ศัตรูของแมลงครั่งมีอะไรบ้าง
การเพาะเลี้ยงครั่งทำได้อย่างไร
อุตสาหกรรมและการค้าคลั่ง
การใช้ประโยชน์จากครั่งมีอะไรบ้าง

ศัตรูของแมลงครั่งมีอะไรบ้าง


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

แมลงครั่งมีศัตรูที่สำคัญ ๒ พวก คือ
๑. พวกตัวเบียน เป็นแมลงตัวเล็ก ๆ เรียกว่าชาลซิด (chalcid) ซึ่งมันชอบวางไข่ไว้ในรังครั่งโดยเข้าไปทางช่องสืบพันธุ์ พอฟักตัวอ่อนก็จะอาศัยเกาะกินอาหารในตัวครั่งเลี้ยงชีวิตแมลงพวกนี้ทำความเสียหายให้แก่ แมลงครั่งน้อยมาก ไม่จำเป็นต้องป้องกันและทำลาย
๒. พวกตัวห้ำ เป็นพวกผีเสื้อกลางคืนมี ๒ ชนิด คือ ยูเบลมา อะมาบิลิส (Eublema amabilis) และฮอลโคเซราพูลเวอเรีย (Holcocera pulverea) จะพากันไปไข่ทิ้งไว้ตามผิวภายนอกของรังครั่ง เมื่อฟักเป็นตัวหนอน จะกัดกินทำลายรังครั่ง แล้วเจาะไชเข้าไปกินตัวครั่ง ทำให้เกิดเป็นปล้องโพรงอยู่ภายในรังครั่งเป็นทางยาวไปตามกิ่งไม้ ครั่งได้รับความเสียหายประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ช่องโพรงที่เกิดจากแมลงพวกนี้ทำลายจะเห็นได้ชัดพวกตัวห้ำที่เป็นตัวแก่แล้วจะเจาะออกมาจากดักแด้ มีลักษณะเป็นเส้นใยคล้ายไหม พบกระจัดกระจายอยู่ตามครั่งดิบการป้องกันอย่างง่าย ๆ และไม่สิ้นเปลืองรายจ่าย ได้แก่ การป้องกันโดยวิธีกล (mechanical control) คือให้คัดเลือกครั่งที่ปราศจากศัตรูรบกวนทำลายใช้เป็นครั่งพันธุ์ และรีบเก็บครั่งพันธุ์ลงจากต้นภายหลังจากปล่อยภายใน ๒ สัปดาห์ เพื่อป้องกันการกระจายของศัตรูครั่ง การป้องกันอีกวิธีหนึ่งคือวิธีป้องกันทางชีวภาพ โดยใช้แมลงหรือพวกบัคเตรีทำลายแมลงศัตรูด้วยกัน ซึ่งวิธีนี้ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญพอสมควร

การเพาะเลี้ยงครั่งทำได้อย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

แหล่งเพาะเลี้ยงครั่ง
ในประเทศไทยมีการเพาะเลี้ยงครั่งกันมานานแล้ว ตามหลักฐานพบว่ามีการค้าครั่งมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากให้ผลผลิตสูง ปัจจุบันจึงนิยมเลี้ยงกันมาก ในภาคเหนือ เช่น จังหวัดแพร่ สุโขทัย น่าน ลำปาง ตาก เชียงราย พะเยา เชียงใหม่ ลำพูน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัด ขอนแก่น อุบลราชธานี เลย บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครราชสีมา สกลนคร กาฬสินธุ์ สำหรับในภาคกลางตั้งแต่ประจวบคีรีขันธุ์ขึ้นไปสามารถเพาะเลี้ยงครั่งได้แต่ไม่เป็นที่นิยมกัน เนื่องจากมีแมลงศัตรูรบกวนมากและให้ผลผลิตต่ำสถิติการผลิตไม่แน่นอนแล้วแต่สภาพดินฟ้าอากาศแต่ละปี ในภาคเหนือผลผลิตสูงกว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ต้นไม้ที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงครั่ง
มีการเลี้ยงครั่งกันทั่วโลกตามต้นไม้ไม่น้อยกว่า ๖๐ ชนิด สำหรับประเทศไทยไม่น้อยกว่า ๓๐ ชนิด ซึ่งส่วนมากเป็นต้นไม้ในวงศ์เลกูมิโนซี (Laguminosae) ต้นไม้ที่จะใช้เลี้ยงครั่งให้ได้ผลดี ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของน้ำเลี้ยงของต้นไม้ กล่าวคือต้องมีคุณสมบัติเกือบเป็นกลาง คือ ๕.๘-๖.๐ และความหนาแน่นของน้ำเลี้ยงจะต้องอยู่ระหว่าง ๐.๑๔-๐.๑๗๒๘ ต้นไม้ชนิดเดียวกันบางต้นเลี้ยงครั่งได้ผลดี แต่บางต้นได้ผลไม่ดี ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพท้องถิ่นที่ปลูกและความแตกต่างในรายละเอียดของต้นไม้ด้วย เช่น ใบเล็ก ใบใหญ่ ใบเขียวอ่อน หรือเขียวแก่ สีของเปลือก เป็นต้น ในประเทศไทยนิยมใช้ต้นไม้ต่างชนิดกันเลี้ยงครั่ง ได้แก่ ก้ามปู ปันแถ สแกนา ไทร พะยูง ถั่วแระ ตะคร้อ ทองกวาว พุทรา สีเสียดเทศ พะยอมดง แตงกวา คาง เปล้า กางขี้มอด มะเดื่ออุทุมพร เลียงผึ้ง หลังคำ รัง มะคำไก่ ฉนวน ถ่อน มะแฮะนก เครือกำจาย ปอยาบอินเดีย พุทราป่า ไฮหมี้ (ไทรใบขนุน) เป็นต้น
การปล่อยครั่งเพาะเลี้ยง
ต้นไม้ที่จะปล่อยครั่งเพาะเลี้ยง จะต้องได้รับการรานกิ่งและตบแต่งกิ่งล่วงหน้าให้ถูกวิธีการ ระยะเวลาในการตัดแต่งกิ่งล่วงหน้าขึ้นอยู่กับชนิดของต้นไม้ ต้นไม้บางชนิดต้องตบแต่งกิ่งล่วงหน้าเพียง ๖ เดือน และบางชนิดต้องใช้เวลาถึง ๑๘ เดือน เพื่อให้ได้กิ่งอวบอ่อนพอดี ลูกครั่งไม่สามารถใช้งวงเจาะไชลงไปบนเปลือกที่แข็ง ๆ ได้ ดังนั้นจึงอาศัยดูดกินบนกิ่งที่อวบอ่อน การตัดแต่งกิ่งนอกจากจะทำให้ได้กิ่งที่อวบอ่อนแล้ว ยังมีวัตถุประสงค์ให้เรือนยอดกว้าง มีกิ่งแตกใหม่จำนวนมาก เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับครั่งเกาะมาก ๆ จะได้มีผลผลิตครั่งสูง
ครั่งพันธุ์ที่ใช้ปล่อย
