มนุษย์ทุกคนย่อมจะต้องผจญกับโรคภัยไข้เจ็บเป็นธรรมดา มะเร็งเป็นโรคร้ายที่มีอันตรายและร้ายแรงที่สุดโรคหนึ่ง ซึ่งเกิดได้กับมนุษย์ทุกชนชาติ ทุกภาษา ทุกเพศ ทุกวัยและทุกฐานะ ในประเทศไทยโรคมะเร็งกำลังเป็นปัญาทางสาธารณสุขของประเทศเพราะขณะนี้ในปีหนึ่ง ๆ ชาวไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากเป็นอันดับที่ ๒ รองจากอุบัติเหตุ ทั้งนี้เป็นเพราะว่าชาวไทยมีชีวิตอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษต่าง ๆ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดมะเร็งได้
มะเร็งมีลักษณะเป็นแผลหรือเป็นก้อน หรืออาจจะเป็นแบบกระจายไปทั่วระบบอวัยวะ เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว จะกระจายไปทั่วระบบเลือดไหลเวียน เป็นต้น มะเร็งหรือเนื้องอกชนิดร้ายแตกต่างไปจากเนื้องอกชนิดธรรมดา คือจะมีโทษต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ก้อนมะเร็งจะโตเร็วมากทำให้เน่าและมีกลิ่นเหม็น มันจะทำลายเนื้อเยื่อส่วนที่ดีบริเวณข้างเคียงอย่างมาก เช่น ทำลายหลอดเลือดทำให้มีเลือดออก ทำลายเส้นประสาทหรือแม้แต่กระดูก ทำให้มีอาการเจ็บปวดมาก นอกจากนั้น มะเร็งยังสามารถกระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกายที่อยู่ไกลออกไป โดยการที่เซลล์มะเร็งหลุดเข้าไปในกระแสเลือด กระแสน้ำเหลือง หรือหลุดไปตามพื้นผิวของช่องต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ในช่องท้อง เป็นต้น
มะเร็งมี ๒ ชนิด คือ มะเร็งที่เกิดกับเยื่อบุอวัยวะหรือช่องทางเดินอาหารหรือทางเดินหายใจ เช่น มะเร็งของช่องปาก มะเร็งปอดหรือหลอดลม เป็นต้น มะเร็งพวกนี้มักจะมีการแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองได้บ่อย และมะเร็งของเนื้อเยื่อของร่างกาย เช่น มะเร็งของกล้ามเนื้อ มะเร็งกระดูก เป็นต้น มะเร็งพวกนี้ มักจะมีการแพร่กระจายไปตามกระแสเลือดได้ง่าย สำหรับชาวไทย ในเพศชายจะเป็นมะเร็งของช่องปากมะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ ในขณะที่เพศหญิงมักจะเป็นมะเร็งปากมดลูกมะเร็งเต้านม มะเร็งช่องปาก และมะเร็งผิวหนัง มากตามลำดับ
เซลล์มะเร็งเกิดจากเซลล์ปกติ โดยที่เซลล์ปกติมีการพิการหรือการผิดปกติที่ยีนภายในโครโมโซม ซึ่งเป็นรหัสชีวิตที่ควบคุมลักษณะหน้าที่ทำการงานเซลล์สาเหตุที่ทำให้เซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็งขึ้นอยู่กับปัจจัย ๒ อย่างคือ ปัจจัยภายในร่างกายอันได้แก่ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายของแต่ละบุคคล เชื้อชาติ เพศ อายุ และกรรมพันธุ์ ซึ่งมีส่วนควบคุมให้เกิดมะเร็งได้ยากง่ายต่างกัน และปัจจัยภายนอกร่างกายได้แก่ การระคายเรื้อรัง เช่น ฟันที่ครูดเยื่อบุในปากอยู่เสมอ ๆ การดื่มหรือรับประทานอาหารที่ร้อนจัดทำให้เกิดเป็นมะเร็งในช่องปากหรือหลอดอาหาร หรือการที่ร่างกายได้รับสารต่าง ๆ มีคุณสมบัติทำให้เกิดมะเร็งซึ่งเรียกรวม ๆ กันว่า "สารคาร์ซิโนเจน" หรือสารก่อมะเร็ง เช่น เคมีวัตถุประเภทน้ำมันดิน ควันบุหรี่ สีย้อมผ้าที่ผสมมาในอาหาร ขนม อาหารประเภทเนื้อสัตว์หมัก เช่น ปลาร้า ฯลฯ ยาที่ผสมสารหนูหรือฮอร์โมนสารพิษจากเชื้อราที่ชอบขึ้นในถั่ว หรือที่เรียกว่า อะฟลาทอกซิน รังสีและเชื้อไวรัส เหล่านี้สามารถจะทำให้เกิดมะเร็งได้ทั้งสิ้น
