เวลาเราหายใจ ลมผ่านเข้าปอดได้อย่างไร
หัวใจทำไมมีสี่ห้อง
ประสาทที่ควบคุมการเต้นของหัวใจต่างจากประสาทส่วนอื่นอย่างไร
น้ำตามาจากไหน
ข้างหลังเยื่อแก้วหูมีอะไรที่ทำให้เราได้ยินเสียง
มีอะไรอย่างอื่นในโพรงจมูกนอกจาก ขนจมูก

เวลาเราหายใจ ลมผ่านเข้าปอดได้อย่างไร

[ขยายดูภาพใหญ่]

ระบบการหายใจ แบ่งได้เป็น ๒ ส่วน คือ
๑. ส่วนที่เป็นทางผ่านของลมหายใจ ได้แก่ จมูก ปาก คอหอย กล่องเสียง หลอดลมใหญ่ (trachea) หลอดลมย่อย (vronchi) และ แขนงภายในปอดทั้งสองข้าง
๒. ส่วนที่ทำหน้าที่หายใจ คือทำการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนในอา กาศหายใจ กับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด ได้แก่ ถุงลม
กล่องเสียง โครงสร้างของกล่องเสียงประกอบด้วยกระดูกอ่อนหลายชิ้น ซึ่งบางชิ้น มีเส้นใยพังผืดยืดหยุ่นมาก กระดูกอ่อนเหล่านี้ถูกยืดกันด้วยเอ็น (ligaments) และเยื่อพังผืด และยังต่อกันเป็นข้อต่อเพื่อให้มีการเคลื่อนไหวได้ด้วย
กล้องเสียงยาว ๔-๕ เซนติเมตร ในผู้ใหญ่เพศชายและยาว ๓.๕ เซนติเมตร ในผู้ใหญ่เพศหญิง อยู่ติดต่อกับคอหอยส่วนกล่องเสียง
กล่องเสียงจะถูกยกสูงขึ้นเมื่อหงายศีรษะและเลื่อนต่ำลงเมื่อก้มศีรษะ และการเลื่อนขึ้นบนยังเห็นได้ในขณะกลืนกล่องเสียงคล่ำพบได้ทางด้านห้า ของคนในแนวกลางตัว เรียกว่า ลูกกระเดือก
ทางเข้ากล่องเสียง อยู่ในแนวเฉียงลงล่างจากหน้าไปหลังซึ่งมีกล้าม เนื้อทำให้ทางเข้ากล่องเสียงปิดได้ ป้องกันมิให้อาหารตกลงไปในกล่องเสียง
ภายในกล่องเสียงมีโพรงกลอ่งเสียงซึ่งมีรอยนูนขึ้นมาสองคู่ คู่บน เรียกว่า รอยนูนเวสติบูลาร์ (vestibular fold) คู่ล่าง เรียกว่า รอย นูนโวคอล (vocal fold) ซึ่งมีเอ็นสายเสียงอยู่ภายใน
ภายในกล่องเสียงมีกล้ามเนื้อลายเล็ก ๆ หลายมัด เพื่อควบคุมทาง เข้ากล่องเสียงและรอยนูนเวสติบูลาร์ ป้องกันไม่ให้อาหารและสิ่ง แปลกปลอมตกลงไปในกล่องเสียง และควบคุมการเปิดปิดของสายเสียง ทำ ให้เกิดเสียง และจะปิดสนิทในขณะกลั้นหายใจ
หลอดลมใหญ่ ต่อลงมาจากกล่องเสียง ยาว ๔ เซนติเมตร ในเด็กเกิดใหม่ และ ยาว ๙-๑๐ เซนติเมตรในผู้ใหญ่ มีขนาดกว้าง ๕x๖ มิลลิเมตรในเด็กเกิดใหม่ และขนาด ๑๖x๑๔ มิลลิเมตร ในผู้ใหญ่ อยู่หน้าหลอดอาหารทอดผ่านส่วนคอ มาสู่ช่องอก แล้วแยกเป็นสองง่าม เป็นหลอดลมย่อยซ้ายและขวา เข้าสู่ ปอดซ้ายและขวา
ผนังประกอบด้วยกระดูกอ่อนรูปเกือกม้าประมาณ ๑๕-๒๐ วง ปลาย หลังของกระดูกอ่อนซึ่งไม่ต่อกันจะถูกยึดไว้ด้วยพังผืดและกล้ามเนื้อเรียบ เพื่อ ให้หลอดลมใหญ่แคบลงและกว้างขึ้นได้
หลอดลมย่อย หลอดลมย่อยซ้ายและขวา ซึ่งแยกจากหลอดลมใหญ่เข้าสู่ขั้วปอดซ้าย และขวาตามลำดับ หลอดลมย่อยข้างซ้ายยาว ๕ เซนติเมตร ข้างขาวยาว ๒.๕ เซนติเมตร
หลอดลมย่อยซ้ายขวานี้ เมื่อเข้าปอดแล้วก็ยังแกยแขนงออกไปเป็น หลอดลมเล็ก ๆ อีกมากมายภายใจปอด
ปอด เป็นอวัยวะสำหรับการหายใจ อยู่อย่างอิสระในช่องเยื่อหุ้มปอด เว้น แต่ตรงขั้นปอด ปอดยึดติดกับหลอดลมใหญ่โดยหลอดลมย่อย ยึดติดกับหัวใจโดย หลอดเลือดที่เข้าสู่ปอดและออกจากปอด ปอดมี ๒ ข้าง คือ ปอดขวา และ ปอดซ้าย
รูปร่างของปอด คล้ายรูปกรวยผ่าซีก มียอดอยู่บนฐานกว้างอยู่ ข้างล่างชิดกับกะบังลม ปอดขวามีร่องแยกออกได้เป็น ๓ กลีบ ปอดซ้ายมีร่อง แยกออกเป็น ๒ กลีบ ปอดขวาหนักเฉลี่ย ๖๒๐ กรัม ปอดซ้ายหนักเฉลี่ย ๕๖๐ กรัม
ปอดเป็นอวัยวะที่ยืดหดได้มาก ในเด็กมีสีชมพูอ่อน แต่ผู้ใหญ่มักจะมี จุดสีเทาหรือสีดำ ซึ่งเกิดจากการสะสมของฝุ่นละอองจากอากาศที่หายใจเข้า ไป ปอดมีน้ำหนักเบาและมีรูพรุนเต็มไปหมด ปอดจึงลอยน้ำและเมื่อบีบจะมี เสียงกรอบแกรบแต่ในเด็กเกิดใหม่ที่ยังไม่เคยหายใจเลย ปอดค่อนข้างแข็ง และจมน้ำ จึงใช้พิสูจน์ว่าเด็กเกิดมาหายใจหรือยัง ถ้าเด็กเคยหายใจครั้ง แรก จะมีอากาศและเลือดเข้าปอดมากขึ้น ทำให้ปอดเปลี่ยนลักษณะเป็นนุ่ม คล้ายฟองนี้ และลอยน้ำได้
ลักษณะภายในของปอดประกอบด้วยหลอดลมเล็ก ๆ หลอดเงือด และ ส่วนที่ทำนห้าที่หายใจจริง ๆ คือ ถุงลม ซึ่งทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๋าซคาร์บอนได ออกไซด์ในเลือด กับออกซิเจนในอากาศ ที่ผิวนอกของปอดหุ้มด้วยเยื่อหุ้ม ปอดบาง ๆ
หลอดลมย่อยเมื่อเข้าปอดก็แยกแขนงไปสู่กลีบปอดแต่ละกลีบ และแยก แขนงเล็กลง ๆ จำนวนมากมายภายในปอด ถัดไปเป็นถุงลมซึ่งมีผนังบางมาก และมีหลอดเลือดฝอยต่อกันเป็นร่างแหล้อมรอบ จึงมีการแลกเปลี่ยนก๊าซได้

