วิธีการเลี้ยงไหมวัยอ่อน และวัยแก่เป็นอย่างไร
โรค แมลง และศัตรูอื่น ๆ ของไหมมีอะไรบ้าง
โรค
แมลง
ศัตรูอื่น ๆ
การคัดรังไหมควรคัดอย่างไร

วิธีการเลี้ยงไหมวัยอ่อน และวัยแก่เป็นอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

วัยอ่อน
ไหมวัยอ่อน หมายถึงหนอนไหมนับตั้งแต่ออกจากไข่จนถึงวันที่ ๓ การเลี้ยงหนอนไหมวัยอ่อนนิยมเลี้ยงเป็นชั้น โดยใส่กล่องหรือกระด้งที่ทำด้วยตะแกรงเหล็กอาบพลาสติก หรืออะลูมิเนียม นำใบหม่อนที่หั่นแล้วมาโรยให้หนอนไหมกินเป็นเวลาเช่นเดียวกับหนอนไหมวัยแก่ แต่ต้องหมั่นเกลี่ยหนอนให้กระจายสม่ำเสมอก่อนให้อาหาร มิฉะนั้นจะทำให้หนอนเจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอ ควรรักษาความชื้น และอุณหภูมิมิให้สูงกว่าไหมวัยแก่ในประเทศญี่ปุ่น นิยมเลี้ยงหนอนไหมในห้องควบคุมอุณหภูมิและความชื้น เพราะจำทำให้หนอนไหมแข็งแรง และเติบโตสม่ำเสมอดีมาก ได้ผลคุ้มกับค่าใช้จ่ายที่ต้องลงทุนเพิ่มเติบ
วัยแก่
หมายถึงหนอนไหมวัย ๔-๕ (อายุประมาณ ๑๒-๑๓ วัน) ซึ่งเป็นไหมที่โตแล้ว การเลี้ยงดูง่ายขึ้น ไม่บอบช้ำง่ายเหมือนไหมวัยอ่อน เลี้ยงได้ ๓ วิธีด้วยกัน คือ
๑. เลี้ยงเป็นกระด้ง วางบนชั้น ให้อาหารเป็นใบ ๆ ถ้าเลี้ยงมาก ๆ เสียเวลาในการให้อาหารมาก
๒. เลี้ยงเป็นโต๊ะ (๑.๒๐ x ๒.๕๐ เมตร) ให้อาหารเป็นกิ่งหม่อนทั้งกิ่งเลี้ยงได้รวดเร็ว แต่ต้องมีสวนหม่อนที่ดีมีปริมาณใบเพียงพอ
๓. เลี้ยงเป็นชั้นเลื่อน ขนาดของชั้นพอ ๆ กับโต๊ะและสามารถเลื่อนขึ้นลงได้ ซึ่งจะทำให้ใช้เนื้อที่ได้ประโยชน์เต็มที่ เพราะในเนื้อที่เท่ากันจะเลี้ยงไหมได้มากกว่าแบบโต๊ะ ในการเลี้ยงเป็นจำนวนมาก ๆ มักนิยมแบบที่ ๒ และแบบที่ ๓
ลักษณะไหมนอน
"ไหมนอน" หมายถึงหนอนไหมที่จะลอกคราบเพื่อเปลี่ยนวัยเจริญเติบโตขึ้น ปกติจะใช้เวลาประมาณ ๒๔ ชั่วโมงไหมนอนมีลักษณะดังนี้
๑. หนอนไหมจะหยุดกินอาหาร ยกหัวขึ้น
๒. จะมีรอยสามเหลี่ยมเกิดขึ้นด้านบน ระหว่างรอยต่อตัวกับส่วนอก
๓. มักจะหลบหนีแสงอยู่ในที่มืดกว่าหนอนไหมที่ยังไม่นอน
๔. หัวกะโหลกสีคล้ำและยื่นออกไปเล็กน้อย
๕. เมื่อลอกคราบแล้ว (ไหมตื่น) จะมีลักษณะตรงกันข้าม
ลักษณะไหมสุก
"ไหมสุก" หมายถึงหนอนไหมที่เจริญเติบโตเต็มที่ และเริ่มจะชักใยทำรัง ไหมสุกมีลักษณะดังนี้
๑. เริ่มหยุดกินอาหารและไต่ขึ้นบนหรือออกนอกกลุ่ม
๒. ผนังลำตัวเริ่มบางใส
๓. มูลที่ถ่ายออกมาจะมีสีน้ำตาลมากกว่าสีเขียวคล้ำ
๔. ชูส่วนหัวส่ายไปมา และเคลื่อนไหวมาก
เมื่อพบหนอนดังกล่าวมักจะเป็นวัย ๕ วันที่ ๘ ก็ต้องเก็บหนอนไหมเล่านี้ใส่ "จ่อ" (ที่ที่ให้หนอนไหมทำรัง) ต่อไป จ่อที่ทำด้วยกระดาษแข็งเป็นตาราง ๓ x ๕ เซนติเมตร แผงละ ๑๕๖ ช่อง (กว้าง ๑๒ ช่อง ยาว ๑๓ ช่อง)จะประกอบกันเป็น ๑ ชุด ชุดละ ๑๐ แผง แขวนในโครงไม้ สามารถหมุนได้รอบตัว หรือจะใช้จ่อลวดก็ได้ ไม่ควรใช้จ่อพื้นเมือง เพราะจะทำให้รังเสียมาก

โรค


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

โรคที่ทำลายตัวไหมมีหลายชนิด ซึ่งเกิดจากเชื้อรา บัคเตรี ไวรัส และเชื้อโปรโตซัว โรคที่สำคัญ ๆ ได้แก่
โรคหัวส่อง (Flasherie: Cytoplas mic Polyhedrosis Virus)
เกิดจากเชื้อไวรัส เมื่อหนอนไหมเป็นโรคจะเบื่ออาหารสำรอกน้ำย่อย และถ่ายมูลติดกันเป็นสารคล้ายลูกประคำออกมาส่วนอดด้านบนของหนอนจะใส เมื่อส่องกับแสงจะโปร่งใส เมื่อเป็นมากเชื้อไวรัสจะทำลายกระเพาะอาหารทำให้เซลล์ที่กระเพาะแตกเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่น เมื่อผ่าดูจะเห็นได้ชัด ลักษณะภายนอกหนอนไหมจะมีอาการท้องเดิน มูลมีสีขาวขุ่น สำรอกน้ำย่อยมากขึ้น เมื่อตายผนังลำตัวจะเหนียวไม่แตกง่าย แต่อวัยวะภายในจะเน่าเละเป็นน้ำสีคล้ำ ๆ มักเป็นมากในวัยแก่
โรคเพบริน (Pebrin: Nosema bombycis Nageli)
เกิดจากเชื้อโรคโปรโตซัว หนอนไหมที่ติดเชื้อถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เมื่อหนอนเป็นโรคมักไม่ค่อยลอกคราบ ตัวจะเริ่มเล็กลง เบื่ออาหาร ในที่สุดก็จะตาย หนอนไหมวัยแก่ถ้าได้รับเชื้อโดยเข้าทางปากจะไม่ตาย สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้จนเป็นผีเสื้อวางไข่ได้ แต่เป็นไข่มีเชื้อโรคเพบริน แฝงอยู่ เมื่อฟักออกมา หนอนก็ติดเชื้อมาแต่กำเนิดมักจะตายภายใน ๔-๕ วัน
โรคตัวเหลือง (Grassarie: Nuclear Polyhedrosis Virus)
เกิดจากเชื้อไวรัสอีกชนิดหนึ่ง เมื่อหนอนไหมเป็นโรคแต่ละปล้องจะบวมเป่ง ผนังลำตัวปริแตกง่าย เมื่อผนังแตก น้ำสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนมจะทะลักออกมา ไหมจะเบื่ออาหาร แต่ไต่ออกจากกลุ่มเดินไม่ค่อยตรงทาง ลำตัวคดไปมา มักเป็นมากกับหนอนไหมวัยแก่
โรคมัมมี่ (Muscardines)
เกิดจากเชื้อรา ทำให้ไหมตาย เชื้อเขาทางผิวหนัง เมื่อไหมตายเชื้อราจะเจริญบนตัวหนอนทำให้สภาพซากหนอนไม่เน่าจะแห้งแข็งเป็นมัมมี่
บัญญัติ ๑๐ ประการในการป้องกันโรคไหม
๑. ก่อนทำการเลี้ยงไหมควรทำความสะอาดโรงเลี้ยงหรือ ห้องเลี้ยงไหม โดยกวาดฝุ่นละอองขนาดใหญ่ออกไปเผาหรือฝังให้ลึก
๒. ฉีดฟอร์มาลิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ในห้องเลี้ยงพร้อมอุปกรณ์ให้ทั่วแล้วปิดทิ้งไว้ ๒๔ ชั่วโมง
๓. ล้างห้องเลี้ยงและอุปกรณ์ที่จะใช้ให้สะอาด
๔. นำอุปกรณ์ทุกชิ้นไปผึ่งแดดให้ถูกแสงแดดโดยตรงมากที่สุด
๕. ตรวจไข่ที่จะใช้เลี้ยงว่าปลอดโรคหรือไม่
๖. รักษาอุณหภูมิความชื้นให้เหมาะสมในห้องเลี้ยง
ไหมวัยอ่อน อุณหภูมิ ๒๖-๒๘ องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ไหมวัยแก่อุณหภูมิ ๒๓-๒๔ องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์
๗. ให้ใบหม่อนที่ดีอย่างเพียงพอ แต่ไม่มากจนเกินไป
๘. ใช้ยาซีรีแซน ๕ เปอร์เซ็นต์ (ยาซีรีแซน : ปูนขาว อัตรา ๑:๑๙) หรือแพบโซล (ฟอร์มาลินผง ๑ เปอร์เซ็นต์) โรยตัวหนอนไหมก่อนให้อาหารทุกครั้ง เพื่อป้องกันโรครา
๙. ระมัดระวังรักษาให้หนอนไหมเกิดบาดแผลซึ่งเป็นช่องทางให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ตัวหนอนไหม ทำอันตรายกับไหมได้
๑๐. เมื่อพบไหมเป็นโรคแม้ว่ายังไม่ตายต้องรีบแยกออกโดยเร็ว แล้วนำไปเผาไฟหรือฝังให้ลึก เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่ไปยังตัวอื่น