มะเร็งในระยะที่เพิ่มเริ่มเป็นจะไม่มีอาการแต่อย่างใด อาการของโรคมะเร็งจะเป็นไปตามลักษณะอาการของอวัยวะนั้น ๆ เช่น ถ้าเป็นมะเร็งที่ปอด ก็จะมีอาการไอหรือไอเป็นเลือด เป็นต้น มักจะมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้บริเวณใกล้เคียงโตด้วยเสมอ เมื่อโรคเป็นมากขึ้นมะเร็งจะกระจายไปเกิดที่อวัยวะอื่น ๆ และทำให้มีอาการของอวัยวะนั้นด้วย เช่น กระจายไปที่สมอง ก็จะทำให้มีอาการปวดศีรษะ หมดสติ เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งยังมีอาการทั่วๆ ไปอีก คือ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ซูบซีดและผอมแห้ง
การป้องกันโรคมะเร็งอาศัยมาตรการ ๒ อย่าง คือ การรักษาสุขภาพและพลานามัยให้แข็งแรงอยู่เสมอ และการสนใจเกี่ยวกับโรคมะเร็ง เพื่อจะได้ทราบว่ามีสารอะไรบ้างที่ทำให้เกิดมะเร็งได้ และพยายามหลีกเลี่ยงสารเหล่านี้เสีย นอกจากนี้ยังทำให้ทราบว่ามีอาการอะไรบ้างที่น่าจะเป็นอาการของมะเร็ง เช่น การมีแผลเรื้อรังที่ไม่รู้จักหายการมีก้อนผิดปกติในร่างกาย การไอเรื้อรัง การผิดปกติของระบบขับถ่าย การเปลี่ยนแปลงของหูดหรือไฝที่มีมาก่อน การมีน้ำ น้ำเหลือง หนอง หรือเลือดที่ผิดปกติไหลออกจากทวารต่าง ๆ ของร่างกาย และการผิดปกติของประจำเดือน ซึ่งถ้ามีอาการต่าง ๆ เหล่านี้ จะได้รีบไปปรึกษาแพทย์ ถ้าเป็นมะเร็งก็จะสามารถรู้ตัว เมื่อยังเป็นน้อยอยู่ และรักษาให้หายขาดได้
การรักษาโรคมะเร็ง ขึ้นอยู่กับว่าโรคเป็นน้อยหรือเป็นมาก มะเร็งเมื่อยังเป็นน้อยสามารถจะรักษาให้หายขาดได้ แต่ถ้าปล่อยไว้จนโรคเป็นมากแล้วมักจะเสียชีวิตทุกรายการรักษาจะเพียงบรรเทาอาการชั่วคราวเท่านั้น การรักษาใช้วิธีผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกหรือโดยการฉายรังสีไปยังบริเวณที่เป็นก้อนมะเร็ง หรือการใช้ยารักษา หรืออาจจะใช้ทั้ง ๓ วิธีนี้ร่วมกัน ในกรณีที่เป็นมากแล้วอาจจะใช้ยาหรือสารเคมีบางชนิด กระตุ้นให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันดีขึ้น ซึ่งทำให้โรคทุเลาลงชั่วคราว และในระยะสุดท้ายของโรค การรักษาด้วยจิตวิทยาเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมาก
ผลการรักษาโรคมะเร็งจะดีหรือเลว มิได้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง และแพทย์ผู้รักษาเท่านั้น ที่สำคัญคือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งต้องสนใจต่อสุขภาพของตนเอง มารับการรักษาเมื่อโรคยังเป็นน้อย และร่วมมือต่อการรักษาดีย่อมจะได้ผลดี อย่าลืมว่ามะเร็งในระยะที่เป็นน้อย สามารถจะรักษาให้หายขาดได้ดี แต่ถ้าเป็นมากแล้ว จะเสียชีวิตทุกราย



[จอหลัก |ดูรูป |เล่าให้ฟัง |วีดิโอ |ลับสมอง |ค้นข้อมูล |บทความ |ดูต่อ... ]
Copyright © 2000 Thai Junior Encyclopedia Project by Royal Command of H.M. the King Network Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contained in this web site without permission is prohibited.


สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๔๑ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗
ห้ามนำข้อมูลของเครือข่ายนี้ ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร