ประวัติของการดมยาสลบเป็นอย่างไร
การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาขณะได้รับยาดมสลบ
ประวัติของการดมยาสลบเป็นอย่างไร


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

การดมยาสลบที่กล่าวได้ว่าเป็นรากฐานของการให้ยาดมสลบในปัจจุบันนี้ เริ่มต้นในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ เมื่อก๊าซไนทรัสออกไซด์ ถูกค้นพบโดยพริสต์เลย์ (Joseph Priestley, ค.ศ. ๑๗๓๓-๑๘๐๔) ในปี พ.ศ. ๒๓๑๕ แต่ในเวลานั้นยังไม่ทราบว่าก๊าซตัวนี้มีคุณสมบัติระงับความเจ็บปวดได้ จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๓๔๓ เดวี จึงค้นพบฤทธิ์ระงับความเจ็บปวด และเรียกก๊าซนี้ว่า ก๊าซหัวเราะ (laughing gas) ต่อจากนั้นมาก็มีการค้นคว้าและนำเอาอีเธอร์ คลอโรฟอร์ม และ เอทิลคลอไรด์ มาใช้เป็นยาดมสลบ ในระยะแรกๆก็ใช้ในการถอนฟัน โดยให้แบบหยด (open drop) ต่อมาเมื่อ ฮอเรซเวลส์ สร้างเครื่องดมยาด้ายก๊าซไนทรัสออกไซด์ได้ (พ.ศ. ๒๓๘๗) จึงเป็นความคิดริเริ่มของนักวิทยาศาสตร์ที่จะประดิษฐ์เครื่องดมยาขึ้นมา ซึ่ง เซอร์ เฟรเดริค เฮวิตต์ (Sir Frederic Hewitt, ค.ศ. ๑๘๘๗) ได้ประดิษฐ์เครื่องดมยาเครื่องแรกขึ้น แต่ในเวลานั้นก็ไม่เป็นที่นิยมใช้ เพราะแพทย์ส่วนมากยังนิยมใช้แบบหยดกันอยู่

นอกจากการทำให้ผู้ป่วยหลับ และไม่รู้สึกเจ็บปวดระหว่างถอนฟันผ่าตัด หรือขณะคลอดบุตรแล้ว ก็ยังมีผู้พยายามคิดหาวิธีอื่นที่ผู้ป่วยไม่ต้องหลับแต่ไม่เจ็บปวดขณะทำการผ่าตัด ซึ่งคาร์ล ลุดวิก ชไลค์ (Karl Ludwig Schleich) ทำสำเร็จโดยการฉีดยาชาเฉพาะที่ในปี พ.ศ. ๒๔๓๕ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ ไบเออร์ (Bier) ก็เป็นคนแรกที่ฉีดยาเข้าช่องไขสันหลังทำให้เกิดการชาครึ่งล่างของร่างกายสำเร็จ ต่อจากนั้นมาการใช้ยาชาโปรเคน (procaine) และโคเคน (cocaine) ก็ทำกันเรื่อยมา ปัจจุบันมียาชาตัวใหม่ๆ ที่มีคุณสมบัติที่ดีและเหมาะสมที่จะใช้กับผู้ป่วยหลายตัว เช่น ไลโดเคน บิวปิวาเคน คลอโรโปรเคน เตตราเคน เมปิวาเคน และเอติโดเคน (lidocaine, bupivacaine, chloroprocaine, tetracaine, mepivacaine และ etidocaine) เป็นต้น

การให้ยาฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำนั้นเริ่มต้นจากปี พ.ศ. ๒๔๔๖ โดย เอมิล ฟิสเชอร์ (Emil Fischer, ค.ศ. ๑๘๕๒ - ๑๙๑๙ ชาวเยอรมัน) ได้สังเคราะห์ยานอนหลับ บาร์บิตูเรท (barbiturate) ตัวแรกขึ้นมาคือ บาร์บิโตน หรือ เวอโรนัล (barbitone or veronal) ต่อมา เปอร์นอกตอน (Pernocton) ก็ได้แนะนำให้ใช้ยานอนหลับนี้ เป็นยานำให้หลับก่อน (Induction of anesthesia) ซึ่งปัจจุบันนี้ เราก็ใช้ไธโอบาร์บิตูเรท (thiobarbiturate) ซึ่งมีการออกฤทธิ์ที่เร็วมากเป็นตัวยานำสลบก่อน

จากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงมีการค้นพบยาดมสลบตัวใหม่ๆ ซึ่งมีคุณสมบัติและคุณภาพดีกว่าและปลอดภัยกว่ายาตัวเก่ายาที่กล่าวนี้ได้แก่ เมธอกไซฟลูเรน (methoxyflurane) ผลิตขึ้นโดยลาร์เซน (Larsen) ในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ฟลูรอกเซน (fluroxene) สังเคราะห์ได้โดย แกรนทซ์ (Krantz) พ.ศ. ๒๔๙๗ ฮาโลเธน (halothane) ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน ถูกสังเคราะห์ขึ้นโดยซักคลิง (Suckling) ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๙๔-๒๔๙๙ ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เทอร์เรลล์ (Terrell) ก็สังเคราะห์ เอนฟลูเรน (enflurane) ขึ้นมาเป็นที่นิยมใช้พอๆ กับฮาโลเธน และหลังสุดคือปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ยาดมสลบ ไอโซฟลูเรน (isoflurane) ก็ถูกสังเคราะห์ขึ้นมา

ในประเทศไทย การดมยาในสมัยแรกเราใช้อีเธอร์ และคลอโรฟอร์ม ต่อมาเมื่อมียาตัวใหม่ที่ออกฤทธิ์เร็วกว่า ดีกว่ามีผลแทรกซ้อนเกิดขึ้นน้อยกว่าก็ได้นำมาใช้แทน ยาเหล่านั้นมีทั้งยาให้ดมสลบ เช่น ฮาโลเธน ใช้ร่วมกับ ไนทรัสออกไซด์ยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำ เช่น ไธโอเพนโตน วาเลียม มอร์ฟีน เฟนตานีล (thiopentone, valium, morphine, fentanyl) ใช้ร่วมกับยาหย่อนกล้ามเนื้อ และในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ในการให้ยาชาเฉพาะที่ก็ใช้ยาชา ไลโดเคน และ บิวปิวาเคน ซึ่งได้ผลดี

จุดมุ่งหมาย
การให้ยาดมสลบ การใช้ยาชาฉีดเข้าทางช่องกระดูกสันหลัง การให้ยาชาเฉพาะที่ หรือการฝังเข็ม มีจุดมุ่งหมายเพียงอย่างเดียว คือ ทำให้ผู้ป่วยปราศจากความรู้สึกเจ็บปวดขณะได้รับการผ่าตัดทุกชนิด

วิธีการ
จำแนกออกเป็น ๔ แบบ คือ
๑. ให้ยาดมสลบ (inhalation anesthesia)
๒. ใช้ยาฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ (intravenous anesthesia)
๓. ใช้ยาชา (regional analgesia)
๔. วิธีฝังเข็ม (acupuncture)


การให้ยาดมสลบ มีอยู่ ๒ วิธี คือ
๑. แบบหยด จะใช้อีเธอร์ เป็นยาดมสลบ อุปกรณ์ที่ต้องมีคือ หน้ากาก (mask) ซึ่งมีผ้ากอซ (gauze) หุ้มไว้ประมาณ ๔-๕ ชั้น และขวดยาอีเธอร์ สำหรับหยดลงบนหน้ากากให้ผู้ป่วย สำหรับใช้กับเด็กซึ่งทำผ่าตัดสั้นๆ ไม่เหมาะที่จะใช้กับผู้ใหญ่ เพราะจะต้องใช้เวลานานที่จะทำให้หลับ ข้อเสียของวิธีนี้คือ (๑) ทำให้ยาสลบกระจายฟุ้งทั่วห้อง บุคคลที่อยู่ในห้องจะต้องสูดเอายาสลบเข้าไปด้วย (๒) ผู้ถูกดมยาสลบโดยวิธีนี้จะสูญเสียความร้อนออกจากร่างกายมากถึง ๓๐๐ แคลอรีต่อเวลา ๑ นาที (๓) ทำให้มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในตัวผู้ป่วยได้ ดังนั้นวิธีนี้ไม่เป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบันนี้