หัวใจทำไมมีสี่ห้อง


[ขยายดูภาพใหญ่]

หัวใจ เป็นเครื่องสูบฉีดเลือด ประกอบด้วยผนังเป็นกล้ามเนื้อหนา หดตัวและ คลายตัวเป็นจังหวะไม่มีหยุด รูปร่างของหัวใจคล้ายรูปกรวยทู่ และแบนจาก หน้าไปหลังเล็กน้อย
ช่องหัวใจ แบ่งออกเป็นครึ่งซ้ายและขวา โดยผนังกั้นเฉียง ๆ แต่ละ ข้างประกอบด้วยช่องที่รับเลือดดำเรียกว่า เอเตรียม (atrium) ซึ่งมีผนัง บาง และช่องที่ผนังเลือดออกซึ่งมีผนังหนา เรียกว่า เวนตริเคิบ (ventricle) ดูภายนอกมีร่องตื้น ๆ บอกตำแน่งรอยต่อระหว่าง เอเตรียม กับเวนตริเคิล ภายในส่วนล่างของเอเตรียม เปิดเข้าสู่ส่วนหลังของเวนตริ เคิล โดยรูกว้างซึ่งเรียกว่า รูอะตริโอเวนตริคูลาร์ (atrio- ventricular oritice) แต่ละรูนี้มีลิ้นหัวใจ ซึ่งยอมให้เลือดจาก เอ เตรียม ไปสู่ เวนตริเคิล ได้ แต่ป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ
เอเตรียมขวา อยู่ทางขวาค่อนไปทางหน้า รับเลือดเสียจากศีรษะ คอ และแขน ทางหลอดเลือดวีนาคาวาหลอดบน (superior vena cava) และรับเลือดดำจากส่วนอก ท้อง เชิงกราน และขาโดยทางหลอดเลือดวีนา คาวาหลอดล่าง (inferior vena cava) และยังรับเลือดจากผนังหัวใจ เองด้วย
เวนตริเคิลขวา อยู่ทางขวาค่อนไปทางหน้ารับเลือดดำจากเอเตรียม ขวา และบีบเลือดไปสู่ปวดทั้งสองข้าง โดยหลอดเลือดแดงสู่ปอด ที่ส่วนต้น ของหลอดเลือดแดงสู่ปอด มีลิ้นให้เลือดออกจากหัวใจไปได้ แต่จะปิดสนิทไม่ ให้เลือดไหลย้อนกลับ
เอเตรียมซ้าย อยู่ทางซ้ายค่อนไปทางหลัง รับเลือดดำจากปอดทั้ง สองข้าง
เวนตริเคิลซ้าย อยู่ทางซ้าย รับเลือดจากเอเตรียมซ้าย และบีบเลือด ส่งไปทางหลอดเลือดแดงใหญ่ เอออร์ตา (aorta) ซึ่งมีแขนงมากมายไป เลี้ยงทั่วร่างกาย ที่ส่วนต้นของแอออร์ตา มีลิ้นให้เลือดจากเวนตริเคิล ซ้ายออกไปได้ แต่จะปิดสนิทไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ
หลอดเลือดแดง เมื่อหัวใจหดตัว ก็จะบีบไล่เลือดไปสู่เอออร์ตา และหลอดเลือดแดง แขนงใหญ่ ๆ ทันที หลอดเลือดแดงขนาดใหญ่จึงมีเส้นใยยึดหยุ่นมากในผนัง และยืดออกได้เมื่อหัวใจหดตัวทุกครั้ง เพื่อป้องกันอันตรายที่มีต่อหลอดเลือด ขนาดเล็กกว่า อันเนื่องจากความดันของเลือดที่ออกมาอย่างแรง
เพื่อที่จะควบคุมการส่งเลือดไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกายให้เป็น ไปอย่างสม่ำเสมอ หลอดเลือดขนาดกลาง จึงมีกล้ามเนื้อเรียบมากขึ้น หลอด เลือดขนาดเล็กจะกลับมีกล้ามเนื้อเรียบน้อยลงหลอดเลือดฝอย มีขนาดเล็ก มากขนาด ๘-๑๐ ไมครอน ไม่มีกล้ามเนื้อเลย มีแต่เยื่อบุผนังเท่านั้น สำหรับ การแลกเปลี่ยนออกซิเจน และ คาร์บอนไดออกไซด์ อาหารและของเสียซึม ผ่านผนังได้โดยสะดวกและรวดเร็ว
หลอดเลือดดำ เลือดในหลอดเลือดดำไหลช้ากว่า และความดันเลือดก็ต่ำกว่าใน หลอดเลือดแดง ดังนั้นหลอดเลือดดำจึงมีขนาดใหญ่กว่าและผนังบางกว่าหลอด เลือดแดง หลอดเลือดดำตั้งต้นจากหลอดเลือดฝอย แล้วก็มีขนาดโตขึ้น ๆ จน เข้าสู่เอเตรียมของหัวใจ
ในปลา หัวใจเป็นเพียงท่ออันเดียว รับเลือดเสียที่ปลายข้างหนึ่ง และ บีบไล่เลือดเสียเนื้ออกทางปลายอีกข้างหนึ่ง ไปสู่ร่างแหหลอดเลือดฝอยที่ เหงือก เพื่อรับออกซิเจนจากน้ำ เมื่อมีวิวัฒนาการของสัตว์บก อากาศเป็น แหล่งของออกซิเจน จึงจำเป็นต้องมีอวัยวะสำหรับการหายใจใหม่ ได้แก่ ปอด ซึ่งเป็นอวัยวะที่ติดต่อกับอากาศภายนอกโดยทางปาก และจมูก วิวัฒนา การของปอดทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของระบบเลือดไหลเวียนซึ่งเลือดเสีย กลับเข้าสู่หัวใจแล้ว จะต้องสามารถส่งเลือดเสียไปยังปอดก่อนอื่น เพื่อ ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และรับออกซิเจนแล้วจึงส่งเลือดที่มีออกซิเจนไปทั่ว ร่างกาย อันนี้เองเป็นสาเหตุให้มีการเกิดผนังกั้นกลาง ซึ่งแบ่งหัวใจที่เคยเป็น ห้องเดียวออกเป็นครึ่งซ้ายและครึ่งขวา

ประสาทที่ควบคุมการเต้นของหัวใจต่างจากประสาทส่วนอื่นอย่างไร


[ขยายดูภาพใหญ่]

