นิติเวชศาสตร์ในประเทศไทย
งานนิติเวชศาสตร์ในปัจจุบัน
วิชาการพิสูจน์หลักฐานคืออะไร
นิติวิทยาศาสตร์คืออะไร
นิติเวชศาสตร์ในประเทศไทย


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

วิชานิติเวชวิทยา มีสอนครั้งแรกในหลักสูตรแพทย์ประกาศนียบัตรของโรงเรียนแพทย์แห่งแรกของประเทศไทย มีหลักฐานว่ามีการสอนในชั้นปีที่ ๔ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ เข้าใจว่าพระยาดำรงแพทยาคุณ (ชื่นพุทธิแพทย์ พ.ศ. ๒๔๒๔-๒๔๙๖) เป็นอาจารย์ผู้สอนท่านแรก และท่านผู้นี้เป็นผู้บัญญัติศัพท์ "นิติเวชวิทยา" นี้ด้วย ส่วนวิชา "พิษวิทยา" (toxicology) (กล่าวถึงเรื่องการเกิดพิษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนิติเวชศาสตร์) นั้นปรากฏว่ามีการสอนตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๔๖ ต่อมาเมื่อมีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาแพทยศาสตร์เพื่อให้เข้ามาตรฐานขั้นปริญญาใน พ.ศ. ๒๔๖๔ ด้วยความช่วยเหลือของมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) วิชาทั้งสองดังกล่าว ไม่ปรากฏอยู่ในหลักสูตรปริญญาเวชบัณฑิต คงมีหลักฐานปรากฏเพียงว่าพระยาดำรงฯ สอนวิชานี้อยู่จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๐

นิติเวชวิทยา แปลมาจากคำภาษาอังกฤษว่า forensic medicine (forensic มาจากภาษาละตินว่า forensis แปลว่าที่ตกลงข้อพิพาททางกฎหมาย ส่วน medicine ในที่นี้หมายถึงวิชาแพทย์ แปลว่า แพทยศาสตร์หรือเวชศาสตร์) แต่ตามกฎเกณฑ์การแปลนั้น คำว่า "วิทยา" จะแปลมาจากคำในภาษาอังกฤษที่ลงท้ายด้วย "logy" เสมอ เช่น ชีววิทยา แปลมาจาก biology สรีรวิทยา มาจาก physiology จิตวิทยา มาจาก psychology ปาราสิตวิทยา มาจาก parasitology และสังคมวิทยา มาจาก sociology เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ถ้าใช้ "นิติเวชวิทยา" ย่อมไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ข้างต้น และปัจจุบันคำว่า "เวชศาสตร์" แปลมาจากคำว่า "medicine" ซึ่งมีที่ใช้อยู่หลายคำ ได้แก่ เวชศาสตร์การบิน มาจาก avitation medicine เวชศาสตร์อุตสาหกรรม มาจาก industrialmedicine เวชศาสตร์ป้องกันมาจาก preventive medicine กีฬาเวชศาสตร์ มาจาก sports medicine เป็นต้น ดังนั้นการแปล forensic medicine เป็นนิติเวชศาสตร์ จึงนับว่าเป็นศัพท์ที่เข้าชุดกันดี นอกจากนี้พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ก็ยอมรับคำว่า "นิติเวชศาสตร์" นี้เข้าไว้ด้วยแล้ว

ยังมีศัพท์ภาษาอังกฤษอีกสองคำที่ใช้แทนคำว่า forensic medicine คือคำว่า medical jurisprudence (jurisprudence แปลว่า กฎหมาย) กับคำว่า legal medicine (legal ก็แปลว่า กฎหมาย) แต่อย่างไรก็ตามคำสุดท้ายดูจะตรงคำแปลที่ใช้ว่า "นิติศาสตร์" มากที่สุด

