ประโยชน์ของเลือดต่อชีวิตมนุษย์มีอะไรบ้าง
การบริจาคและขบวนการเก็บโลหิตหรือเลือดเป็นอย่างไร
ประวัติการให้เลือดและการดำเนินงานธนาคารเลือดในประเทศไทย
ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ

ประโยชน์ของเลือดต่อชีวิตมนุษย์มีอะไรบ้าง


[ขยายดูภาพใหญ่ ]

ประโยชน์ของเลือดต่อชีวิตมนุษย์
๑. ทำหน้าที่ในการหายใจ โดยนำออกซิเจนจากปอดไปสู่เนื้อเยื่อของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย และนำคาร์บอนไดออกไซด์จากเนื้อเยื่อของอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกายมาฟอกที่ปอด
๒. ทำหน้าที่ลำเลี้ยง เช่น นำอาหารที่ดูดซึมจากลำไส้ฮอร์โมน วิตามิน เกลือแร่ และของเสีย (จากการเผาไหม้ ไปสู่อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย)
๓. รักษาดุลน้ำ และดุลความเป็นกรดด่างของร่างกาย
๔. รักษาระดับอุณหภูมิของร่างกาย โดยการกระจายความร้อน
๕. เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดทำหน้าที่ต่อต้านการติดเชื้อ
๖. ปัจจัยต่าง ๆ ของการแข็งตัวของเลือดและเกล็ดเลือด มีหน้าที่เกี่ยวกับการห้ามเลือดโดยตรง
เนื่องจากเลือดและส่วนประกอบต่าง ๆ ของเลือดมีหน้าที่เฉพาะตัว เมื่อผู้ป่วยเสียเลือด หรือเมื่อร่างกายขาดส่วนใดส่วนหนึ่งของเลือดจนทำให้เกิดอาการผิดปกติขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือดส่วนที่ขาดนั้นทดแทนให้เพียงพอปัจจุบัน ยังไม่มีโรงงานผลิตเลือดหรือ ส่วนประกอบของเลือดดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้ที่มีจิตศรัทธาบริจาคเลือด ภายในร่างกายซึ่งเป็นส่วนเกินสำหรับให้ทดแทน มิฉะนั้น ผู้ป่วยที่ขาดเลือดหรือส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของเลือดอาจเสียชีวิตได้

การบริจาคและขบวนการเก็บโลหิตหรือเลือดเป็นอย่างไร

[ขยายดูภาพใหญ่ ]
เม็ดเลือดแดง (Red blood cells) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7-8 ไมโครเมตร รูปร่างเหมือนจานแต่บุ๋มตรงกลางทั้งสองข้าง มีอยู่ทั้งหมดประมาณร้อยละ 40-50 ของปริมาตรเลือด ทั้งหมดของร่างกายหรือปริมาณ 4 - 5 ล้านเซลล์ ต่อเลือดหนึ่งมิลลิลิตรมีอายุในกระแสโลหิตได้นานประมาณ 120 วัน โดยทั่วไปในวันหนึ่ง ๆ มีการสร้างเม็ดเลือดออกมาใหม่ประมารร้อยละ 9 ของจำนวนทั้งหมดที่มีอยู่ในร่างกาย
โครงสร้างของเม็ดเลือดแดงประกอบด้วยสารไลโปโปรตีน (โปรตีนและไขมัน) และมีสารโปรตีนที่จับกับเหล็กที่เรียกว่า ฮีโมโกลบิน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการจับนำเอาออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ ของร่างกายทางเส้นเลือดแดงและนำคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นของเสียจากเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ กลับไปยังปอดเพื่อถ่ายทอดออกทิ้งไปทางเส้นเลือดดำในคนปกติ ผู้ชาย จะมีฮีโมโกลบินประมาณ 14-18 กรัมในเลือด 100 มิลลิลิตร ผู้หญิงจะมีฮีโมโกลบินประมาร 12-14 กรัมในเลือด 100 มิลลิลิตร หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งของฮีโมโกลบิน คือ รักษาดุลความเป็นกรดด่างของเลือดให้อยู่ในเกณฑ์พอดี

ประวัติการให้เลือดและการดำเนินงานธนาคารเลือดในประเทศไทย


[ขยายดูภาพใหญ่ ]