ระบบประสาท ระบบประสาทเกี่ยวข้องกับการควบคุม และประสานงานของการทำ งานของส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อจัดเตรียมร่างกายให้มีปฎิกิริยาต่อสิ่ง แวดล้อมภายนอก ในขณะเดียวกันก็ควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ภายในให้เข้ากับสิ่ง แวดล้อมภายใน ซึ่งจำเป็นสำหรับการยังมีชีวิตอยู่ คนเราเหนือกว่าสัตว์ต่าง ๆ ก็โดยที่ระบบประสาทโดยเฉพาะสมองเจริญดีกว่าสัตว์ทั้งปวง
ระบบประสาท แบ่งออกได้เป็น
๑. ระบบประสาทกลาง (central nerous system) ได้แก่ สมอง และไขสันหลัง (spinal cord) ซึ่งเป็นศูนย์กลางควบคุมและประ สานงานของการทำงานของร่างกายทั้งหมด
๒. ระบบประสาทนอก (peripheral nervous system) ซึ่งยัง แบ่งต่อไปอีกเป็น
๒.๑ เส้นประสาทสมอง มี๑๒ คู่ ออกจากสมองผ่านรูต่าง ๆ ของกะ โหลกศีรษะ ส่วนใหญ่กระจายไปบริเวณศีรษะ
๒.๒ เส้นประสาทไขสันหลัง มี ๓๑ คู่ ออกจากไขสันหลังเป็นช่วง ๆ ผ่านรูระหว่างกระดูกสันหลัง ไปสู่ร่างกายและแขนขา
๒.๓ ประสาทระบบอัตโนมัติ ควบคุมการทำงานของอวัยวะที่อยู่นอก อำนาจจิตใจและโดยไม่รู้สึกตัว เช่น การเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหว ของอวัยวะภายใน ผนังของหลอดเลือดและต่อมต่าง ๆ ระบบอัตโนมัติยังแบ่ง ต่อไปอีกคือ
๒.๓.๑ ระบบซิมพาเธติค (stmpatthetic) มีเซลล์กำเนิดอยู่ในไข สันหลัง
๒.๓.๒ ระบบพาราซินพาเธติค (parasympathetic) มีเซลล์ กำเนิดอยู่ในสมองเป็นส่วนใหญ่
ระบบประสาทกลาง สมอง เป็นส่วนของระบบประสาทที่เจริญอยู่ในโพรงกะโหลกศีรษะ มี ส่วนที่เจริญอยู่ในโพรงกะโหลกศีรษะ มีส่วนที่เจริญเติบโตมากอยู่ ๓ แห่ง ติดต่อซึ่งกันและกัน คือ สมองส่วนหลัง สมองส่วนกลาง และสมองส่วนหน้า
สมองส่วนหลัง ประกอบด้วย สมองน้อย (cerebellum) พอนส์ (pons) และเมดลลาออมลองกาตา (medulla oblongata) ซึ่งติดต่อกับ ไขสันหลัง
สมองส่วนหน้า ประกอบด้วย ซีรีบรัม (cerebrum) เป็นส่วนใหญ่ โตที่สุดของสมอง
สมองส่วนกลาง เป็นส่วนแคบระหว่างสมองส่วนหน้า และสมองส่วน หลัง
สมองมีเยื่อหุ้ม ๓ ชั้นคือ
ชั้นนอกสุด เรียกว่า เยื่อดูรา (dula mater) หนาและเหนียว อยู่ ชิดกับด้านในของกะโหลกศีรษะ ในที่บางแห่งเยื่อดูรายื่นแทรกเข้าไปในรอย แยกของสมอง เพื่อพยุงและป้องกันกรกระทบกระเทือนต่อสมอง
ชั้นกลาง เรียกว่า เยื่ออะแร็คนอยด์ (arachnoid mater) เป็นชั้น บาง อยู่แนบชิดกับด้านในของเยื่อดูรา
ชั้นใน เรียกว่า เยื่อเปีย (pia mater) เป็นชั้นบาง ๆ อยู่ แนบสนิทกับผิวของสมอง แต่แยกห่างจากเยื่ออะแร็คนอยด์จึงเป็นช่องว่างขึ้น เรียกว่า ช่องใต้อะแร็คนอยด์ (subarachnoid space) ซึ่งจะมีน้ำอยู่ เรียกว่า น้ำหล่อสมองและไขสันหลัง (cerebro-spinal fluid)
ไขสันหลัง อยู่ภายในช่องสันหลัง มีขนาดเล็กกว่านิ้วมือยาวประมาณ ๔๕ เซนติเมตร ทารกในครรภ์ ไขสันหลังยาวไปถึงก้นกบ แต่ในการเจริญเติบ โตต่อมา กระดูกสันหลังเจริญเร็วกว่าและมากกว่าไขสันหลัง ไขสันหลังจึง เลื่อยขึ้นบนกระทั่งไปอยู่ที่ระดับกระดูกสันหลังส่วนเอวอันที่ ๓ ในเด็กเกิดใหม่ และไปอยู่ที่ระดับส่วนบนของกระดูกสันหลังส่วนเอวอันที่ ๒ ในผู้ใหญ่ ปลายล่างของไขสันหลังเป็นเส้นเป็นเงา แข็งแรง ต่อลงไปติดที่ด้านหลัง ของกระดูกก้นกบ
ไขสันหลังมีเส้นประสาทสันหลังออกไป ๓๑ คู่ผ่านรูระหว่างกระสันหลัง
ไขสันมีเบื่อหุ้ม ๓ ชิ้น เช่นเดียวกับสมอง แต่ชั้นนอกสุดไม่ติดกับกระ ดูกสันหลัง ชั้นกลาง แยกจากชั้นใน และมีน้ำหล่อไขสันหลังบรรจุอยู่
ระบบประสาทนอก ประสาทสมองมี ๑๒ คู่ เลี้ยงบริเวณศีรษะและคอเป็นส่วนใหญ่ ยก เว้นคู่ที่ ๑๐ ไปเลี้ยงอวัยวะภายในช่องอก และช่องท้อง
คู่ที่ ๑ ประสาทโอลแพคตอรี (olfactory nerve) เป็นประสาทรับ ความรู้สึกจากเยื่อเมือกของจมูก มีหน้าที่รับกลิ่น
คู่ที่ ๒ ประสาทออพติก (optic nerve)เป็นประสาทรับความ รู้สึกจากเรตินา (retina) ของตามีหน้าที่รับความรู้สึกเกี่ยวกับแสงสีและภาพ