จะต้องได้รับการคัดเลือกเฉพาะครั่งพันธุ์ที่สมบูรณ์ปราศจากแมลงรบกวนและแก่พอดีก่อนที่ลูกครั่งจะคลานออกจากซากรังเก่าไม่เกิน ๗ วัน โดยสังเกตจากผิวภายนอกรังครั่งจะมีรอยแตกร้าวเป็นตอน ๆ ประมาณ ๒-๓ สัปดาห์ก่อนจะถึงเวลาที่ครั่งจะออกตัวอ่อน และจะสังเกตเห็นจุดสีเหลืองส้มโตขึ้นบริเวณผิวภายนอก เมื่อบิรังครั่งภายในจะเห็นช่องว่างสำหรับลูกครั่งเตรียมพร้อมที่จะคลานออกจากซากรังเก่า
ตัดครั่งพันธุ์เป็นท่อน ยาวท่อนละประมาณ ๖-๗ นิ้ว แล้วนำไปห่อฟางและผูกเป็นคู่ ๆ ไปแขวนคร่อมไว้บนกิ่งไม้ที่จะใช้เลี้ยงครั่ง หรือใช้ท่อนครั่งพันธุ์ผูกให้ขนานกับความยาวของกิ่ง ปล่อยให้ตัวอ่อนคลานไปตามความยาวของกิ่ง และฝังงวงลงไปที่เปลือกของกิ่งไม้เพื่อดูดกินน้ำเลี้ยงของต้นไม้ เมื่อลูกครั่งกระจายเต็มกิ่งแล้ว ย้ายพันธุ์ไปกิ่งอื่น ๆ ต้องปฏิบัติภายในเวลา ๒ สัปดาห์แล้วจึงเก็บครั่งพันธุ์ลง ปริมาณครั่งพันธุ์ที่ใช้ปล่อยจะต้องพอดีกับขนาดของต้นไม้ด้วย ถ้าใช้ครั่งพันธุ์น้อยไปก็จะได้ผลผลิตน้อยไม่คุ้มกัน แต่ถ้าใช้ครั่งมากเกินไปต้นไม้ก็จะตาย ทั้งนี้ต้องการอาศัยความชำนาญเป็นพิเศษ โดยทั่ว ๆ ไปครั่งพันธุ์ยาว ๑ ฟุต จะกระจายไปบนกิ่งไม้ ๑๒-๒๕ ฟุต หรือครั่งพันธุ์ ๑ กิโลกรัมจะยาวประมาณ ๕-๑๐ ฟุต ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เช่น ตะคร้อ ก้ามปู ต้องใช้ครั่งพันธุ์ถึง ๕๐ กิโลกรัม เป็นต้น
การตัดเก็บครั่ง
ชีพจักรของแมลงครั่งมีระยะเวลา ๖ เดือน ในปีหนึ่งจึงมีการตัดเก็บครั่ง ๒ ครั้ง คือ การตัดครั่งเพาะเลี้ยงในรอบฤดูร้อนระหว่างเดือนพฤษภาคม- มิถุนายน และครั่งรอบฤดูฝนระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เป็นการตัดเก็บเพื่อซื้อขายและทำพันธุ์เพาะเลี้ยง ครั่งที่ตัดเก็บลงจากต้นไม้นั้นต้องตัดก่อนที่ลูกครั่งออกเป็นตัวประมาณ ๗ วัน เริ่มตัดกิ่งไม้ที่ครั่งจับทำรังจากกิ่งยอด ๆ ลงมาหากิ่งที่อยู่ตอนล่าง แล้วรวบรวมทอนกิ่งไม้ที่ตัดเฉพาะที่มีครั่งจับแยกไว้ต่างหาก คัดเลือกครั่งที่สมบูรณ์ปราศจากแมลงทำลายแยกไว้เป็นครั้งพันธุ์ ส่วนที่เหลือเป็นครั่งดิบที่นำมาซื้อขายกัน ให้รีบกระเทาะครั่งดิบออกจากกิ่งไม้เสียโดยเร็ว แล้วนำไปผึ่งตากให้แห้ง โดยเฉลี่ยให้บางๆ อย่างวางทับถมกัน เพราะจะทำให้ครั่งดิบติดกันเป็นพืด ยากต่อการทุบให้แตกเป็นก้อนเล็ก ๆ และทำให้เป็นครั่งเม็ดได้ยากนอกจากนี้คุณภาพครั่งจะเสื่อมลงด้วย การเก็บครั่งดิบไว้ในโรงเก็บครั่งจะต้องฉีดยาป้องกันแมลงด้วย เนื่องจากมีแมลงศัตรูหลายชนิด โดยเฉพาะปลวกซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย
การเก็บครั่งดิบไว้เป็นเวลานานจะทำให้ครั่งเสื่อมคุณภาพดังนั้นจึงควรแปรสภาพเป็นครั่งเม็ดซึ่งเก็บได้ทนนานกว่า
การตัดครั่งทำพันธุ์
การตัดครั่งทำพันธุ์ที่ถูกวิธี เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างหนึ่งในการเพาะเลี้ยงครั่ง กสิกรอาจทำการตัดเก็บครั่งพันธุ์ลงพร้อมกับครั่งดิบที่เป็นสินค้าขาย ตามที่ได้กล่าวมาแล้วก็ได้ หรือจะตัดไม้พร้อมกันก็ได้ โดยตัดครั่งที่จะซื้อขายกันลงเสียก่อนจะแก่เต็มที่และมีลูกครั่งออกมาจากรัง สำหรับครั่งที่จะเก็บไว้เป็นครั่งพันธุ์ให้ปล่อยทิ้งไว้บนต้นไม้ก่อนจนกว่าครั่งจะเริ่มออกตัวอ่อนหรือก่อนออกตัวอ่อน ๓-๕ วันจึงตัดลงทำพันธุ์สำหรับปล่องครั่งเพาะเลี้ยงรอบต่อไป
การคาดคะเนวันที่ลูกครั่งออกตัว
สำหรับการคาดคะเนวันที่ลูกครั่งออกตัวนั้น ถ้าเป็นสวนครั่งขนาดเล็กหรือทีมีการปล่อยเพียงเล็กน้อย ควรปล่อยไว้จนเห็นลูกครั่งเริ่มคลานออกจากรังก่อน แล้วจึงตัดเก็บครั่งพันธุ์ลงปล่อยทันทีบนต้นไม้ที่จะเพาะเลี้ยงครั่งในรอบต่อไป แต่ถ้าเป็นสวนครั่งขนาดใหญ่ การคาดคะเนวันที่ลูกครั่งออกตัวเป็นสิ่งสำคัญ อาจคาดคะเนได้โดยดูจากรูปร่างของครั่งตัวเมีย เมื่อนำรังครั่งบิดดูภายในเซลล์ ก่อนถึงเวลาออกตัวอ่อน ๓-๔ สัปดาห์ จะพบตัวเมียเปลี่ยนรูปเป็นลักษณะกลม และยิ่งใกล้เวลาเข้าไปก็จะยิ่งกลมมากขึ้นและเห็นเป็นก้อนชัดขึ้น ต่อมาอีก ๒-๓ สัปดาห์ก่อนออกตัวอ่อน ผิวบริเวณภายนอกจะมีรอยแตกร้าวเห็นได้ชัด และก่อนจะออกตัวประมาณ ๒ สัปดาห์ รังครั่งจะเริ่มแห้ง และสามารถแกะออกจากกิ่งไม้ที่ครั่งจับทำรังได้ง่ายต่อมมาก่อนถึงวันลูกครั่งออกตัว ประมาณ ๗ วัน ลักษณะสีผิวของรังครั่งเริ่มเปลี่ยนไปในบางจุด โดยมองเห็นเป็นจุดสีเหลืองส้ม และจุดสีเหลืองส้มนั้นจะโตขึ้นทุกวัน (จุดสีเหลืองส้มนั้นเกิดจากครั่งตัวเมีย ที่อยู่ภายในเริ่มหดตัวมากเข้า ทำให้เกิดช่องว่างภายในเซลล์ เมื่อส่องดูจึงเห็นเป็นจุดสีเหลืองส้ม) เมื่อจุดสีเหลืองส้มขยายตัวได้ประมาณ ๑/๓ ของผิวนอก จะเหลือเวลาประมาณ ๓-๕ วันก่อนครั่งออกตัวอ่อน และเมื่อขยายโตประมาณ ๑/๒ ของบริเวณผิวภายนอกจะเหลือเวลาประมาณ ๑-๒ วัน ลูกครั่งจะออกมา ถ้ามีไม้เลี้ยงครั่งมากก็ควรตัดก่อนประมาณ ๓-๕ วัน เพื่อจะได้เวลาพอที่จะตัดทอน ห่อครั่งพันธุ์ แล้วนำไปปล่อยบนต้นไม้ต้นต่อไป