เกี่ยวกับการบริจาคโลหิต มีคนเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่เข้าใจถูกต้องว่า ความจริงเป็นการบริจาคโลหิตเพียงส่วนหนึ่งของจำนวนเลือดสำรองที่ร่างกายมีสำรองไว้เท่านั้น ไม่ใช่บริจาคส่วนที่ร่าง กายจำเป็นต้องใช้อยู่ ปัญหาที่ผู้อยู่ในวงการธนาคารเลือดได้ยินได้ฟังเป็นประจำ และควรให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการบริจาคโลหิตเพื่อความเข้าใจถูกต้องของประชาชน ได้แก่
๑. ทำไมเราจึงต้องบริจาคเลือด การให้เลือดเพื่อทดแทนส่วนที่เสียไป เป็นหนทางเดียวที่จะแก้ไขภาวะช็อค (shock) เนื่องจากการเสียเลือด ในสถานที่ที่ไม่มีเลือดเพียงพอความต้องการ เนื่องจากไม่มีโรงงานสร้างเลือด เลือดจึงต้องได้มาจากการบริจาค โดยศรัทธาจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น
๒. การบริจาคเลือดมีอันตรายเกิดขึ้นได้หรือไม่ ผู้ที่เคยบริจาคเลือด ย่อมสามารถยืนยันได้ว่าการบริจาคเลือดนั้นไม่มีอันตรายเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งนี้เนื่องจากการบริจาคเลือดครั้งหนึ่ง ๆ นั้น ผู้ บริจาคเลือด จะเสียสละเลือดส่วนสำรองเพียงบางส่วนเท่านั้น ตามปกติร่างกายมีเลือดสำรองเก็บไว้ประมาร 4 ส่วนของเลือดที่มีอยู่ในร่างกายทั้งหมด 12 ส่วน แต่ในการบริจาคเลือดครั้งหนึ่งนั้น ผู้บริจาคได้บริจาคได้เพียง 1 ส่วนของจำนวนเลือดที่มีสำรองไว้เท่านั้น
๓. ท่านจะต้องมีคุณสมบัติเช่นไรบ้าง จึงจะสามารถบริจาคเลือดได้ผู้ใดก็ตามที่มีอายุระหว่าง 18-60 ปีบริบูรณ์ มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี เมื่อผ่านการตรวจสุขภาพที่จำเป็นก่อนการบริจาคเลือด เช่น วัดอุณหภูมิของร่างกาย ชีพจร ความดันโลหิต ความเข้มข้นของเลือด ก็สามารถบริจาคเลือดได้ แต่เลือดของท่านอาจมีอันตรายต่อผู้ป่วยได้ หากท่านเป็นหรือเคยเป็นโรคตับอักเสบ หรือ ดีซ่าน โรคมาเลเรีย และ โรคซิฟิลิส
๔. การบริจาคเลือดครั้งหนึ่ง ๆ นั้น ใช้เวลานานเท่าใดเวลาที่ใช้จริง ๆ ในการบริจาคเลือดนั้นประมาณไม่เกิน 10 นาที แต่ถ้ารวมเวลาที่เสียไปในการลงทะเบียน ตรวจร่างกายนั่งพักผ่อน ดื่มเครื่องดื่มภายหลังบริจาคเลือดด้วยแล้ว จะใช้เวลารวมทั้งสิ้นประมาณไม่เกิน 45 นาที
๕. หมู่เลือดของคนเรานั้นเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ หมู่เลือดเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวซึ่งได้รับการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์มาจากบรรพบุรุษ ดังนั้นจึงเปลี่ยนแปลงไม่ได้แต่ในบางโอกาสซึ่งพบได้น้อยมาก อาจมีการรายงานหมู่เลือดผู้บริจาคเลือดผิดพลาดไปได้ เนื่องจากการตรวจผิดหรือลงผลผิด
๖. หมู่เลือดมีความสำคัญในการให้เลือดหรือไม่ เกี่ยวกับการให้เลือด หมู่เลือดต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมูเลือดระบบเอบีโอ มีความสำคัญมาก ต้องเลือดหมู่เลือดเอบีโอชนิดเดียวกัน (บางที หมู่เลือดอาร์เอ็ชด้วย) ที่ตรวจแล้ว พบว่าเข้ากันได้ ก่อนที่จะให้เลือดทุกครั้งบางคราวแม้จะมีเลือดเอบิโอชนิดเดียวกับผู้ป่วย ก็ยังอาจเสียชีวิตจากการให้เลือดได้ เนื่องจากเข้าไม่ได้ในหมู่เลือดระบบอื่น ๆ ซึ่งมีความสำคัญทางคลี
๗. หมู่เลือดที่มีความสำคัญที่สุด มีอะไรบ้าง หมู่เลือดที่มีความสำคัญที่สุด ได้แก่ หมู่โอ พบได้ประมาณร้อยละ 38 ของประชากรไทย หมู่เอ พบได้ประมาณร้อยละ 20 ของประชากรไทย หมู่บี พบได้ประมาณร้อยละ 35 ของประชากรไทย หมู่เอบี พบได้ประมาณร้อยละ 7 ของประชากรไทย หมู่เลือดเอบีโอแต่ละชนิด จะพบว่าประมาณ 1 ถึง 3 คน ใน 1,000 คน เป็นหมู่เลือดอาร์เอ็ชลบ
๘. เลือดสามารถเก็บไว้ใช้ได้นานเท่าใด เลือดภายในร่างกาย เม็ดเลือดแดงเม็ดหนึ่ง ๆ มีอายุอยู่ในกระแสโลหิตได้ประมาณ 120 วัน

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ


[ขยายดูภาพใหญ่ ]

การจัดตั้งแผนกบริการโลหิตขึ้นภายในสภากาชาดไทยนั้นมีดำริขึ้นภายในสภากาชาดไทยนั้นมีดำริขึ้นสืบเนื่องจากมติของสันติบากาชาดสากลครั้งที่ 17 เมื่อปี พ.ศ. 2492 ซึ่งมีมติว่าให้สภากาชาด ของแต่ละชาติพยายามดำเนินงานการบริการโลหิตขึ้นภายในองค์การ ดังนั้นสภากาชาดไทยจึงได้เริ่มดำเนินการตั้งแผนกบริการโลหิต ขึ้นกับกองวิทยาศาสตร์สภากาชาดไทย ซึ่งรู้จักกันทั่วไปในนาม ของสถานเสาวภา โดยมีนายแพทย์เฉลิม บูรณานนท์เป็นผู้อำนวยการคนแรก ต่อมาได้รับการส่งเสริมให้เป็นศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2509 และในปีเดียวกันนี้ คณะ รัฐมนตรีได้ลงมติรับข้อเสนอของรัฐบาลฝรั่งเศส ที่จะให้ความช่วยเหลือด้านผู้เชี่ยวชาญ ทุนฝึกอบรมเครื่องมือ และรถบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ โดยมีฝ่ายรัฐบาลไทยรับผิดชอบในการสร้างสถานที่และออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน



[ จอหลัก | ดูรูป | เล่าให้ฟัง | วีดิโอ | ลับสมอง | ค้นข้อมูล | บทความ |ย้อนกลับ..]
Copyright © 1997 Kanchanapisek Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.