๒. แบบใช้เครื่องดมยาสลบ จากเครื่องดมยาสลบ เราสามารถควบคุมจำนวนออกซิเจน ก๊าซไนทรัสออกไซด์ และไอระเหย (vapor) ของยาดมสลบตัวอื่นๆ ได้ ในระดับที่จะทำให้ผู้ป่วยหลับตามที่ต้องการ มีท่อยางต่อออกจากเครื่องดมยาสลบนำออกซิเจนและยาดมสลบที่เป็นก๊าซหรือไอระเหยไปสู่คนไข้ลักษณะท่อยางที่ใช้แตกต่างกันในเด็กและผู้ใหญ่ คือ ในเด็กเล็กจะมีแค่ ๑ ท่อ เรียกระบบนี้ว่า น็อนรีบรีธิง (non-rebreathing) ส่วนในผู้ใหญ่จะมีท่อต่อจากเครื่องดมยานำเอายาสลบและออกซิเจนไปสู่ผู้ป่วยตอนหายใจเข้า และลมหายใจออกก็จะกลับออกทางท่อหายใจออกเข้าไปสู่ภาชนะที่มีโซดาไลม์ (sodalime) สำหรับดูดเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากลมหายใจออก อากาศดีและยาดมสลบจะกลับเข้าผู้ป่วยทางท่อหายใจเข้าอีก ก๊าซที่ผู้ป่วยหายใจเข้าและออกนี้จะไม่มาผสมกันเพราะมีลิ้นปิดเปิด (valve) ซึ่งยอมให้ก๊าซผ่านไปได้ทางเดียว (one way)

การใช้เครื่องดมยานี้มีข้อดีคือ (๑) สะดวก (๒) สามารถควบคุมระดับการดมยาสลบให้ตื้นหรือลึกได้ตามความต้องการ โดยการเปิดก๊าซให้ออกได้ตามความเข้มข้นที่ต้องการ (๓) สามารถควบคุมการหายใจของผู้ป่วยระหว่างดมยาสลบไม่ให้มีคาร์บอนไดออกไซด์คั่ง และ (๔) อากาศเสียหรือก๊าซที่ออกมาทางลมหายใจออกของผู้ป่วยก็สามารถต่อท่อออกไปทิ้งข้างนอกได้ ข้อเสียของวิธีนี้ก็คือเครื่องดมยาราคาแพงมาก

การให้ยาฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ
ในรายผ่าตัดสั้นๆ เช่น ทำความสะอาดแผลที่ถูกน้ำร้อนลวก ไฟไหม้ หรือตัดไหมหลังผ่าตัดในเด็กเล็ก อาจใช้ยา

๑. เคตามีน (Ketamine) ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อทำให้ผู้ป่วยหลับชั่วคราว ถ้าใช้ฉีดเข้าหลอดเลือดฤทธิ์จะอยู่นานประมาณ ๑๐ นาที แต่ถ้าฉีดเข้ากล้าม ซึ่งต้องใช้ขนาดสูงกว่าที่ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ๓ - ๔ เท่า ผู้ป่วยจะหลับอยู่นานประมาณ ๒๐-๓๐ นาที สำหรับให้ทำแผลได้ ข้อเสียของการใช้ยานี้คือ ทำให้ความดันโลหิตขึ้นสูง หัวใจเต้นเร็วขึ้น และมีฝันร้ายซึ่งอาจติดตัวผู้ป่วยอยู่นานเป็นเดือน

