ประวัติสวนงู


เนื่องจากปัญหาอันตรายจากงูพิษ เป็นปัญหาที่มีความสำคัญและส่งผล กระทบต่อการดำรงชีวิตของคนไทย อยู่มากพอสมควร ดังนั้น ดร.เลโอโปล์ด โรแบรต์ ผู้อำนวยการ คนแรกของกองวิทยาศาสตร์ จึงได้บอกบุญเรี่ยไรเงินจากชาวต่างประเทศ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เพื่อเป็นทุนในการจัดสร้าง สวนงู ขึ้นในบริเวณสถานเสาวภาเมื่อ พ.ศ. 2466 จุดประสงค์ในการสร้างสวนงู ขึ้นนี้ ก็เพื่อจะใช้เลี้ยงงูพิษ สำหรับการเก็บพิษงูไว้ใช้ในการผลิตเซรุ่มแก้พิษงู

กิจกรรมของสวนงู

กิจกรรมหลักของสวนงู ก็คือ การเลี้ยงงูพิษชนิดต่างๆ ไว้ใช้ในการรีดพิษเพื่อ ผลิตเซรุ่ม นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องในเรื่องของงูพิษ และการป้องกัน อันตรายจากงูพิษ
สวนงูเปิดบริการให้ประชาชนเข้าชมทุกวันในวันธรรมดา ตั้งแต่เวลา 09.00 - 16.00 น. ส่วน วันเสาร์ - อาทิตย์และวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 09.00 - 12.00 น. โดยในวันธรรมดาแสดงการจับงู รีด พิษงูและป้อนอาหารวันละ 2 รอบคือ รอบเช้า 11.00 - 12.00 น. รอบบ่าย 14.30 - 15.30 น. ในวันเสาร์ - อาทิตย์ และวันหยุดราชการ จะมีการแสดงรอบเช้ารอบเดียว

งูพิษในประเทศไทย

ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์และดินฟ้าอากาศของประเทศไทย ซึ่งเหมาะสมต่อ การดำรงชีวิตของสัตว์นานาชนิดในภูมิภาคแถบนี้ ประเทศไทยจึงเป็นประเทศหนึ่งที่มีงูชุกชุม โดยปรากฎว่า มีงูอยู่มากถึงราว 165 ชนิดในประเทศไทยซึ่งในจำนวนนี้ 46 ชนิดเป็นงูพิษ อาศัยอยู่บนบก 24 ชนิดและ อาศัยอยู่ในทะเลอีก 22 ชนิด งูพิษที่สำคัญๆ และมีอยู่ชุกชุม ได้แก่





งูเห่า (Naja naja) เป็นงูพิษที่มีความสำคัญมากที่สุด เพราะนอกจากมันจะมีพิษร้ายแรงแล้ว ยังมี อยู่ชุกชุมพบได้ทุกภาคของไทย งูเห่าสามารถแผ่แม่เบี้ยได้ บางชนิดมีความสามารถพ่นน้ำพิษออกมาได้ไกลถึง 2 เมตร ซึ่งถ้าพิษเข้าตาคนจะทำให้อักเสบอย่างรุนแรงถึงตาบอดได้ สีของงูเห่าพบได้แตกต่างกันมาก ตั้งแต่ สีเหลือง สีนวล สีน้ำตาล จนกระทั่งสีดำ









งูจงอาง (Ophiophagus hannah) เป็นงูพิษที่ใหญ่ที่สุดในโลก เคยพบที่ยาวที่สุดถึง 6 เมตร ลักษณะคล้ายงูเห่า แต่ตัวโตกว่ามาก รูปร่างเพรียวยาวแผ่แม่เบี้ยได้เช่นกัน แต่แม่เบี้ยแคบกว่างูเห่าเมื่อเทียบกันตามสัดส่วน งู จงอางมีนิสัยดุ พบได้ในป่าทุกภาคแต่ชุกชุมทางใต้ ถือกันว่าเป็นงูพิษที่อันตรายที่สุดชนิดหนึ่ง