คู่ที่ ๓ ประสาทออคคูโลมอเติร์(occulomotor nerve) เป็นป ระ สาทยนต์ เลี้ยงกล้ามเนื้อที่เคลื่อนไกลถูกตา และกล้ามเนื้อดึงหนังตาบนขึ้น (ลืมตา)มีหน้าที่ทำให้ลูกตาเคลื่อนไหวอย่างสัมพันธ์กัน
นอกจากนั้นประ สาทสมองคู่ที่ ๓ ยังนำประสาทพวกพาราซิมพาเธติค ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับ การมองเห็นชัด และควบคุมขนาดของรูม่านตาให้เหมาะสมกับแสงสว่างอีกด้วย
คู่ที่ ๔ ประสาทโทรเคลียร์ (rochlear nerve) เป็นประสาทยนต์ เลี้ยงกล้ามเนื้อเคลื่อนไหวลูกตา ๑ มัด
คู่ที่ ๕ ประสาทไตรเจมินัล (trigeminal verve) เป้นประสาที่มี ทั้งประสาทยนต์และประสาทรับความรู้สึกส่วนที่เป็นประสาทยนต์จะไปเลี้ยง กล้ามเนื้อที่เคลื่อนไหวกระดูกขากรรไกรล่างเกี่ยวกับการเคี้ยว กล้ามเนื้อที่ เคลื่อนไหวเพดานอ่อนและกล้ามเนื้อที่ทำให้เยื่อหูตึงขึ้นเพื่อการฟังชัด ส่วนที่ เป็นประสาทรับความรู้สึก จะรับความรู้สึกจากผิวหนังของหน้าหนังศีรษะ ส่วนครึ่งหน้า เยื่อบุของปาก เหงือก และลิ้น
คู่ที่ ๖ ประสาทแอบดูเซนต์ (abducent nerve) เป็นประนาทยนต์ เลี้ยงกล้ามเนื้อเคลื่อนไหวลูกตาอีกมัดหนึ่ง
คู่ที่ ๗ ประสาทแฟเซียล (facial nerve) เป็นประสาทยนต์เลี้ยง กล้ามเนื้อของใบหน้าเพื่อบ่งบอกถึงอารมณ์ต่าง ๆ
นอกจากนี้ ยังนำประสาทพาราซิมาพาเธติค ไปเลี้ยงต่อมของ ช่องจมูก เพดาน ต่อมน้ำตา และต่อมน้ำลายใต้คางและใต้ลิ้นและยังรับรส จากลิ้นส่วนหน้า ๒/๓
คู่ที่ ๘ ประสาทเวสติบูโล-โคเคลียร์ (vestibulo-coclear nerve) เป็นประสาทรับความรู้สึกเกี่ยวกับการได้ยิน และการทรงตัว
คู่ที่ ๙ ประสาทกลอสโซ-ฟารีงเจียล (glosso-pharyngeal nerve) มีทั้งประสาทยนต์และประสาทรับความรู้สึกประสาทยนต์ไปควบ คุมกล้ามเนื้อของคอหอย ประสาทรับความรู้สึก รับความรู้สึกจากคอหอยส่วน หลังของลิ้น ช่องหูส่วนกลางนอกจากนี้ยังนำประสาทพาราซิมพาเธติดไปเลี้ยง ต่อมน้ำลายพาโรติด และยังรับรสจากส่วนหลังของลิ้นด้วย
คู่ที่ ๑๐ ประสาทเวกัส (vagus nerve) ส่วนใหญ่เป็นประสาทพารา ซิมพาเธติค มีประสาทยนต์เลี้ยงกล้ามเนื้อเรียบของหลอดอาหาร กระเพาะ อาหาร ลำไส้ จนถึงส่วนทอดขวางของลำไส้ใหญ่ ตับอ่อน หัวใจ ปอด รวมทั้ง ต่อมต่าง ๆ ของทางเดินลำไส้ใหญ่ด้วย และมีประสาทรับความรู้สึก รับ ความรู้สึกจากอวัยวะต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย
คู่ที่ ๑๑ ประสาทแอคเซสเซอรี (accessory nerve) มีประ สาทยอนต์ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่เคลื่อนไหวและไหล่ กล้ามเนื้อยกเพดานอ่อน กล้ามเนื้อเกี่ยวกับการกลืน กล้ามเนื้อควบคุมการหายใจและการเปล่งเสียง
คู่ที่ ๑๒ ประสาทไฮโปกลอสซัล (hypoglossal nerve) ไปเลี้ยง กล้ามเนื้อของลิ้นทำให้เกิดการเคลื่อนไหว
ประสาทไขสันหลัง มี ๓๑ คู่ แบ่งเป็น ประสาทสมอง ส่วนคอ ๘ คู่ ส่วนนอก ๑๒ คู่ ส่วนเอว ๕ คู่ ส่วนก้น๕ คู่ และส่วนก้นกบ ๑ คู่ แต่ละ เส้นประกอบด้วยประสาทยนต์และประสาทรับความรู้สึกไปสู่กล้ามเนื้อและผิว หนังส่วนคอ แขน ส่วนอก ส่วนเอว ส่วนก้น และขา ตามลำดับ
ประสาทระบบอัตโนมัติ
ประสาทซิมพาเธติค มีเซลล์กำเนิดอยู่ในไขสันหลังระดับส่วนอกทั้ง หมด และส่วนเอวช่วงบน และเส้นใยประสาทฝากไปกับประสาทไขสันหลัง
ประสาทพาราซิมพาเธติค มีเซลล์กำเนิดอยู่ในไขสมองแล้วส่งเส้นใย ประสาทฝากไปกับเส้นประสาทสมองคู่ที่ ๓ คู่ที่ ๗ คู่ที่ ๙ และคู่ที่ ๑๐ ดัง กล่าวมาแล้ว นอกจากนี้ยังมีเซลล์กำเนิดอยู่ในไขสันหลังส่วนล่างด้วย
ทั้งประสาทซิมพาเธติคและพาราซิมพาเธติค กระจายไป< WBR>เลี้ยงอวัยวะ เดียวกันเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นต่อมเหงื่อ ต่อมไขมัน และหลอดเลือด ผิวหนัง ของแขนและขา มีแต่ซิมพาเธติคอย่างเดียว เช่น ซิมพาเธติคไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น แต่พาราเธติคทำให้หัวใจเต้นช้าลง ซิมพาเธติคทำให้ ลำไส้มีการเคลื่อนไห้วช้าลง แต่พาราซิมพาเธติคทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวเร็วขึ้น ซิมพาเธติคทำให้รูม่านตากว้างขึ้น แต่พาราซิมพาเธติคทำให้รูม่านตาเล็กลง

น้ำตามาจากไหน


[ขยายดูภาพใหญ่]

อวัยวะสำหรับหลั่งน้ำตา ได้แก่ ต่อมน้ำตา หลอดน้ำตา และถุงน้ำตา
ต่อมน้ำตา ขนาดประมาณปลายนิ้วมือ อยู่ในเบ้าตาตรงมุมบนใกล้ริม และยื่นไปถึงมุมหางตา มีท่อเล็ก ๆ ประมาณ ๓-๔ ท่อ ไปเปิดสู่ฟอร์นิกซ์บน เยื่อบุตา เพื่อทำให้ตาชุ่มชื้นอยู่เสมอ และยังช่วยชะล้างฝุ่นละออง และสิ่ง แปลกปลอมที่เข้าตา
หลอดน้ำตา เป็นหลอดเล็ก ๆ อยู่ในเปลือกตาบนและล่าง เหนือและ ล่างมุมหัวตา เริ่มต้นจากรูที่ยอดของปุ่มน้ำตายาวประมาณ ๑๐ มิลลิเมตร ทอดไปสู่ถุงน้ำตา จึงเป็นทางระบายน้ำตาด้านหน้าของลูกตาไปสู่ถุงน้ำตา
ถุงน้ำตา อยู่หลังผิวหนังบริเวณระหว่ามุมหัวตาของเปลือกตากับดั้งจมูก จากถุงน้ำตามีท่อยาวประมาณ ๑๘ มิลลิเมตร กว้าง ๓-๔ มิลลิเมตร ไปเปิด สู่ช่องจมูกส่วนหน้าในขณะร้องไห้ ต่อมน้ำตาจะหลั่งน้ำตาออกมามาก บางส่วน ก็ล้นไปสู่แก้ม บางส่วนผ่านหลอดน้ำตา ถุงน้ำตา ไปตามท่อสู่โพรงจมูก น้ำตา และน้ำมูกรวมกันเป็นขี้มูกโป่ง

ข้างหลังเยื่อแก้วหูมีอะไรที่ทำให้เราได้ยินเสียง


[ขยายดูภาพใหญ่]