๒. การฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำมีจุดประสงค์ที่ดีอย่างหนึ่งคือใช้เป็นยานำสลบ เพื่อให้ผู้ป่วยหลับเร็ว ผ่านระยะของความตื่นเต้นไปได้เร็วมาก แล้วต่อจากนั้นก็อาจให้หลับด้วยยาฉีด และหรือยาดมสลบตัวอื่น ยานำสลบที่นิยมใช้ ก็คือ ไธโอบาร์บิตูเรท ขนาด ๔-๕ มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม การให้ยาทางหลอดเลือดนี้ ทำได้ลำบากในเด็กเล็ก แต่ใช้ได้ผลดีในเด็กโตและผู้ใหญ่

๓. ยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำที่นิยมนำมาใช้เพื่อทำให้คนไข้หลับหรือใช้ร่วมกับยาดมสลบ คือยาพวก ยาง่วงซึม (narcotic) ได้แก่ มอร์ฟีน เฟนตานีล และเมเปอริดีน (meperidine)

๔. พวกยากล่อมอารมณ์ (tranquilizer) ได้แก่ ไดอาซีแพม (diazepam) และโดรเปอริดอล (droperidol)

๕. นอกจากนี้การผ่าตัดบางชนิดจะทำได้สะดวกและง่ายถ้าทำในขณะที่กล้ามเนื้อหย่อนตัวมากๆ ดังนั้นวิสัญญีแพทย์จำเป็นจะต้องฉีดยาหย่อนกล้ามเนื้อให้ผู้ป่วย ยาหย่อนกล้ามเนื้อที่นิยมใช้กันอยู่คือ ซัคซินีลคอลีน ดี - ทูโบคูรารีน แพนคูโรเนียม อัลโลเฟอรีน และกัลลามีน (succinylcholine, d-tubocurarine, pancuronium, alloferine และ gallamine) เป็นต้น เมื่อใดที่ต้องใช้ยาหย่อนกล้ามเนื้อ จะต้องใส่ท่อหายใจให้ผู้ป่วย และช่วยการหายใจด้วยการบีบลูกโป่งหรือใส่เครื่องช่วยหายใจ การใส่ท่อหายใจนี้จะใส่ไว้ในหลอดลมหลังจากผู้ป่วยหลับ ยกเว้นบางรายที่มีปัญหาของการใส่ท่อหายใจยากหรือรายที่ต้องเสี่ยงภัยต่อการสำลักอาหารเข้าหลอดลม ก็จะต้องใส่ท่อหายใจขณะที่ผู้ป่วยยังตื่นอยู่

ใช้วิธีฉีดยาชา ด้วยวิธีนี้ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกคล้ายเป็นเหน็บชาและหมดความรู้สึกเจ็บในบริเวณที่ให้ยาชา วิธีการฉีดและชนิดของยาชา ต้องเลือกใช้ตามความเหมาะสม แล้วแต่ชนิดและระยะเวลาของการผ่าตัด

๑. การฉีดยาชาที่บริเวณหรือรอบๆ บริเวณที่ผ่าตัดโดยตรง วิธีนี้จะใช้ยาชาในขนาดความเข้มข้นต่ำ เช่น ไลโดเคน ๐.๕% หรือ บิวปิวาเคน ๐.๒๕-๐.๕% ถ้าต้องการใช้ยาชาเป็นจำนวนมาก ต้องผสมยาที่ออกฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดตีบตัวลงไปในยาชาด้วย เพื่อช่วย (๑) ลดการดูดซึมของยาชาเข้ากระแสโลหิต (๒) ลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการให้ยาชาเกินขนาดและ (๓) ทำให้ยาชาออกฤทธิ์ได้นานกว่าปกติด้วย

๒. การฉีดยาชาบริเวณเส้นประสาทหรือกลุ่มประสาทวิธีนี้จะใช้ยาชาที่มีความเข้มข้นปานกลาง เช่น ไลโดเคน ๑.๕-๒% หรือ บิวปิวาเคน ๐.๕-๐.๗๕% ผสมกับยาที่ทำให้หลอดเลือดตีบตัว เมื่อยาชาซึมเข้าไปสัมผัสกับเยื่อหุ้มประสาทจะออกฤทธิ์ปิดกั้นการนำความรู้สึกผ่านเส้นประสาทหรือกลุ่มประสาทนั้นๆ ทำให้เกิดการชาขึ้นเป็นบริเวณกว้างตลอดแนวที่เลี้ยง โดยเส้นประสาทหรือกลุ่มประสาทนั้น สามารถทำการผ่าตัดได้ โดยไม่รู้สึกเจ็บปวด เช่น ฉีดยาชาที่กลุ่มประสาทบริเวณกึ่งกลางเหนือกระดูกไหปลาร้า หรือที่รักแร้ (brachial plexus block) จะทำให้เกิดการชาที่แขนและมือ หรือฉีดยาชาที่เส้นประสาทโคนขา (femoral) บริเวณขาหนีบ ก็จะทำให้เกิดการชาบริเวณขาที่เลี้ยงโดยเส้นประสาทนี้ เป็นต้น

๓. การฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง มีวิธีทำได้ ๒ วิธี คือ ฉีดยาชาที่มีความเข้มข้นปานกลาง เช่น ไลโดเคน ๑.๕% หรือ บิวปิวาเคน ๐.๕-๐.๗๕% เข้าสู่ช่องรอบนอกน้ำไขสันหลัง (epidural block) หรือฉีดยาชาที่มีความเข้มข้นมาก เช่น ไลโดเคน ๐.๕% ๑-๒ ซี.ซี. เข้าในช่องน้ำไขสันหลัง (subarachnoid block) จุดที่ฉีดยา คือ ที่ช่องกระดูกสันหลังตรงตำแหน่งที่ต้องการโดยวิธีนี้คนไข้จะมีอาการชาที่ขาทั้งสองข้าง ระดับการชาจะสูงขึ้นมาถึงบริเวณหน้าท้อง สามารถทำการผ่าตัดบริเวณขาและบริเวณหน้าท้องส่วนล่างได้ เช่น การผ่าตัดไส้เลื่อน และการผ่าตัดเอาเด็กออกทางหน้าท้อง เป็นต้น

๔. การฉีดยาชาเข้าหลอดเลือดดำเฉพาะที่ (Bier's block) จุดที่ฉีดยาคือ หลอดเลือดดำบริเวณหลังมือ หรือหลังเท้า ในขณะที่รัดต้นแขนหรือต้นขาไว้แน่น เพื่อทำให้เกิดอาการชาหมดความรู้สึกเจ็บปวดจนสามารถทำการผ่าตัดที่แขนหรือขาได้

การฝังเข็ม
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้มีการทำการฝังเข็ม ให้เกิดการชาและสามารถทำผ่าตัดได้ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนทางประเทศไทยได้ศึกษาและทดลองทำการผ่าตัดโดยฝังเข็ม เพื่อทำการผ่าตัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นต้นมา ในเวลานี้การฝังเข็มเป็นงานที่ต้องค้นคว้าหาความรู้และความชำนาญอีกมาก การฝังเข็มที่ทำให้เกิดการชาระงับปวดได้นั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสียคือ

ข้อดี
๑. เป็นการทำให้ชาที่ปลอดภัย ไม่มีการแพ้ยา ไม่มีการใช้ยาเกินขนาด หรือน้อยไป
๒. เป็นวิธีทำง่าย ไม่ซับซ้อน ใช้เครื่องมือน้อย
๓. ราคาถูก
๔. นำเครื่องมือติดตัวไปในที่ต่างๆ ได้สะดวก
ข้อเสีย
๑. บางครั้งการชาเป็นไปไม่ได้ ๑๐๐%
๒. การชาในแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน
๓. ยังมีการตอบสนอง จุก แน่น เวลาดึงอวัยวะภายใน
๔. ไม่มีการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อ
การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาขณะได้รับยาดมสลบ