งูสามเหลี่ยม (Bungarus fasciatus) งูชนิดนี้แนวกระดูกสันหลังของมัน ยกตัวเป็นสันสูง ทำให้ลำตัวของมันดูเป็น รูปสามเหลี่ยมตลอดตัว สีตัวเป็นปล้องดำสลับเหลืองตลอดตัว ขนาดของปล้องสีดำและสีเหลือง ใกล้เคียงกัน ปลายหางทู่เหมือนกับว่าหางกุด ชอบอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีความชื้นสูง เช่นตามที่ลุ่มใกล้ แหล่งน้ำ ในตอนกลางวันงูชนิดนี้จะค่อนข้างเฉื่อยชา แต่จะว่องไวปราดเปรียวในตอนกลางคืน เป็นงูที่พบ ชุกชุมได้ทุกภาคของประเทศไทย




งูแมวเซา (Vipera russelli siamensis) เป็นงูที่มีลำตัวอ้วนสั้น หัวค่อนข้างเป็นรูปสามเหลี่ยม บนหัวมีแต่เกล็ดเล็กๆ ปกคลุมอยู่ ไม่มีเกล็ดแผ่นใหญ่เลย สีตัวเป็นสีน้ำตาลอ่อน มีลายสีน้ำตาลเข้มๆเป็นดวงกลมๆตามตัว มีนิสัย ดุร้าย เวลาถูกรบกวน จะสามารถพ่นลมออกมาทางรูจมูก เกิดเป็นเสียงขู่ดังน่ากลัวได้ ฉกกัดศัตรูได้รวดเร็ว งูแมวเซามีชุกชุมทางภาคกลาง






งูกะปะ (Calloselasma rhodostoma) เป็นงูที่ขนาดตัวไม่โต หัวของมันเป็นรูปสามเหลี่ยมคอดเล็ก ลำตัวสีน้ำตาล แดง มีลายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสีน้ำตาลเข้ม ตามข้างลำตัว แนวกระดูกสันหลังนูนเป็นสัน ชอบขดตัว นอนนิ่งๆ อยู่ใต้กองใบไม้ร่วงๆ หรือในพงหญ้าที่รกๆ ตามกองหิน ขอนไม้ ไม่ชอบเคลื่อนไหว แต่สามารถ พุ่งฉกกัดศัตรูได้รวดเร็ว พบได้ทุกภาคของประเทศไทย แต่จะชุกชุมทางภาคใต้



งูเขียวหางไหม้ (Trimeresurus sp.) มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน งูเขียวหางไหม้ส่วนใหญ่มักจะมีลำตัวสีเขียวและหางสีแดง แต่ก็ไม่เป็นอย่างนี้ทุกชนิด ในทำนองเดียวกัน งูอื่นๆอีกหลายชนิดที่มีตัวเขียวหางแดงเช่นเดียวกับงูเขียวหางไหม้ เช่น งูเขียวปากจิ้งจก งูเขียวกาบหมาก ดังนั้นสีสรรจึงไม่ใช่ตัวบ่งบอกที่ถูกต้องนัก การจะตัดสินว่างูตัวใดเป็นงูเขียวหางไหม้นั้น ต้องดูที่ส่วนหัว โดยปกติแล้วงูเขียวหางไหม้ จะมีหัวค่อนข้างโต คอเล็ก หัวค่อนข้างจะเป็นรูปสามเหลี่ยม บนหัวมีแต่เกล็ด แผ่นเล็กๆปกคลุมอยู่ ไม่มีเกล็ดแผ่นใหญ่เลย และถ้าสังเกตให้ละเอียดจะพบว่า ที่ระหว่างรูจมูกกับลูกตาของมัน จะมีร่องลึกๆขนาดใหญ่อยู่ข้างละ 1 ร่อง งูเขียวหางไหม้มักจะมีลำตัวอ้วน หางสั้น พบได้ทั้งตามพื้นดินที่มี สถานที่สำหรับหลบซ่อนตัว และตามต้นไม้ ออกหากินในเวลากลางคืน งูเขียวหางไหม้ที่มีชุกชุม ได้แก่





- งูเขียวหางไหม้ท้องเหลือง (Tri-meresurus albolabris) ตัวเป็นสีเขียวอ่อน ท้องสีเหลือง ริมฝีปากเหลือง หางแดง พบมากทางภาคกลาง









- งูเขียวหางไหม้ท้องเขียว (Tri-meresurus popeorum) ตัวเป็นสีเขียวเข้ม ตาโตสีเหลือง ท้องสีฟ้า หางสีแดงคล้ำ พบมากในทางภาคกลาง เช่นกัน