การคาดคะเนวัดตัดครึ่งทำพันธุ์เป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากถ้าตัดครั่งที่ยังไม่แก่ลงทำพันธุ์นั้น จะทำให้ครั่งตัวเมียอ่อนแอและมีจำนวนน้อย และถ้าหากตัดล่วงหน้าเป็นเวลานาน โดยที่ครั่งยังไม่แก่ จะไม่มีลูกครั่งออกมา หรืออาจมีเพียงเล็กน้อยทำให้ผลเสียหายในการเพาะเลี้ยงครั่งได้ แต่ถ้าตัดครั่งลงทำพันธุ์ช้าเกินไป ปล่อยไว้จนลูกครั่งคลานออกมาจากรังหมดแล้วจึงตัดลูกครั่งก็จะตายได้ และไม่มีลูกครั่งเหลือพอปล่อยเพาะเลี้ยงในรอบต่อไป
การขนส่งครั่งพันธุ์
ครั่งพันธุ์ในระหว่างขนส่งไปไกล ให้บรรจุลงในเข่งตาโปร่งหรือตะกร้าไม้ไผ่ แล้วทอดเป็นท่อน ๆ วางอย่าให้ทับกันแน่น โดยวางท่อนครั่งพันธุ์ให้โปร่งไขว้ไปมาเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ และเอาฝาเปิดปากเข่งหรือภาชนะไว้อย่างโปร่ง ๆ ถ้าระยะทางไกลมากให้ตัดครั่งพันธุ์ก่อนออกตัวได้ไม่เกิน ๘-๑๐ วัน

อุตสาหกรรมและการค้าคลั่ง
[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
การแปรสภาพครั่งดิบเป็นครั่งเม็ด นำครั่งดิบมาทุบและบดให้เป็นก้อนเล็กแล้วแยกเอากิ่งไม้ หิน กรวด ทรายโดยการร่อนและฝัดแยกเอายางครั่งไว้ นำไปล้างน้ำให้สีละลายออกจนสะอาด แล้วเอาครั่งเม็ดไปตากผึ่งลมให้แห้ง ขนาดของครั่งเม็ดประมาณ ๑๐ เมสซ์ ครั่งเม็ดนี้ยังมีวัตถุอื่นปนอยู่ประมาณ ๓-๘ เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ย ๕ เปอร์เซ็นต์ จึงยังไม่เป็นยางครั่งที่บริสุทธิ์ ตลาดค้าครั่งต้องการครั่งเม็ดนี้มาก ส่วนใหญ่ส่งไปขายประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี และญี่ปุ่น
การแปรสภาพครั่งเป็นเชลแล็ก เพื่อเป็นการแยกให้ได้ยางครั่งบริสุทธิ์ต่อไปอีก จึงอาจใช้วิธีพื้นเมืองคือการนำเอาครั่งเม็ดใส่ถุงผ้า เอาไฟลนให้ร้อนจนครั่งละลาย แล้วคั้นเอาครั่งบริสุทธิ์ออกมา หรือใช้วิธีสมัยใหม่โดยใช้เครื่องจักรให้ความร้อนโดยไอน้ำ หรือทำให้ละลายโดยสารละลายแล้วแยกเอายางครั่งบริสุทธิ์ออกมา ทำเป็นแผ่นบาง ๆ ทุบให้แตกเป็นเกล็ดเล็ก ๆ