[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
เมื่อผู้ป่วยได้รับยาสลบโดยวิธีสูดดม ยาสลบมีฤทธิ์แทรกซึมผ่านเยื่อบุถุงลมที่ปอดเข้าสู่กระแสโลหิต ส่วนยาสลบที่ให้โดยวิธีฉีดเข้าหลอดเลือดดำก็จะเข้าสู่กระแสโลหิตโดยตรง เมื่อยาสลบไหลเวียนผ่านไปตามกระแสโลหิตก็จะถูกดูดซึมที่อวัยวะต่างๆ ทั่วทั้งร่างกายทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่ระบบประสาท ยาสลบมีฤทธิ์กดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้หมดสติไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกใดๆ กดศูนย์ควบคุมการหายใจกดการบีบตัวของหัวใจ และทำให้หลอดเลือดขยายตัว ผลของยาสลบที่กดระบบต่างๆ ในร่างกายจะแปรเปลี่ยนตามความเข้มข้นของยาสลบที่ได้รับสูดดม เมื่อความเข้มข้นของยาสลบในกระแสโลหิตเพิ่มมากขึ้นจะกดการทำงานของระบบประสาท ระบบหายใจ ระบบการไหลเวียนเลือด และระบบอื่นๆ มากขึ้น การให้ยาสลบมากเกินไป จะทำให้คนไข้หลับลึกเกินต้องการ หายใจไม่พอหรือหยุดหายใจ และความดันเลือดตก แต่ถ้าให้ยาสลบน้อยเกินไป คนไข้จะรู้สึกตัวและตอบสนองต่อความเจ็บปวด หน้าที่ของวิสัญญีแพทย์และวิสัญญีพยาบาล คือ (๑) จะต้องรู้ว่าผู้ป่วยแต่ละรายนั้นต้องการความเข้มข้นของยาสลบมากน้อยเพียงใด เพื่อให้พอเหมาะกับการผ่าตัดชนิดนั้นๆ (๒) ในระหว่างผ่าตัดต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดให้หลับในขนาดที่พอดี (๓) ช่วยการหายใจและให้ออกซิเจนให้พอกับความต้องการ (๔) รักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ และ (๕) ทดแทนน้ำและเลือดให้เพียงพอแก่ความต้องการในขณะผ่าตัด ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยที่สุด ในระหว่างที่ได้รับยาสลบอยู่

ผลแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างและหลังดมยาสลบ
ผลแทรกซ้อนจะเกิดได้น้อยมากในมือของวิสัญญีแพทย์ที่ละเอียดรอบคอบและมีความชำนาญ นอกจากนี้โรคที่ผู้ป่วยมีอยู่เองยังจะมีผลที่จะทำให้ผลแทรกซ้อนเกิดมีอันตรายมากขึ้นหรือน้อยลงได้ แต่ผลแทรกซ้อนส่วนมากนั้นสามารถป้องกัน และรักษาให้หายได้ ถ้าสามารถพบได้แต่เนิ่นๆ ผลแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ

๑. ระบบประสาท
๑.๑ ถ้าให้ยามากเกินไป ผู้ป่วยจะหลับอยู่นาน
๑.๒ ขณะที่หลับอยู่นั้นเกิดมีการขาดออกซิเจนหรือออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่พอจากสาเหตุใดก็ตาม จะทำให้หลับแล้วไม่ตื่นได้
๑.๓ นอกจากนี้ประสาทส่วนปลายอาจมีการชาอยู่นาน หรือชาอย่างถาวร ถ้าเผอิญเกิดมีการกดทับหรือทำลายประสาทเส้นนั้น ซึ่งเกิดได้จากการจัดท่านอนที่ไม่เหมาะสม หรือการผ่าตัดที่ไปทำอันตรายเส้นประสาท
๑.๔ แต่ถ้าให้ยาสลบน้อยเกินไป ผู้ป่วยก็จะรู้สึกตัวหรือเจ็บระหว่างผ่าตัด