เยื่อแก้วหู รูปร่างเป็นแผ่นกลม ก้นบุ๋ม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประ มาณ ๑๐ มิลลิเมตร วางเฉียง ๆ หันลงล่างไปทางข้างหน้า และใกล้ริม ใน คนมีชีวิต เยื่อแก้วหู มีสีเทาเป็นเงาแต่อาจมีสีเหลืองอ่อน และแดงปนด้วย มีด้ามของกระดูกค้อนติดที่ด้านในของเยื่อแก้วหู จุดกึ่งกลางของเยื่อแก้วหูจึง ถูกดึงเข้าไปเป็นรอยบุ๋ม
หูส่วนกลาง เป็นโพรงอากาศเล็ก ๆ ในกระดูก อยู่ระหว่างเยื่อแก้วหูกับหูส่วนใน ภายในโพรงนี้มีกระดูกหูเล็ก ๆ ๓ ชิ้น คือ กระดูกค้อน กระดูกทั่ง และกระ ดูกโกลน ซึ่งต่อกันจากเยื่อแก้วหูไปยังผนังใกล้ริมของหูส่วนใน เพื่อนำคลื่น เสียงที่มากระทบเยื่อแก้วหูไปยังหูส่วนในได้ หูส่วนกลางยาวและสูงประมาณ ๑๕ มิลลิเมตร แต่กว้างเพียง ๖ มิลลิเมตรที่ส่วนบน ๔ มิลลิเมตรที่ส่วนล่าง และ ๑.๕-๒.๐ มิลลิเมตรที่ส่วนกลาง โพรงอากาศของส่วนกลางยังมีท่อ ทางข้างหน้าไปติดต่อกับคอหอยส่วนจมูก (nasopharynx) และมีท่อทางข้าง หลังไปติดต่อกับโพรงอากาศในปุ่มกระดูกหลังใบหูด้วย
หูส่วนใน เป็นช่องที่มีสารน้ำอยู่ ค่อนข้างสลับซับซ้อนอยู่ภายในกระดูกที่เรียกว่า โบนีลาบีรินธ์ (bony labyrinth) และภายในโบนีลาบีรินธ์ ยังมีท่อหรือ ถุงซึ่งมีผนังบาง ๆ อยู่อีกชั้นหนึ่ง เรียกว่า เมมเบรนัสลาบีรินธ์ (membranous labyrinth)
โบนีลาบีรินธ์ ประกอบด้วย เวสติบูล (vestibule) ช่องเซมิเซอร์ คูลาร์(semicircularcanals) และช่องโคเคลียร์ (cochlearcanal) ซึ่งภายในมี เมมเบรนัสลาบีรินธ์ ซึ่งประกอบด้วย ยูตริเคิล (utricle) แซคคูล (saccule) ท่อเซมิเซอร์คูลาร์ (semicircularduct) และท่อ โคเคลียร์ (cochlear duct)
เวสติบูล เป็นส่วนกลางของ โบนีลาบีรินธ์ ทางหลังติดต่อกับ ช่อง เซมิเซอร์คูลาร์ และทางหน้าติดต่อกับ ช่องโคเคลียร์เป็นโพรงเล็ก ๆ ในกระ ดูกยาวจากหน้าไปหลัง ๖ มิลลิเมตร สูง ๔-๕ มิลลิเมตร และกว้าง 3 มิลลิ เมตร
ซ่องเซมิเซอร์คูล่าร์ มี ๓ ช่อง อยู่หลังช่องเวสติบูล ทั้งสามวางตั้ง ฉากซึ่งกันและกัน จึงให้มีชื่อตามที่อยู่ คือ อันหน้า อันหลัง และอันใกล้ริม ช่องนี้อยู่ในกระดูกประมาณ ๒/๓ วงกลม ซึ่งปลายหนึ่งจะโป่งออก เรียกว่า แอมพูลลา (ampulla) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑.๕ มิลลิเมตร แต่ที่แอม พูลลาประมาณ ๒.๐ มิลลิเมตร เปิดเข้าสู่เวสติบูล เพียง ๕ รู เนื่อง จากปลายใกล้กลางของช่องกันหน้ากับปลายบนของอันหลังรวมกัน
ช่องโคเคลียร์ เป็นโพรงคล้ายก้นหอย ฐานกว้าง ๙ มิลลิเมตร รากฐานถึงยอด ๕ มิลลิเมตร จากฐานถึงยอด ๕ มิลลิเมตร มีกระดูกเป็น แกนกลางเรียก โมดิโอลุส (modiolus) ยาว ๓ มิลลิเมตร มีช่องโค เคลียร์วนรอบโมดิโอลุส ประมาณ ๒.๑/๒ - ๒.๒/๓ รอบ ท่อทั้งหมดยาว ๓๒ มิลลิเมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๒ มิลลิเมตรจากกระดูกแกน มีแผ่นกระดูกบาง (osseus spiral lamina) ยื่นออกวนรอบโมดิโอลุส คล้ายตะปูควง ยื่นเข้าไปประมาณครึ่งหนึ่งของช่องโคเคลียร์ จึงแบ่งช่องโค เคลียร์ออกเป็นสองช่อง แต่ไม่สมบูรณ์จากปลายของแผ่นกระดูกวนรอบ มี แผ่นพังผืดบาสิลาร์ (basilar membrane) ไปติดกับผนังของช่องโคเคลียร์ ทำให้แบ่งช่องโคเคลียร์เป็นสองช่องโดยสมบูรณ์
เมมเบรนัสลาบีรินธ์ อยู่ภายในโบนีลาบีรินธ์ ซึ่งมีรูปร่างเหมือนโบนี ลาบีรินธ์ เว้นแต่มีถุงบาง ๆ ๒ ถุงอยู่ในเวสติบูล คือ
ยูตริเคิล เป็นถุงยาวอยู่ตอนบนและหลังของเวสติบูล มีท่อเซมิเซอร์ คูลาร์ มาเปิด ๕ ท่อ ภายในยูติเคิล มีเซลล์รับความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัว แล้วส่งความรู้สึกนั้นไปยังสมอง
แซคคูล เป็นถุงรูปไข่ อยู่หน้ายูตริเคิล ภายในก็มีเซลล์รับความรู้สึก เกี่ยวกับการทรงตัวเช่นเดียวกัน ทั้ง แซคคูล และ ยูตริเคิล มีท่อมาติดต่อซึ่งกันและกันนอกจากนี้ แซคคูลยังมีไปต่อกับท่อโคเคลียร์ด้วย
ท่อเซมิเซอร์คูลาร์ มีลักษณะเป็นท่ออยู่ภายในช่องเซมิเซอร์คูลาร์ ช่องเซมิเซอร์คูลาร์ส่วนใดโป่ง ท่อเซมิเซอร์คูลาร์ส่วนนั้นก็โป่งด้วยภายในท่อ เซมิเซอร์คูลาร์ที่โป่งออก มีสันขวางประกอบด้วยเซลล์รับความรู้สึกเกี่ยวกับ การทรงตัว
ท่อโคเคลียร์ เป็นท่อวนรอบอยู่ภายในช่องโคเคลียร์ เป็นท่อรูปสาม เหลี่ยม ด้านล้างเป็นแผ่นบาสิลาร์ และด้านบนเป็นแผ่นเยื่อบาง ๆ อีกแผ่นหนึ่ง เรียกว่า แผ่นเวสติบูลาร์ (vestibular membrane) ขึงจากด้านบนของ แผ่นกระดูกวนรอบไปยังผนังของช่องโคเคลียร์ อีกด้านหนึ่งเป็นแผ่นเยื่อของ ช่องโคเคลียร์ ด้านในช่องโคเคลียร์ที่ด้านบนของแผ่นบาสิลาร์มีอวัยวะสำหรับ รับเสียง (organs of corti) ซึ่งมีเซลล์สำหรับรับความรู้สึกในการได้ยิน
ภายในเมมเบรนัสลาบีรเนธ์ทั้งหมด มีน้ำที่เรียกว่าเอ็นโดลีมพ์ (endolymph) ซึ่งจะติดต่อกันทั้งหมด
ภายในโบนีลาบีรินธ์ และภายนอกเมมเบรนัสลาบีรินธ์ก็มีน้ำอยู่ซึ่ง เรียกว่า เพอริลีมพ์ (perilymph) ซึ่งติดต่อกันทั้งหมดเช่นเดียวกัน
เมื่อมีคลื่นเสียงผ่านรูหูไปกระทบเยื่อแก้วหู เยื่อแก้วหูก็สั่นสะเทือน ทำให้กระดูกหูเล็ก ๆ สั่นสะเทือน ส่งต่อไปยังเพอริลีมพ์ภายในเวสติบูล จากนั้นการสั่นสะเทือนก็แพร่ไปยังเพอริมลีมพ์ของส่วนต่าง ๆ ไปสู่เซลล์สำหรับ รับเสียง และเซลล์สำหรับรับความรู้สึกในการทรงตัว ซึ่งจะส่งความรู้สึกต่อ ไปยังสมองได้ทางประสาทสมองคู่ที่ ๘