การทำครั่งแผ่นกลม ครั่งที่หลอมละลายบีบคั้นออกจากถุงผ้าย่างไฟอยู่นั้น ถ้าไม่ต้องการดึงให้เป็นแผ่นบาง ๆ ก็ขูดออกมาจากถุงผ้า แล้วเทลงบนแผ่นใบลาน หรือสังกะสี ให้ขยายเป็นแผ่นกลมตามพิมพ์ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒-๓ นิ้ว หนาประมาณ ๑/๔ นิ้ว
การค้าครั่งเม็ดและเชลแล็ก ในชนบทที่มีการเลี้ยงครั่งกันย่อมมีการซื้อขายครั่งดิบกันทั่วไป แต่เดิมก็มีใช้ในท้องถิ่นภายในประเทศ จนมีเหลือใช้ก็ส่งออกขายต่างประเทศจึงทำให้เกิดมีมาตรฐานสินค้าครั่งกันขึ้น เพื่อให้มีคุณสมบัติตรงตามที่ต่างประเทศต้องการ การตรวจคุณสมบัติสินค้าครั่งส่วนใหญ่ยังนิยมตรวจด้วยตาเปล่าอาศัยความชำนาญ แต่บางรายใช้ตรวจโดยวิธีวิเคราะห์
คุณภาพมาตรฐาน คุณสมบัติที่สำคัญ ๒ อย่างที่ทำให้ราคาครั่งแตกต่างกันไป ลักษณะสีของครั่งและความสะอาดของครั่งปราศจากสิ่งปลอมปน เขานิยมกันว่าสีของเชลแล็กใสจางเป็นคุณสมบัติที่ดี ครั่งดิบที่มีสีจางที่สุดเป็นครั่งชนิดดี เช่น ครั่งไม่ตะคร้อมีราคาสูงที่สุด
การทำครั่งบริสุทธิ์แบบต่าง ๆ ในต่างประเทศโดยวิธีอื่น ๆ เช่น การทำครั่งฟอกขาว ประโยชน์แรกที่รู้จักการใช้ครั่งคือทำเป็นวานิช มีแพร่หลายรู้จักกันมานานแล้ว เป็นที่นิยมกันว่าถ้าครั่งสีใสจางนั้น ถือว่าเป็นวานิชที่ดี เชลแล็กเมื่อผสมกับด่างคลอรีน ด่างคลอรีนจะฟอกสี โดยทำจากผงฟอกสีให้เป็นน้ำยา นำไปฟอกครั้งแล้วใช้น้ำกรดสกัดให้ตกตะกอนอีกทีหนึ่ง ก็จะได้ครั่งฟอกขาว เป็นทีนิยมกันทั่วไปในขณะนี้เป็นสินค้าที่สำคัญที่สุด เครื่องเรือน และพื้นบ้านเรือนิยมใช้เชลแล็กทาให้สวยงาม บางคนก็ทาด้วยเชลแล็กสีส้ม บางคนก็ทาด้วยเชลแล็กสีขาว ซึ่งไม่ต้องเสียเวลาขัดมัน บางทีการทำครั่งฟอกขาวก็แยกเอาขี้ผึ้งออก เพราะถือว่าคุณภาพดีกว่าครั่งฟอกขาวที่ไม่แยกเอาขี้ผึ้งออก และทนทานต่อความร้อนได้สูงขึ้น
การอุตสาหกรรมครั่งแบบใช้ตัวละลาย นิยมทำกันในต่างประเทศ เช่น เยอรมัน ซึ่งเขาใช้เศษวัตถุที่เหลือจากการทำเชลแล็กแบบพื้นบ้าน เช่น คิรีแล็ก โมลามา และเศษกากครั่ง อื่น ๆ ซึ่งมีราคาต่ำ และยังพอมียางครั่งปนอยู่บ้างมาทำแต่มีราคาต่ำในท้องตลาด

การใช้ประโยชน์จากครั่งมีอะไรบ้าง

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