๒. ระบบหัวใจและการไหลเวียนเลือด
๒.๑ อาจถูกกดมากเมื่อยามากหรือแรงเกินไปจนทำให้หัวใจเต้นช้าลงหรือเต้นไม่สม่ำเสมอ หรือหยุดไปเลยก็ได้ ดังนั้นการดมยาผู้ป่วยทุกราย วิสัญญีแพทย์จะจับชีพจร วัดความดันอยู่เป็นระยะๆ รวมทั้งบันทึกอาการ และอาการแสดงตลอดเวลา ถ้าหัวใจทำงานน้อยลงหรือหลอดเลือดขยายตัวตัวมากเกินไป จะเป็นสาเหตุให้ความดันเลือดต่ำลง ถ้าต่ำมากจะทำให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายมีเลือดไปเลี้ยงน้อยลงหรือขาดเลือดไปเลี้ยง ผลแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นก็คือ อวัยวะนั้นไม่สามารถทำงานในเวลาต่อไปได้
๒.๒ แต่ถ้าให้ยาสลบน้อยเกินไปจะทำให้ความดันเลือดสูง และถ้าสูงมากก็เกิดอันตรายได้
๓. ระบบการหายใจ

ยาดมสลบ หรือยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำในขนาดที่ทำให้ไม่เจ็บระหว่างผ่าตัด มักจะกดการหายใจ ดังนั้นถ้าปล่อยให้ผู้ป่วยหายใจเอง ก็จะไม่พอ การแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ จะไม่เป็นไรไปตามปกติ เมื่อออกซิเจนในเลือดลดลงจะเป็นผลเสียต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น เดียวกับระยะแรกๆ หลังการหยุดให้ยาดมสลบ ผู้ป่วยจะยังคงมียาสลบเหลือค้างอยู่ในร่างกายเพราะมีการขับถ่ายอออกไปอย่างช้าๆ ดังนั้นอาจเกิดภาวะดังกล่าวข้างต้นได้ วิธีป้องกันคือ ให้ผู้ป่วยดมออกซิเจนต่อจนกว่าการหายใจจะกลับมาเป็นปกติ

๔. ระบบทางเดินอาหาร
ยาบางอย่างทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ ผู้ป่วยบางคนมีการตอบสนองต่อยาไม่เหมือนกันหรือไม่เท่ากัน ดังนั้นถ้าเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน จากยาชนิดใดแล้วควรจำไว้ เพื่อจะได้บอกแพทย์และแพทย์ก็จะหลีกเลี่ยงการใช้ยานั้น นอกจากนี้ถ้าผู้ป่วยรับประทานอาหารมาก่อนถูกดมยาสลบไม่นาน (คือน้อยกว่า ๖ ชั่วโมง) อาจมีการสำลัก หรือสำรอกเศษอาหารเข้าปอดได้ง่ายมากและอาจเกิดปอดอักเสบ (aspirate pneumonia) ตามมาได้

๕. ระบบการทำงานของตับและไต
ยาบางชนิดจะมีพิษต่อตับหรือไต ดังนั้นการหลีกเลี่ยงไม่ใช้ยาเหล่านั้นก็จะสามารถป้องกันผลแทรกซ้อนได้ ส่วนมากแล้วยาดมสลบมักจะลดเลือดที่ไปยังตับและไต ถ้าลดไม่มากเกินไปก็ไม่เป็นอันตราย ผลแทรกซ้อนที่อาจพบได้แต่พบน้อยมากคือ การทำงานของตับหรือไตล้มเหลว

๖. ผลแทรกซ้อนอื่นๆ
เช่น การแพ้ยาของแต่ละบุคคล อาจมีผื่นขึ้นตามหน้า ตามตัว และความดันเลือดตก นอกจากนี้ การฉีดยาเกินขนาดหรือฉีดยาผิดก็อาจเกิดขึ้นได้
ดูเพิ่มเติมเรื่อง กายวิภาคศาสตร์ และสรีรวิทยา
หัวข้อก่อนหน้า