บุคคลที่เป็นผู้บุกเบิกให้วิชานิติศาสตร์ ได้เป็นผู้ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย และสมควรที่จะได้รับเกียรติให้เป็นบิดาแห่งวิชานิติศาสตร์ในประเทศไทย ได้แก่ ศาสตราจารย์นายแพทย์สงกรานต์ นิยมแสน (พ.ศ. ๒๔๕๕-๒๕๑๓) อดีตหัวหน้าภาควิชานิติเวชวิทยา (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นภาควิชานิติเวชศาสตร์) แห่งคณะแพทย์ศาสตร์และศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยมหิดล) ท่าน ผู้นี้สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต จากคณะแพทย์ศาสตร์และศิริราชพยาบาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ (แพทย์ปริญญารุ่น ๗) และเป็นแพทย์ประจำบ้านในแผนกสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาอยู่หนึ่งปี ก็ออกไปสมัครเข้ารับราชการในกรมตำรวจอยู่หนึ่งปี ก็ออกไปสมัครเข้ารับราชการในกรมตำรวจ (แผนกแพทย์กองกลาง) และได้ลาออกจากกรมตำรวจเนื่องจากได้รับทุนของมูลนิธิอะเล็กซานเดอร์ ฟอน ฮุมโบลดท์ (Alexander von Humboldt) ไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนี ใน พ.ศ. ๒๔๘๑ และได้รับปริญญาแพทยศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (Dr. med.) จากมหาวิทยาลัยฮัมเบอร์กในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ต่อจากนั้นก็ได้ฝึกอบรมและดูงานทางนิติเวชศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยบอร์ลินอีกระยะหนึ่งก่อนกลับประเทศไทย เมื่อกลับมาก็เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ในแผนกพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้รับมอลหมายให้สอนในวิชาปาราสิตวิทยา ขณะเดียวกันอาจารย์สงกรานต์ได้พยายามชักจูงให้คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลเห็นความสำคัญของวิชานิติศาสตร์ เพื่อให้มีการสอนวิชานี้อยู่ในหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๘๗ อาจารย์สงกรานต์ ก็ได้รับอนุญาตให้ทำการสอน "นิติเวชวิทยา" แก่นักศึกษาชั้นปีที่ ๔ สัปดาห์ละ ๑ ชั่วโมง ในภาคเรียนที่ ๓ (แต่ไม่มีการสอบเพราะเป็นการเรียนนอกหลักสูตร) นับได้ว่ารุ่นนี้เป็นแพทย์ปริญญารุ่นแรกที่ได้เรียน "นิติเวชวิทยา" และนับได้ว่าเป็นก้าวแรกที่อาจารย์สงกรานต์ ได้ประสบความสำเร็จในการวางรากฐานของวิชานี้ ในคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้เกิดเหตุการณ์ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติไทย และประวัติของนิติเวชศาสตร์ในประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือกรณีสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และ เมื่อมีการตั้งกรรมการแพทย์ชันสูตรพระบรมศพ อาจารย์สงกรานต์ก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ ในฐานะพยาธิแพทย์และผู้ชำนาญวิชานิติเวชศาสตร์ร่วมกับนายแพทย์ผู้ใหญ่อื่นๆ อีกหลายท่าน และท่านได้ร่วมกับนายแพทย์สุด แสงวิเชียร หัวหน้าแผนกกายวิภาคศาสตร์ ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการเช่นเดียวกัน ทำการผ่าพิสูจน์พระบรมศพ และเพื่อให้มีการพิสูจน์ที่กระจ่างชัด อาจารย์สงกรานต์จึงได้เสนอแผนการทดลองยิงศพต่อคณะกรรมการชันสูตรพระบรมศพ และคณะกรรมการอนุมัติให้ทำการทดลองตามข้อเสนอแนะนั้น นับได้ว่าอาจารย์สงกรานต์ได้นำเอาการทดลองทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มาสนับสนุน ในการปฏิบัติงานทางนิติเวชศาสตร์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ปัจจุบันนี้วัตถุพยานซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจพระบรมศพ ตลอดจนลักษณะของผิวหนังที่เป็นบาดแผลจากการทดลองยิงรวมทั้งกะโหลกศีรษะ ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ของภาควิชานิติศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัย จากผลงานของอาจารย์สงกรานต์ ในกรณีดังกล่าว คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คงจะเห็นความสำคัญในวิชานิติศาสตร์ที่อาจารย์สอนศึกษาในชั้นปีที่ ๔ ขึ้นบ้างแล้ว จึงให้มีการสอบไล่วิชานี้ในปีการศึกษา ๒๔๘๙ แต่ก็มิได้มีการนำคะแนนสอบได้ไปรวมในการสอบ เพื่อปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตแต่อย่างใด แม้จนกระทั่งในระยะต่อมามีการสอนวิชานี้ให้กับนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ ๔ ในภาคเรียนสุดท้าย เพิ่มขึ้นเป็นสัปดาห์ละ ๒ ชั่วโมง และมีการสอบไล่โดยนำคะแนนไปรวมกับวิชารังสีวิทยาต่อมาเมื่อมีการตั้งภาควิชานิติศาสตร์ขึ้นแล้ว ในการสอบไล่ถือว่าวิชานี้เป็นวิชาย่อยวิชาหนึ่ง เช่นเดียวกับจักษุวิทยาและรังสีวิทยา โดยที่ถ้านักศึกษาสอบตกในวิชาย่อยเหล่านี้สองวิชามีผลเท่ากับตกวิชาใหญ่หนึ่งวิชาและนักศึกษา อาจถูกให้ปฏิบัติงานเพิ่มเติมในสาขาวิชาย่อยที่ตกนี้ด้วยก็ได้

