูบไล้ของหอมและประพฤติในด้านกามารมณ์ ห้างล่วงเกินกัน ไม่ว่าจะทางกาย ทางวาจาหรือทางใจ ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกการถือศีลอดเป็นการทดลองและฝึกหัดร่าง< WBR>กาย เมื่อยามหิวให้หวนระลึกถึงสภาพของผู้ยากจน เป็นการขัดเกลาจิตให้ผ่องใส ให้มีคุณธรรม
ในศาสนาอิสลามมีข้อห้ามเด็ดขาดอยู่ ๔ ประการด้วยกัน คือ
๑. การรับประทานเนื้อหมูและสัตว์ตายเองซึ่งมิได้เชือด และเลือดของสัตว์
๒. การให้เงินกู้คิดดอกเบี้ย (เพราะศาสนาอิสลามสอนให้คนร่ำรวยช่วยเหลือคนยากจน)
๓. การเสพสุรา และสิ่งเสพติดทั้งหลายที่ให้โทษต่อร่างกาย แม้แต่บุหรี่
๔. การเล่นการพนัน และการเสี่ยงทายทุกชนิด

ศาสนาพราหมณ์


[ขยายดูภาพใหญ่ ]

ศาสนาพราหมณ์เกิดในอินเดียก่อนพุทธศาสนาประมาณ 1,000 ปีขึ้นไป ศาสนานี้แบ่งชนชาติอินเดียออกเป็น 4 วรรณะ ได้แก่ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร พราหมณ์มี หน้าที่เป็นครูอาจารย์ เป็นปราชญ์ ซึ่งเปรียบเสมือนศรีษะที่เป็นบ่อเกิดความคิดสติปัญญา กษั ตริย์มีหน้าที่ปกครองป้องกันประเทศ เปรียบเสมือนอก ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งกำลัง คือกำลังแห่งสังคม แพศย์ หมายถึงพวกพ่อค้า ชาวไร่ ชาวนา เปรียบเสมือนขา ซึ่งเป็นส่วนที่ทรงร่างกายไว้ พวกนี้ควบคุมการเศรษฐกิจของชาติไว้ในกำมือ และศูทร หมายถึงผู้ทำสังคมให้ เคลื่อนที่ก้าวหน้าในการงานทั้งปวง ซึ่งเปรียบเสมือนเท้า
โดยเหตุที่พราหมณ์มีหน้าที่เป็นครู อาจารย์ ความรู้ที่ได้รับจากพราหมณ์ จึงเรียกว่าศาสนาพราหมณ์ ศาสนานี้ไม่มีศาสดาผู้ให้ กำเนิดเหมือนพระพุทธศาสนา หรือคริสต์ศาสนาแต่ถือเทพเจ้าเป็นที่เคารพสักการะ 3 องค์ด้วยกัน คือ พระพรหม พระนารายณ์ และ พระอิศวร

ศาสนาสิกข์


[ขยายดูภาพใหญ่ ]

ศาสนาสิกข์ เป็นศาสนาของชาวอินเดียประมาณ 6 ล้านคน เป็นศาสนาที่มีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้ชาวอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูและ ศาสนาอิสลาม มีความสมัครสมานสามัคคีกันโดยตั้งเป็นลัทธิศาสนาใหม่ขึ้นมา และกำหนดให้มีพระเป็นเจ้าองค์เดียว สำหรับมนุษยชาติทั้งปวง ไม่มีพระเป็นเจ้าของฮินดูองค์หนึ่ง ของมุสลิมองค์หนึ่ง หรือของคริสต์ศาสนิกชนองค์หนึ่งอีกต่อไป
ศาสนาสิกข์แยกออกเป็นนิกายใหญ่ๆ ๒ นิกายด้วยกัน คือ
  • นิกายนานักปันถี หมายถึง ผู้ปฏิบัติตามคำสอนของคุรุนานักซึ่งเป็นคุรุองค์แรก
  • นิกายนิลิมเล หมายถึง นักพรตผู้ปราศจากมลทิน นับถือคุรุโควินทสิงห์ซึ่งเป็นคุรุองค์สุดท้าย

ศาสนาขงจื้อ

[ขยายดูภาพใหญ่ ]
ศาสนาขงจื๊อเกิดในประเทศจีน และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งแห่งสังคม และความคิดของคนจีนทั้งมวลอย่างแยกไม่ออกทีเดียว คัมภีร์ขอ งขงจื๊อจึงมิได้ถือว่าเป็นคัมภีร์ของนิกายใดนิกายหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ถือว่าเป็นมรดกทางวรรณกรรมของประชาชนชาวจีนทั้งมวล
ขงจื๊อเกิดเมื่อ พ.ศ. 8 ในแคว้นหลู่ซึ่งเป็นแคว้นเล็ก ๆ ปัจจุบันอยู่ในมณฑลชานตุงบิดาชื่อ คุงฉุเหลียงฮี หรือ ขงสกเลี่ยงขึก มารดา ชื่อ จิน ไจ ท่านเกิดในระหว่างที่บ้านเมืองกำลังยุ่งเหยิง บรรพบุรุษของท่านเป็นผู้ดีเก่าซึ่งมิได้มั่งมีมากนัก หลัง จากที่ท่านเกิดแล้วตระกูลของท่านก็ตกต่ำยากจนลง บิดาท่านถึงแก่กรรมตั้งแต่ท่านยังเป็นเด็กอยู่มากท่านจึงต้องต่อ สู้ดิ้นรนเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการศึกษาและการดำรงชีวิตอยู่ในโลกตามลำพัง

หัวข้อก่อนหน้า