พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ ๕๐ พรรษา พุทธศักราช ๒๕๒๐

พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ ๕๐ พรรษา พุทธศักราช ๒๕๒๐

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสืบราชสันตติวงศ์ตั้งแต่พระชนมายุ ๑๗ พรรษา และทรงดำรงสิริราชสมบัติยืนนานถึง ๔๒ ปี ยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ใดๆ ในอดีต ดังนั้น ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อถึงวาระอันเป็น มงคลสมัยเฉพาะพระองค์ เช่น พระชนมพรรษาครบรอบพระนักษัตร หรือเสมอด้วยพระชนมายุสมเด็จพระบรมราชบุรพการี หรือวาระอันเป็นมงคลสมัยในสิริราชสมบัติ เช่น เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติได้หมื่นวัน หรือทรงดำรงสิริราชสมบัติได้สองเท่าของสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช หรือทรงครองราชสมบัติยืนนานยิ่งกว่าสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าแห่งประเทศไทยในอดีต ก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งการพระราชพิธีเฉลิมฉลองสมโภชเป็นการพิเศษ และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวายสมเด็จพระบรมราชบุรพการี หรืออดีตสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ เป็นต้นแบบแห่งราชประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบต่อมา
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติตั้งแต่วันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ เป็นเวลาหมื่นวันเศษ ในพุทธศักราช ๒๕๒๐ ซึ่งเป็นปีที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๕๐ พรรษา อันเป็นมหามงคลพิเศษ สำนักพระราชวังด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูล ถึงราชประเพณีที่เคยปฏิบัติมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมอัยกาธิราชเจ้า จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา และพระราชพิธีเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติได้หมื่นวันเศษอันเป็นมหามงคลพิเศษสมัย ในโอกาสนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการสถาปนาพระราชอิสริยศักดิ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอด้วย
อนึ่ง มีพระราชดำริว่า โหรหลวงได้คำนวณ พระชนมพรรษาเจริญบรรจบครบ ๕๐ พรรษา และเป็นปีที่เปลี่ยนดาวพระเคราะห์ที่เสวยพระมหาทักษา จากพระเสาร์ซึ่งเป็นองค์อภิบาลเสวย พระชนมพรรษาได้ ๑๐ ปี มาเป็นพระพฤหัสบดี เป็นองค์อภิบาลเสวยพระชนมพรรษาในปีนี้ ตาม คติทางโหราศาสตร์จะต้องมีพระราชพิธีรับ-ส่งดาวพระเคราะห์ที่เสวยพระมหาทักษา แต่ครั้งนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้งดการพระราชพิธีนั้นเสีย โดยมีพระราชศรัทธาให้หล่อพระพุทธปฏิมาปางลีลาขนาดเท่าพระองค์ ๑ องค์ ถวายไว้เป็นพุทธบูชา เพื่อประดิษฐานไว้ ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร และพระพุทธรูปสำหรับทรง สักการะบูชาอีก ๓ องค์ คือ พระพุทธรูปปาง ห้ามญาติสูงศอกคืบ พระพุทธรูปปางนาคปรกขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว และพระพุทธรูปปางสมาธิขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว
ดังนั้น การพระราชพิธีจึงเริ่มด้วย พระราชพิธีหล่อพระพุทธรูปเนื่องในมหามงคลสมัยพระชนมพรรษาบรรจบครบ ๕๐ พรรษา ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๐ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเททอง ตามพระฤกษ์เวลา ๑๗ นาฬิกา ๓๖ นาที พระพุทธรูปปางลีลาเท่าพระองค์สูง ๑๗๒ เซนติเมตร อันมีความหมายถึง การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในท้องถิ่นชนบททั่วพระราชอาณาจักร เพื่อทรงบำบัดทุกข์และพระราชทานความร่มเย็นเป็นสุขแก่มหาชน พระพุทธรูปปางห้ามญาติ สูงศอกคืบคือ ๖๙ เซนติเมตร เป็นพระพุทธรูปประจำวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพ และในวันเฉลิมพระชนมพรรษาวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๐ นั้นก็ตรงกับวันจันทร์ด้วย
ส่วนพระพุทธรูปปางนาคปรก หมายถึง พระเสาร์ที่เป็นองค์อภิบาลพระชนมพรรษามาแล้ว ๑๐ ปี ได้พ้นจากการเป็นองค์อภิบาล และพระพุทธรูปปางสมาธิ หมายถึง พระพฤหัสบดี ซึ่งเป็นองค์อภิบาลพระชนมพรรษาต่อจากพระเสาร์กำหนด ๑๙ ปี ตามคตินิยมทางโหราศาสตร์
เมื่อใกล้วันพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล เสด็จไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ การพระราชพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ และหิรัญบัฏ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง
เจ้าพนักงานอาลักษณ์ กองประกาศิต สำนักนายกรัฐมนตรี ได้จารึกพระสุพรรณบัฏ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สุพรรณบัฏสมเด็จพระราชาคณะ ๒ รูป คือ สมเด็จพระวันรัต และสมเด็จพระพุฒาจารย์ หิรัญบัฏรองสมเด็จพระราชาคณะ ๑ รูป คือ พระธรรมปัญญาจารย์ เมื่อจารึกเสร็จแล้วพราหมณ์เบิกแว่น โหรและข้าราชการรับแว่นเวียนเทียน ๓ รอบ แล้วเชิญไปรักษาไว้ที่กองประกาศิต สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อคอยพระราชพิธีต่อไป
หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จ พระราชดำเนินไปทรงตรวจพลสวนสนาม แสดงความจงรักภักดีของหน่วยทหารรักษาพระองค์ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ลานพระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๐ แล้ว ก็ถึงพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๐ เริ่มด้วยพระราชพิธีเบิกพระเนตรและฉลองพระพุทธรูป วันที่ ๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๐ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้ผ้าชุบพระสุคนธ เช็ดที่แววพระเนตรพระพุทธรูปปางลีลาเท่าพระองค์ ปางห้ามญาติ ปางนาคปรก และปางสมาธิ เป็นการถวายเบิกพระเนตร แล้วทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมแผ่นป้ายถวายนามพระพุทธรูปปางลีลาและปางห้ามญาติ ถวายผ้าตาดทอง ทรงสะพักพระพุทธรูปทุกองค์ แล้วทรงเจิมสุพรรณบัฏ หิรัญบัฏ สมเด็จพระราชาคณะ และพระสุพรรณบัฏสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับแล้ว พราหมณ์เบิกแว่น โหรและข้าราชการรับแว่น เวียนเทียน ๓ รอบสมโภชพระพุทธรูป
แผ่นป้ายที่ฐานของพระพุทธรูปปางลีลา เท่าพระองค์ ถวายนามว่า พระพุทธสยามาภิวัฒนบพิตร ภูมิพลนริศทสสหัสสทิวัสรัชการี ปัณณาสวรรษศรีอุภัยมหามงคล แปลว่า พระ-พุทธเจ้าบพิตรผู้ยังสยามรัฐให้เจริญยิ่ง เป็นมหามงคลแห่งศรีมิ่งมงคล ๒ ประการ คือ สมเด็จพระภูมิพลผู้ทรงเป็นใหญ่แห่งนรชน เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติมาได้หมื่นวันเศษ และเจริญพระชนมพรรษาครบ ๕๐ พรรษา ส่วนแผ่นป้ายที่ฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ถวายนามว่า พระพุทธสกลสันติกรบพิตร บรมจักริศรสถิตมงคล แปลว่า พระพุทธเจ้าบพิตรทรงทำสันติทั่วสกลทิศ เป็นใหญ่ในจักรคือ ธรรม อำนวยมงคลให้สถิตมั่น หรืออำนวยมงคลแด่ พระอิศวรแห่งพระราชจักรีวงศ์ให้ดำรงมั่นโดยธรรม
วันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๐ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา เสด็จออกมหาสมาคมและสถาปนาพระราชอิสริยศักดิ์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับบนพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ บนพระราชบัลลังก์ ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูริยพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร นายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กราบบังคมทูลถวายชัยมงคล แล้วมีพระราชดำรัสตอบ
เนื่องจากมีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ทรงพระเจริญเพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติ ปฏิบัติพระองค์ตามขัตติยราชกุมารี สนองพระเดชพระคุณในพระราชกิจที่ทรงมอบหมายแทนพระองค์ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี กอปรทั้งมีพระหฤทัยเปี่ยมไปด้วยความรักชาติ ศาสนา และมีพระหฤทัยจงรักภักดีต่อพระองค์เป็นอย่างยิ่ง ในมหามงคลสมัยการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษานี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระราชอิสริยศักดิ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์นั้น เพื่อเป็นพระเกียรติประวัติตามโบราณราชประเพณี
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้อาลักษณ์ กองประกาศิต สำนักนายกรัฐมนตรี อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการ สถาปนาพระราชอิสริยศักดิ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ เฉลิมพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ให้ทรงรับพระราชบัญชา และสัปตปฎลเศวตฉัตร เป็นพระเกียรติประวัติสืบไป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เสด็จขึ้นไปหมอบเฝ้าฯ บนเกยหน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหลั่งน้ำพระมหาสังข์ทักษิณาวัฏที่พระเศียร ทรงเจิมที่พระนลาฏ แล้วพระราชทานพระสุพรรณบัฏจารึกพระนามาภิไธย เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ และเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ
เวลา ๑๖.๓๐ น. ของวันที่ ๕ ธันวาคม นั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม บรรพชิตญวนและจีน ถวายพระพรที่มุขหน้าพระอุโบสถ พระสงฆ์ ๕ รูป เจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ คือ สวดนพเคราะห์ แล้วพระราชทานสังคหวัตถุแก่ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้สูงอายุฝ่ายหน้าและฝ่ายในที่เฝ้าฯ อยู่หน้าพระอุโบสถ จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ ทรงสถาปนาสมณศักดิ์พระสงฆ์ชั้นสมเด็จพระราชาคณะ และรองสมเด็จพระราชาคณะ พร้อมกับทรงตั้งสมณศักดิ์ใหม่อีก ๔๙ รูป บรรพชิตจีนนิกาย ๑ รูป ต่อจากนั้น พระสงฆ์ ๖๐ รูป เจริญพระพุทธมนต์ในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ระหว่างนี้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่ข้าราชการ
วันที่ ๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๒๐ เสด็จพระราชดำเนินไปถวายภัตตาหารสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระราชาคณะ และคณะสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์แต่วันวาน แล้วทรงสดับสมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถร) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ถวายพระธรรมเทศนามงคลวิเศษกถา เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับแล้ว พราหมณ์เบิกแว่น โหรและข้าราชการรับแว่นเวียนเทียนสมโภชดวงพระบรมราชสมภพ พระสุพรรณบัฏพระปรมาภิไธย ดวงพระพิชัยสงคราม และพระราชลัญจกร เป็นเสร็จการพระราชพิธี


อ่านเพิ่มเติม | หน้าแรก
Copyright © 1997 Thai Junior Encyclopedia Project Webmaster. All rights reserved.
Reproduction of the information contain in this web site without permission is prohibited.