สำหรับกรณีสวรรคตนี้ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในภายหลัง และเมื่อได้มีการสอบสวนและดำเนินการฟ้องร้องมหาดเล็กห้องพระบรรทมเป็นจำเลยต่อศาลแล้ว รัฐบาลยังได้สั่งให้อาจารย์สงกรานต์ ไปติดต่อกับศาสตราจาย์เคียท ซิมป์สัน (Keith Simpson) ซึ่งเป็นศาสตร์จารย์ทางนิติเวช ศาสตร์ที่มีชื่อเสียงแห่งคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลกาย มหาวิทยาลัยลอนดอนในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ เพื่อขอเชิญศาสตราจารย์ผู้นี้และรัฐบาลไทยในขณะนั้น ได้ขอเชิญศาสตราจารย์ผู้นี้มาแสดงความเห็นในฐานะพยานผู้ชำนาญการพิเศษในศาลด้วย แต่เนื่องจากมีเหตุขัดข้องบางประการ ศาสตราจารย์เคียท ซิมป์สันจึงมิได้มาเป็นพยานในศาลไทย

ในด้านการสอน หลังจากกรณีสวรรคตเป็นต้นมาอาจารย์สงกรานต์ ได้รับเชิญไปสอนในสถาบันการศึกษานอกจากคณะแพทยศาสตร์มากมายหลายแห่ง โดยเริ่มไปสอนนักเรียนนายร้อยตำรวจในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ และเมื่อมีการตั้งโรงเรียนสืบสวนสอบสวนกรมตำรวจขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ อาจารย์สงกรานต์ก็ได้รับเชิญไปสอนเช่นกัน

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ อาจารย์สงกรานต์ ได้รับเชิญไปสอนให้นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้การอบรมพนักงานอัยการและผู้ช่วยผู้พิพากษา พ.ศ. ๒๔๙๙ สอนให้แก่นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๐ สอนนักศึกษา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักศึกษาปริญญาโทคณะสาธารณสุขศาสตร์ และต่อๆ มาก็มีสถาบันต่างๆ เชิญอาจารย์สงกรานต์ไปให้การสอนและอบรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดมา แม้จนวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของอาจารย์ อาจารย์ก็ยังได้รับเชิญไปให้การอบรมและสอนแก่นักศึกษา หรือผู้ประกอบวิชาชีพของสถาบันต่างๆ ดังกล่าวมาแล้วหลายแห่ง และเนื่องจากงานสอนทางนิติเวชศาสตร์เพิ่มมากขึ้น อาจารย์สงกรานต์ได้เลิกสอนปาราสิตวิทยาในปี พ.ศ. ๒๔๙๔