การรู้จักนำครั่งและสีครั่งมาใช้ประโยชน์และเป็นสินค้าซื้อขายกันนั้นได้มีการค้าขายกันมาแต่สมัยโบราณแล้ว แต่ยากที่จะหาหลักฐานที่แน่นอนได้ แต่พอจะประมาณได้ไม่น้อยกว่า ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว การใช้ประโยชน์ครั่งต่าง ๆ รวมทั้งการใช้สีแดงจากครั่ง สืบเนื่องกันมาเป็นเวลาช้านานหลายศตวรรษมาแล้วในสมัยแรกที่รู้จักกันนั้น นำไปใช้เพียงในงานศิลปกรรมและงานช่างฝีมือ แล้วต่อมาก็ค่อย ๆ ปรับปรุง รู้จักนำครั่งมาเลี้ยงมากขึ้น แล้วก็ศึกษาค้นคว้าวิธีแยกสีจากครั่งมาใช้ในการทอผ้า การทาสี การทำพรมปูพื้น การช่างไม้และช่างโลหะ ในการแยกสีจากครั่งนั้นก็ใช้วิธีเอาครั่งดิบไปแช่ไว้ในน้ำเพื่อให้สีละลายส่วนการแยกครั่งบริสุทธิ์ออกนั้น ก็ทำโดยเอาครั่งใส่ถุงผ้า แล้วใช้ความร้อนอบให้ละลาย คั้นเอาครั่งบริสุทธิ์ออกมา วิธีนี้ในปัจจุบันยังใช้ในการทำอุตสาหกรรมเชลแล็ก ประโยชน์ที่ได้จากครั่งมีดังนี้
๑. สีแดงจากครั่ง มีประโยชน์ ดังนี้
  • ๑.๑ ใช้เป็นยาสมุนไพร รักษาโรคโลหิตจาง
  • ๑.๒ ใช้เป็นสีย้อมผ้าขนสัตว์ ผ้าไหม หนังฟอก
  • ๑.๓ ใช้ทำสีแต่งอาหาร เช่น ขนม ผลไม้ ไม่มีพิษภัย
  • ๑.๔ ใช้ทำสีเครื่องสำอางเสริมสวย
๒. เนื้อครั่ง มีประโยชน์ ดังนี้
  • ๒.๑ ใช้ตบแต่งผิวหน้าวัตถุที่ทำด้วยไม้ เช่น เครื่องกลึง การช่างฝีมือเกี่ยวกับไม้ เนื้อครั่งจะช่วยให้ไม้เรียบเป็นมัน เงางาม เนื้อครั่งที่ผสมสีใช้ทาผิวหน้าไม้ให้เป็นสีต่าง ๆ เช่น หัวไม้ที่ใช้ในการสร้างบ้านเรือน เครื่องเรือน ของเด็กเล่น เป็นต้น
  • ๒.๒ ใช้เป็นแกนภายในเครื่องเงิน เครื่องทองที่ใช้เป็นเครื่องประดับ เครื่องใช้สอย เช่น ด้ามมีด ใช้ครั่งเป็นแกนอยู่ข้างในแล้วหุ้มด้วยแผ่นเงินแผ่นทอง ใช้เป็นตัวเรือนสำหรับติด เพชร พลอย ของเครื่องประดับต่าง ๆ
  • ๒.๓ เชลแล็กผสมกับผงทราย ใช้ในการทำหินเจียระไน
  • ๒.๔ ใช้เคลือบผิวโลหะให้มีสีตามต้องการ โดยทำโลหะนั้นให้มีความร้อน แล้วเอาเชลแล็กซึ่งผสมสีแล้วทาลงไป
  • ๒.๕ ใช้เป็นครั่งประทับตราในการห่อพัสดุ เป็นครั่งหรือผนึกต่างๆ เป็นต้น



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ |ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ |ย้อนกลับ]
Copyright © 1997 Thai Junior Encyclopedia Project Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.