มีอะไรอย่างอื่นในโพรงจมูกนอกจาก ขนจมูก


[ขยายดูภาพใหญ่]

โพรงจมูก นับตั้งแต่รูจมูกทางด้านหน้าเข้าไปจนถึงรูเปิดทางด้านหลังซึ่งจะติต่อ กับคอหอยส่วนจมูก ผนังกั้นกลางของโพรงจมูกเรียบและแบน ประกอบด้วย แผ่นกระดูกและแผ่นกระดูกอ่อนบาง ๆ ผนังใกล้ริมไม่เรียบ เหนือรูจมูก มี ส่วนที่กว้างขึ้นเป็นกระพุ้ง เรียกว่า เวสติบูล ซึ่งมีขนจมูกสั้นและแข็งแรงอยู่ที่ ส่วนล่างเพื่อกรองฝุ่นละอองจากอากาศ ที่ผนังใกล้ริมมีแผ่นกระดูกยื่น ๓ ชิ้น เรียกว่า คอนคา (concha) ชิ้นล่างใหญ่ ชิ้นกลางและชิ้นบน เล็กลงไป ตามลำดับ
ด้านบนของโพรงจมูก ค่อนข้างแคบแต่จะกว้างในส่วนหลัง แบ่งได้เป็น ๓ ส่วน ส่วนหน้าเอียงลาดลงล่างไปข้างหน้าส่วนกลางอยู่ในแนวนอน และ ส่วนหลังเอียงลาดลงล่างไปข้างหลัง
พื้นของโพรงจมูก ก็คือด้านบนของเพดาน ปากส่วนแข็งซึ่งอยู่ ระหว่างช่องปากกับช่องจมูก
เยื่อเมือกที่บุส่วนบนโพรงจมูก มีสีเหลือง และมีปลายประสาทรับกลิ่น ส่งไปตามประสาทสมองคู่ที่ ๑
เยื่อเมือกที่บุส่วนล่างของโพรงจมูก จะหนามากและมีเลือดมาเลี้ยง มาก จึงทำให้อากาศหายใจอุ่น มีต่อมจำนวนมากโดยเฉพาะที่ครึ่งหลังของ โพรงจมูก จึงทำให้มีน้ำมูกเมื่อเป็นหวัด
กระดูกที่อยู่รอบ ๆ โพรงจมูก จะมีโพรงอากาศอยู่ภายใน เรียกว่า โพรงอากาศ (paranasal air sinuses) โพรงอากาศเหล่านี้จะมีรูเปิด เข้าสู่ผนังใกล้ริมของโพรงจมูกตรงตำแหน่งต่าง ๆ กันการอักเสบของ โพรงจมูกจึงอาจจะแพร่กระจายไปยังโพรงอากาศต่าง ๆ เหล่านี้



[จอหลัก |ดูรูป |เล่าให้ฟัง |วีดิโอ |ลับสมอง |ค้นข้อมูล |บทความ |ดูต่อ...]

Copyright & copy;1997 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contained in this web site without permission is prohibited.