ในด้านการปฏิบัติงาน ซึ่งจำเป็นต้องมีควบคู่ไปกับการสอน เพื่อจะได้มีวัตถุดิบมาประกอบการเรียนการสอนและมีการฝึกฝนหาความชำนาญตลอดจนทำการค้นคว้าวิจัยควบคุมไปด้วยนั้น อาจารย์สงกรานต์ ได้เป็นผู้ริเริ่มในเรื่องนี้ โดยได้ทำบันทึกลงวันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ถึงหัวหน้าแผนกพยาธิวิทยาเสนอให้โรงพยาบาลศิริราชรับศพที่มีคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมา โดยที่ขณะนั้นโรงพยาบาลศิริราชไม่รับผู้ป่วยที่มีคดีไว้รักษาพยาบาลนอกจากรับเพียงบางรายเป็นครั้งคราวฉะนั้น ผู้ป่วยที่ตายในโรงพยาบาลศิริราช ส่วนใหญ่จึงมิใช่ศพคดีที่ต้องมีการชันสูตรพลิกศพตามกฎหมาย (โรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยคดีและศพเป็นประจำ ได้แก่ โรงพยาบาลกลาง) คณะกรรมการคณะแพทยศษสตร์ศิริราชพยาบาลได้อนุมัติในหลักการดังกล่าว นายแพทย์ชัชวาลย์ โอสถานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราชในขณะนั้นจึงทำหนังสือลงวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๕ ถึงอธิบดีกรมตำรวจแจ้งว่าทางโรงพยาบาลศิริราชยินดีจะช่วยเหลือกิจการด้านชันสูตรพลิกศพ ฯลฯ เกี่ยวกับคดีต่าง ๆ ของทางการ และทางกรมตำรวจจึงได้ออกแจ้งความไปยังพนักงานสอบสวนให้ทราบทั่วกัน แจ้งความดังกล่าวลงวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ พล.ต.ต. โชติ โชติชนาภิบาล รองอธิบดีเป็นผู้ลงนามแทนอธิบดี ในระยะแรกที่มีแจ้งความของกรมตำรวจออกไปแล้ว พนักงานสอบสวนยังส่งศพไปตรวจพิสูจน์ ที่โรงพยาบาลศิริราชเพียงเล็กน้อย อาจารย์สงกรานต์ จึงได้ทำบันทึกถึง ผู้บังคับการโรงเรียนสืบสวนสอบสวนกรมตำรวจ ในฐานะอาจารย์ที่สอนในโรงเรียนสืบสวนสอบสวนกรมตำรวจ ในฐานะอาจารย์ที่สอนในโรงเรียนสืบสวนสอบสวนด้วย โดยขอให้ทางโรงเรียนหาวิธีการที่ให้มีการส่งศพไปตรวจที่ โรงพยาบาลศิริราชมากขึ้น เพื่อประโยชน์ในการศึกษาภาคปฏิบัติทั้งนักเรียนนายร้อยตำรวจและนักเรียนสืบสวนด้วย บันทึกฉบับนี้ของอาจารย์ คงจะมีผลให้ทางโรงเรียนสืบสวนสอบสวนขอความร่วมมือหรือบังคับกลาย ๆ ให้นักเรียนสืบสวนซึ่งมาจากพนักงานสอบสวนทั่วประเทศ ได้ให้ความร่วมมือในการส่งศพไปตรวจที่โรงพยาบาลศิริราช และตั้งแต่นั้นมาโรงพยาบาลก็ได้รับศพจากพนักงานสอบสวนส่งมาตรวจเป็นจำนวนมากและเพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนทางโรงพยาบาลศิริราชเองก็คงจะเห็นความจำเป็น ที่ไม่อาจปฏิเสธที่จะรับผู้ป่วยที่มีคดีไว้รักษาพยาบาลในโรงพยาบาลอีกต่อไปได้ จึงได้มีระเบียบการรับชันสูตรผู้ป่วยมีคดีออกใช้ในวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๔๙๖ จึงนับว่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ให้บริการทางด้านนิติเวชศาสตร์โดยสมบูรณ์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และในต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๖ นี้เองแผนกวิชาพยาธิวิทยาก็ได้รับแพทย์ประจำบ้านทางสาขานิติเวชวิทยาไว้ ๑ คน นับว่างานนิติเวชศาสตร์ได้ขณะนั้นได้ถือกำเนิดเป็นสาขาหนึ่งในแผนกวิชาพยาธิวิทยาโดยสมบูรณ์เช่นเดียวกัน