งูพิษในทะเล งูพิษในทะเลมีอยู่ถึง 22 ชนิดในน่านน้ำไทย พบได้ทั้งด้านอ่าวไทย และทะเลอันดามัน ทุกชนิดจะมีหางแบนเป็นรูปใบพาย เพื่อใช้ในการว่ายน้ำ งูทะเลพบได้ทั้งในทะเลโคลน ทะเลน้ำใส หรือในแนว ปะการัง ส่วนใหญ่มักหากินอยู่ไม่ไกลฝั่งมากนัก ผู้ที่ถูกงูทะเลกัด ส่วนใหญ่มักจะเป็นชาวประมง
อาการเมื่อถูกงูพิษกัด
แบ่งงูพิษได้เป็น 3 กลุ่ม ตามอาการของพิษ คือ
งูพิษทางระบบประสาท จะแสดงอาการ หลังถูกกัดประมาณ 10 นาที บางรายแสดงอาการช้าถึง หลายชั่วโมง พิษงูจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการหนังตาตก ขากรรไกรแข็ง พูดไม่ชัด กลืนน้ำลายไม่ได้ แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ตาพร่า อ่อนเพลียในที่สุดเป็นอัมพาต และอาจตายเพราะการหายใจล้มเหลว งูพิษทาง ระบบประสาทนี้ ได้แก่ งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม
งูพิษทางระบบกล้ามเนื้อ มักจะแสดงอาการค่อนข้างช้า ตั้งแต่ครึ่งชั่วโมง ถึงหลายชั่วโมงหลังจากถูก งูกัด บางทีอาจช้าถึง 1 วัน มักจะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วไป โดยเฉพาะกล้ามเนื้อขา บางรายอาจเป็น อัมพาตบางส่วน หรืออัมพาตทั้งหมด ปัสสาวะลดลง และสีจะเข้มขึ้นจนคล้ายสีของโคลา ผู้ป่วยมัก ถึงแก่กรรมเนื่องจากไตวายหรือการหายใจล้มเหลว งูพิษทางระบบกล้ามเนื้อนี้ ได้แก่ งูทะเลชนิดต่างๆ
งูพิษทางระบบโลหิต จะมีอาการปวดบวมบริเวณที่ถูกกัดอย่างเห็นได้ชัดเจนมากกว่างูพิษทางประสาท และมีเลือดซึมตามรอยเขี้ยวที่แผล มีเลือดออกใต้ผิวหนัง เห็นเป็นจ้ำๆ มีเลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล ในรายที่รุนแรงจะมีการอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระและปัสสาวะมีเลือดปน อวัยวะภายในตกเลือด มักตายด้วย อาการไตวาย งูพิษทางระบบโลหิตได้แก่ งูแมวเซา งูกะปะ และงูเขียวหางไหม้

การปฐมพยาบาลผู้ป่วยที่ถูกงูพิษกัด
  1. ใช้เชือกรัดเหนือบาดแผล ระหว่างแผลกับหัวใจนั่นเอง เพื่อชะลอไม่ให้พิษงูเข้าสู่หัวใจได้รวดเร็ว การรัด ไม่ควรรัดแบบขันชะเนาะ เพราะจะทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณใต้ที่รัดไว้ไม่ได้ อาจทำให้เกิดเนื้อตาย และเน่าได้ภายหลัง ถ้าหากว่าต้องใช้เวลานาน กว่าจะพบแพทย์ ก็ควรจะเปลี่ยนบริเวณที่รัดเชือก โดยรัด อีกเปราะหนึ่งเหนือที่รัดครั้งแรก แล้วจึงคลายเปราะเดิมออก ทำเช่นนี้เรื่อยๆ อาจทำทุกๆ 10 นาทีจนกว่าจะ พบแพทย์
  2. พยายามให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวน้อยที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ที่จะทำให้พิษเข้าสู่หัวใจ เร็วขึ้น
  3. ไม่ควรใช้ไฟจี้แผล หรือใช้มีดกรีดแผล หรือดูดแผล
  4. ไม่ควรให้ผู้ป่วยดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือใช้ยากระตุ้นหัวใจ มอร์ฟีน และยาระงับประสาท ยาแก้ แพ้ต่างๆ เพราะจะทำให้อาการสับสนจากอาการจากงูพิษทางระบบประสาท
  5. อย่าเสียเวลาลองยากลางบ้าน หรือวิธีรักษาแบบอื่นๆ
  6. ควรรีบนำผู้ป่วยส่งสถานพยาบาลที่มีเซรุ่มโดยเร็วที่สุด