แมลง

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
แมลงที่เป็นศัตรูสำคัญของไหมคือแมลงวันลาย parasiticfly, tachina sarbillana, Wiedemann.) ตัวโตและปราดเปรียวกว่า แมลงวันบ้าน ตัวผู้ตัวโตกว่าตัวเมีย ชอบวางไข่บนตัวไหมเมื่อไข่ฟักหนอน แมลงวันจะเจาะเข้าไปกินในตัวไหม ทำให้ไหมตาย แมลงวันตัวหนึ่ง ๆ วางไข่ได้ถึง ๓๐๐ ฟอง วงชีวิตของมันสั้นมาก ระยะไข่ ๔๗ ชั่วโมง ระยะหนอน ๖-๘ วันระยะดักแด้ ๑๐-๑๒ และระยะตัวแก่ ๒-๓ วัน (ถ้าไม่มีอาหาร) ขยายพันธุ์ได้ตลอดปี ในขณะที่ไม่ได้เลี้ยงไหม แมลงวันลายจะทำลายหนอนอื่นได้ เช่น หนอนกระทู้ผัก หนอนคืบละหุ่งมักชอบมาทำลายไหมที่ตัวโตอยู่ในวัย ๔-๕ และจะทำให้ไหมตายก่อนทำรัง หรือทำรังได้ไม่สมบูรณ์
การป้องกันและกำจัด
ห้องเลี้ยงไหมควรกรุด้วยมุ้งลวดให้มิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงวันหลุดเข้าไปวางไข่บนตัวหนอนไหมได้ ห้องเลี้ยงไหมควรทำเป็นประตูสองชั้น ทางผ่านระหว่างประตูทั้งสองชั้นควรเป็นห้องสลัว ๆ พอมองเห็นทาง เพราะแมลงวันจะไม่ว่องไวในที่มืด

ศัตรูอื่น ๆ
[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
นอกจากนี้ หนอนไหมยังมีสัตว์ต่าง ๆ เป็นศัตรูทำอันตรายได้ด้วย เช่น จิ้งจก หนู และมด
จิ้งจก
เป็นศัตรูสำคัญของไหมวัยอ่อนมาก จิ้งจกจะเล็ดลอดเข้ามาตามรอยต่อของอาคารที่สร้างไม่ค่อยเรียบร้อย หรือมีรอยแตกของไม้ ช่องเหล่านั้นควรอุดให้หมดจริงๆ มิฉะนั้นแล้วไหมวัยอ่อนจะถูกจิ้งจกกินเสียหายมิใช่น้อย รอยกัดกินของจิ้งจกดูได้ง่าย จะเห็นรอยที่ใบหม่อนกระจัดกระจายเพราะจิ้งจกตะกายตัว หมอนจะถูกกัดกินไม่หมดเหลือส่วนหัว หรือส่วนท้ายไว้ให้เห็นส่วนมากจะแอบมากินในตอนกลางคืน
การป้องกันและกำจัด ก็ทำได้อย่างที่กล่าวแล้วคือ ป้องกันมิให้จิ้งจกเข้าไป โดยหมั่นตรวจตรา รู ช่อง ต่าง ๆ ที่จะเป็นทางให้จิ้งจกเข้า และถ้าพบในโรงเลี้ยงก็ทำลายเสีย
หนู
หนูที่เป็นศัตรูของไหมนี้ หมายถึงหนูบ้านที่คอยขโมยของกินอยู่ในครัว หรือกัดเสื้อผ้าทั่ว ๆ ไป หนูจะไม่กินเฉพาะหนอนไหมเท่านั้น ยังกัดรังไหม เพื่อกินดักแด้ภายใน ทำให้รังไหมเสียหายมากอีกด้วย
ในด้านการป้องกันและกำจัด ห้องที่บุมุ้งลวดไม่มีความหมายเลย เพราะหนูสามารถกัดลวดและเจาะเข้าไปได้ ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดต้องคอยหมั่นตรวจตราห้องเลี้ยงอยู่เสมอ การวางกับดักอาจได้ผลดีและเสียค่าใช้จ่ายถูก
มด
มดเป็นตัวการสำคัญที่กัดกินหนอนไหม ไข่ไหม และเจาะกินดักแด้แห้งในรังไหม ทำให้รังไหมเป็นรู เส้นใยขาดสาวไม่ได้ มดที่สำคัญคือมดคันไฟ และมดตามบ้าน

การคัดรังไหมควรคัดอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

รังไหมที่เลี้ยงได้จะต้องเก็บออกจากจ่อในวันที่ ๕ นับตั้งแต่ไหมเริ่มทำรัง แล้วนำมาคัดรังที่เสียออก โดยเฉพาะเมื่อจะนำไปขายเป็นรังสด (รังที่ยังไม่ได้อบแห้ง ดักแด้ยังมีชีวิตอยู่)
ลักษณะรังไหมที่ไม่ดี ต้องคัดออกมีลักษณะดังนี้
๑. รังแฝด คือรังที่มีดักแด้อยู่ภายในมากกว่า ๑ ตัว รังจะใหญ่หนา ผิวหยาบแข็ง
๒. รังที่ถูกเจาะ เช่น ถูกหนอน แมลงวันลาย หรือ มดเจาะ
๓. รังเปื้อน
๔. รังบาง เพราะไหมไม่แข็งแรงชักใยได้น้อย
๕. รังที่เสียรูปเสียร่าง
๖. รังที่มีลักษณะไม่ตรงตามพันธุ์
๗. รังที่มีเส้นใยนอก (ขี้ไหม) มากผิดปกติ
๘. รังที่มีเส้นใย ๒ ชั้น
รังไหมที่ดี มีลักษณะดังนี้
๑. รังโตมีเส้นใยมาก
๒. สาวง่า
๓. มีความย่นของผิวรังมาก
๔. เปอร์เซ็นต์เส้นใยสูง
๕. เส้นเล็กและเรียบ
รังไหมที่คัดแล้วจะนำไปขายให้โรงงานสาวไหม ซึ่งปัจจุบันรังไหมสดลูกผสมจีนกับญี่ปุ่นชั่วแรกกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท รังไหมไทยที่เป็นพันธุ์พื้นเมืองนำไปเข้ากรรมวิธีสาวด้วยมือออกเป็นเส้นใยขายก็ได้

ดูเพิ่มเติม ผีเสื้อในประเทศไทยและโรคพืช



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ | ย้อนกลับ ]
Copyright © 1997 Thai Junior Encyclopedia Project Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.