เนื่องจากอาจารย์สงกรานต์ เห็นว่างานนิติเวชศาสตร์นั้นเกี่ยวข้องอยู่กับกฎหมาย จึงได้ไปสมัครเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย จนสำเร็จได้ปริญญาธรรมศาสตร์บัณฑิตในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ และในปีเดียวกันนี้ทางกรมตำรวจได้มีการก่อตั้งโรงพยาบาลตำรวจขึ้น อาจารย์สงกรานต์ได้รับแต่งตั้งจากกรมตำรวจให้เป็นที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญทางนิติเวชวิทยา และในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ทางกรมตำรวจได้รับโอนนายแพทย์ถวัลย์ อาศนะเสน ซึ่งขณะนั้นรับราชการเป็นอาจารย์โท แผนกกายวิภาคศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ไปอยู่โรงพยาบาลตำรวจเพื่อทำหน้าที่ทางนิติเวชศาสตร์ โดยได้รับพระราชทานยศเป็นนายร้อยตำรวจเอก และนายแพทย์ ร.ต.อ. ถวัลย์ ได้ไปวางโครงการจัดตั้งแผนกนิติเวชวิทยาขึ้นในโรงพยาบาลตำรวจ

แผนกนิติเวชวิทยาโรงพยาบาลตำรวจ ได้เริ่มทำการผ่าศพ เพื่อชันสูตรพลิกศพครั้งแรกในวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๔๙๖ แผนกนิติเวชวิทยาโรงพยาบาลตำรวจนี้ อาจารย์สงกรานต์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญประจำกรมตำรวจได้ไปช่วยเหลือให้คำแนะนำปรึกษา ตั้งแต่เริ่มแรกจนกระทั่งอีกหลายปีต่อมา

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ อาจารย์สงกรานต์ ได้มีหนังสือถึงคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ ให้พิจารณาการปฏิบัติงานทางนิติเวชศาสตร์เป็นสาขาเฉพาะในการประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันสาขาเวชกรรม ซึ่งต่อมาคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะได้มีมติเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ ให้มีแพทย์ผู้มีความชำนาญเฉพาะทางสาขาต่าง ๆ ขึ้น และ "นิติเวชวิทยา" ก็เป็นสาขาของแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง และได้มีการตั้งอนุกรรมการพิจารณาการขอเป็นแพทย์เฉพาะทางในแต่ละสาขาขึ้นสำหรับอนุกรรมการฯ ในสาขานิติเวชวิทยาประกอบด้วย
๑. น.พ. สงกรานต์ นิยมเสน
๒. น.พ. ภิรมย์ สุวรรณเตมีย์
๓. น.พ. ทิพย์ นาถสุภา


ต่อมา เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ และมีแพทยสภาขึ้น แพทยสภาได้มีหลักสูตรว่าด้วยการฝึกอบรม เพื่อเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาต่างๆ "นิติเวชศาสตร์" ก็เป็นสาขาหนึ่งที่มีการฝึกอบรมดังกล่าว จนปัจจุบันมีผู้ใดรับหนังสืออนุมัติและวุฒิบัตรของแพทยสภาในสาขานี้หลายคนแล้ว

งานในสาขานิติเวชวิทยา ในแผนกวิชาพยาธิวิทยาของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ค่อย ๆ วิวัฒนาการเรื่อยมาเป็นลำดับ โดยขยายงานเพิ่มขึ้นทุกปีมีจำนวนอาจารย์เพิ่มขึ้นจนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๐๘ จึงได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งแผนกวิชานิติเวชวิทยาขึ้นในคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล โดยมีศาสตราจารย์นายแพทย์สงกรานต์ นิยมเสน เป็นหัวหน้าแผนกวิชาและได้โอนอัตรากำลังและเจ้าหน้าที่ในสาขานิติเวชวิทยาเดิมทั้งหมดไปเป็นของภาควิชาที่ตั้งใหม่ นับเป็นแผนกวิชานิติเวชวิทยาแห่งแรกของประเทศไทย ต่อมาเมื่อมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เปลี่ยนมาเป็นมหาวิทยาลัยมหิดล แผนกวิชานิติเวชวิทยาเปลี่ยนมาเป็น ภาควิชานิติเวชวิทยา และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ภาควิชานิติเวชศาสตร์ จนทุกวันนี้
งานนิติเวชศาสตร์ในปัจจุบัน


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

เนื่องจากวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้เจริญก้าวหน้าไปมาก ทำให้งานนิติเวชศาสตร์ขยายตัวกว้างขวางยิ่งขึ้น ปัจจุบันนี้แบ่งออกไปเป็นหลายสาขา ได้แก่

๑. การตรวจบาดแผลและตรวจร่างกายผู้เสียหาย
การตรวจบาดแผลและตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ถูกทำร้าย ถูกข่มขืนกระทำชำเรา เพื่อให้ความเห็นต่อพนักงานสอบสวนและเป็นพยานต่อศาล รวมทั้งการให้ความเห็นเกี่ยวกับการเจ็บป่วยของคนงาน เนื่องจากภาวะหรือโรคที่เกิดการทำงานซึ่งต้องได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน งานนี้กระทำอยู่เป็นประจำในภาควิชานิติศาสตร์ และเป็นงานของแพทย์ตามโรงพยาบาลต่างๆ ด้วย ในต่างประเทศบางแห่งถือเป็นงานประจำธรรมดาของแพทย์ทางคลินิก

๒. การตรวจชันสูตรพลิกศพ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๔๘ บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏแน่ชัดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดตายโดยผิดธรรมชาติ หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน ให้มีการชันสูตรพลิกศพ เว้นแต่ตายโดยการประหารชีวิตตามกฎหมาย
การตายโดยผิดธรรมชาติ นั้นคือ
(๑) ฆ่าตัวตาย
(๒) ถูกผู้อื่นทำให้ตาย
(๓) ถูกสัตว์ทำร้ายตาย
(๔) ตายโดยอุบัติเหตุ
(๕) ตายโดยยังมิปรากฏเหตุ


๓. การตรวจวิเคราะห์ยาพิษหรือสารพิษ
ชีววัตถุ เช่น เลือด ปัสสาวะ และอวัยวะต่าง ๆ จากศพ อาจถูกนำไปตรวจวิเคราะห์เพื่อหาสารเป็นพิษเพื่อช่วยในการวินิจฉัยเหตุตาย งานทางด้านนี้นับว่ามีความสำคัญในการสนับสนุนงานทางนิติพยาธิวิทยา เรียกว่า นิติพิษวิทยา (forensic toxicology) งานทางสาขานี้จำเป็นต้องใช้ความรู้พื้นฐานการตรวจวิเคราะห์ทางเคมีและต้องมีเครื่องมือเครื่องใช้ทันสมัยราคาแพง ตลอดจนใช้สารเคมีเป็นจำนวนมาก บางแห่งเรียกว่า นิตเคมี (forensic chemistry) งานสาขานี้จะมีบริการมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางกฎหมาย และสังคมของแต่ละแห่ง ตลอดจนความจำเป็นทางงบประมาณที่จะสนับสนุน เช่นที่ภาควิชานิติศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลในขณะนี้ (พ.ศ. ๒๕๒๓) มีงานพิษวิทยาที่ให้บริการค่อนข้างมาก คือนอกจากตรวจวิเคราะห์สารพิษจากอวัยวะของศพ เพื่อช่วยวินิจฉัยเหตุตายแล้ว ยังตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะของคนไข้ที่สงสัยว่าจะได้รับสารพิษ ที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราชด้วย นอกจากนั้นยังรับตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะจากคนงานที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่สงสัยว่าจะได้รับสารพิษจากการทำงาน เช่น ตะกั่ว ปรอท และ แมงกานีส เป็นต้น

ในสถาบันนิติเวชศาสตร์ของต่างประเทศหลายแห่ง งานด้านพิษวิทยานี้ ได้รวมการตรวจหาแอลกอฮอล์ในเลือดจากคนที่สงสัยว่าเมาแล้วขับรถ อันเป็นความผิดตามกฎหมายการจราจรเข้าไว้ด้วย ในบางแห่งมีงานมากจนต้องแยกออกเป็นหน่วยงานต่างหากจากพิษวิทยานอกจากนั้นในสถาบันทางนิติเวชศาสตร์หลายแห่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยทางอุบัติเหตุการจราจรโดยเฉพาะ ซึ่งรวมถึงการศึกษาฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ต่อร่างกายในภาวะต่าง ๆ เข้าไว้ด้วย รวมเป็นสาขางานแขนงหนึ่งโดยเฉพาะเรียกว่า จราจรเวชศาสตร์ (traffic medicine)

ในประเทศไทย พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนี้ มาตรา ๔๓ บัญญัติไว้ว่า "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถ
(๑) ................
(๒) ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น..........
(๓) ................


ดังนั้นการพิสูจน์ว่าเมาสุราหรือไม่จึงเป็นปัญหาทางกฎหมาย ซึ่งต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน ศาลในหลายประเทศถือระดับแอกอฮอล์ในเลือดเป็นเกณฑ์วัดว่าเมาหรือไม่เมา (ส่วนมากถือระดับแอลกอฮอล์ในเลือดระหว่าง ๕๐-๑๕๐ มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) แต่ศาลไทยยังมิได้มีคำพิพากษาวางแนววินิจฉัยในเรื่องนี้ประกอบกับพนักงานสอบสวนยังมิได้มีมาตรการให้กฎหมายมาตรานี้ใช้บังคับได้อย่างจริงจัง จำนวนผู้ที่ต้องหาว่าเมาสุราในขณะขับรถจึงมีไม่มาก และการส่งตัวผู้ต้องหามาตรวจหาแอลกอฮอล์ในเลือดยิ่งมีน้อยมาก แม้กระนั้นภาควิชานิติศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลในปัจจุบันได้แยกการตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดออกจากงานนิติพิษวิทยา เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ในอนาคต และทำการหาแอลกอฮอล์ในเลือดยิ่งมีน้อยมาก แม้กระนั้นภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลในปัจจุบันได้แยกการตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดออกจากงานนิติพิษวิทยา เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ในอนาคต และทำการหาแอลกอฮอล์ในเลือดจากศพที่ตายจากอุบัติเหตุการจราจร ซึ่งมีอยู่เสมอ

๔. งานตรวจวัตถุพยานทางชีววิทยา
เป็นงานที่สนับสนุนงานการตรวจผู้ป่วย และการชันสูตรพลิกศพ เช่น การตรวจคราบอสุจิในคดีข่มขืนกระทำชำเรา หรือคดีฆาตกรรมทางเพศ การตรวจคราบเลือด การตรวจเส้นผม เป็นต้น วัตถุพยานเหล่านี้อาจมากับผู้ป่วยหรือมากับศพ หรืออาจเป็นวัตถุพยานที่พนักงานสอบสวนส่งมาต่างหากก็ได้ ในภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มีวัตถุพยานจากคดีความผิดทางเพศที่ส่งมาจากโรงพยาบาลต่างๆ เป็นจำนวนมาก (เฉลี่ยปีละประมาร ๒,๐๐๐ ชิ้น) วัตถุพยานอื่น ๆ มีไม่มากนัก

๕. การตรวจความเป็นพ่อ แม่ ลูก
ในการค้นหาพบหมู่เลือดในปี พ.ศ. ๒๔๔๓ ของคาร์ล แลนด์สไตเนอร์ (Karl Landstiener, ค.ศ. ๑๘๖๘-๑๙๖๓ ชาวออสเตรียโดยกำเนิดภายหลังไปถือสัญชาติอเมริกัน) นั้น นับว่าเป็นการเปิดศักราชในการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ลูกจากปฏิกิริยาของหมู่เลือดขึ้นอย่างแท้จริง หมู่เลือดดังกล่าวค้นพบจากการที่เอาเม็ดเลือดและน้ำเหลืองของคนแยกออกมาทำปฏิกิริยากัน โดยเกิดปฏิกิริยาการจับกลุ่มของเม็ดเลือด จากลักษณะการจับกลุ่มอาจแบ่งหมู่เลือดออกเป็น ๔ หมู่ โดยให้ชื่อว่าเป็นหมู่เอ หมู่บี และหมู่ไอ ต่อมามีการศึกษาหมู่เลือดดังกล่าวในพ่อแม่ลูกหลายสิบครอบครัว พบว่าลักษณะดังกล่าวมีแนวโน้มว่ามีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ ซึ่งต่อมาได้มีทฤษฎีที่อธิบายว่ายีน (ลักษณะทางกรรมพันธุ์) ของหมู่เลือดระบบนี้มี ๓ ตัว คือ ยีน A, B, และ O โดยยีนทั้ง ๓ ชนิด ปรากฏในหมู่เลือดดังนี้ คือ
คนหมู่ เอ ลักษณะของยีนเป็น AA หรือ AO
คนหมู่ บี ลักษณะของยีนเป็น BB หรือ BO
คนหมู่ เอบี ลักษณะของยีนเป็น AB
คนหมู่ โอ ลักษณะของยีนเป็น OO
(ยีนโอแสดงลักษณะด้อย)


ทฤษฎีนี้ เมื่อได้มีการตรวจสอบโดยตรวจหมู่เลือดในครอบครัวเป็นจำนวนมากแล้ว ตัวเลขที่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าเป็นไปตามนั้นจริง ซึ่งเป็นที่เชื่อถือและยอมรับกันในเวลาต่อมา

๖. การตรวจผู้ต้องหาหรือจำเลยที่สงสัยว่าเป็นโรคจิต
งานในแขนงนี้เรียกว่า (forensicpsychiatry) เป็นงานที่ทำอยู่ในโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา หรือโรงพยาบาลโรคจิตอื่นๆ กับโรงพยาบาลนิติจิตเวช ในต่างประเทศ บางแห่งงานทางด้านนี้รวมอยู่ในสถาบันนิติเวชศาสตร์
วิชาการพิสูจน์หลักฐานคืออะไร
[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
นอกจากนิติเวชศาสตร์แล้ว วิทยาศาสตร์สาขาอื่นที่มิใช่การแพทย์ก็เจริญก้าวหน้าขึ้นพร้อมๆ กับวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้มีผู้นำเอาวิทยาศาสตร์ต่างๆ มาช่วยงานสืบสวนสอบสวนคดีอาญา มีการนำเอาวิชาการตรวจลายมือมาช่วยพิสูจน์ตัวบุคคล การตรวจเอกสารการตรวจทางเคมีและฟิสิกส์ เป็นต้น ในประเทศไทยได้มีงานทางด้านการพิสูจน์หลักฐานนี้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งขณะนั้นเรียกว่า แผนกวิทยาการ ต่อมาได้ปรับปรุงเป็นกองพิสูจน์หลักฐาน ขึ้นอยู่กับกองบัญชาการสอบสวนกลางในปัจจุบันนี้ เดิมวิชานี้เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า police science ปัจจุบันเรียกว่า criminalistics
นิติวิทยาศาสตร์คืออะไร
[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
เนื่องจากงานนิติเวชศาสตร์และงานทางพิสูจน์หลักฐาน เป็นการประยุกต์วิทยาศาสตร์เพื่อนำไปรับใช้ขบวนการยุติธรรมเหมือนกัน ฉะนั้น เมื่อพูดถึงวิทยาศาสตร์ทุกสาขาที่นำไปประยุกต์เพื่อรับใช้ขบวนการยุติธรรมแล้ว จึงรวมเรียกว่า นิติวิทยาศาสตร์ (forensicscience)
หัวข้อก่อนหน้า