รูปดวงตราประจำจังหวัด จังหวัดบุรีรัมย์ รูปดวงตราประจำจังหวัด
สถานที่สำคัญ

ชุมชนโบราณบ้านเมืองไผ่

ชุมชนโบราณบ้านเมืองไผ่ ตำบลเมืองไผ่ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ มีลักษณะเป็นเนินดินสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ ประมาณ 3 เมตร พื้นที่โดยรอบชุมชนเป็นที่ราบสูง มีลำน้ำรอบทุกด้าน คือทิศเหนือและทิศตะวันตก มีลำน้ำสายลวดไหลผ่าน ด้านทิศตะวันออกและทิศใต้มีลำห้วย จะเมิงไหลผ่าน ลำห้วยทั้งสองไหลลงสู่แม่น้ำชีที่บ้านสวายสอ ลำน้ำทั้งสองนี้เป็นเสมือนเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชุมชนมาโดยตลอด

แหล่งขุดค้นทางโบราณคดีบ้านเมืองไผ่
แหล่งขุดค้นทางโบราณคดีบ้านเมืองไผ่

แต่ปัจจุบันนี้ลำน้ำทั้งสองสายมีสภาพตื้นเขินมาก ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตรและการอุปโภคบริโภคได้เลยในช่วงฤดูแล้งแต่ครั้นพอถึงฤดูฝนน้ำจะไหลหลากท่วมไร่นาเสียหายแทบทุกปี
สำหรับผังเมืองชุมชนโบราณแหล่งนี้ มีลักษณะเป็นรูปวงรีมีคูน้ำ - คันดินล้อมรอบ 3 ชั้น ปัจจุบันคูน้ำบางส่วนมีสภาพตื้นเขิน บางส่วนได้รับการขุดลอกใหม่เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง
เมืองไผ่เป็นชื่อหมู่บ้านที่เรียกตามชื่อไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งชื่อ "ต้นไผ่" มีลักษณะคล้ายต้นขี้เหล็ก แต่ปัจจุบันต้นไผ่เหล่านั้นถูกโค่นทำลายและสูญพันธุ์ไปแล้ว ลักษณะทางสังคมของบ้านเมืองไผ่ในระยะเริ่มแรกคงเป็นเพียงชุมชนขนาดเล็ก ในระยะต่อมาจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้นทำให้ชุมชนขยายตัวเป็นชุมชนขนาดใหญ่ จึงเรียกชื่อหมู่บ้านว่า "เมืองไผ่" และเรียกสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน
เรื่องราวความเป็นมาของชุมชนโบราณแห่งนี้ ไม่ปรากฏหลักฐานเอกสารใดๆ บันทึกเรื่องราวการสร้างบ้านแบ่งเมืองไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ดังนั้นการสืบค้นประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชุมชนโบราณบ้านเมืองไผ่จึงต้องอาศัยแนวทางการสืบค้น 2 ประการคือ
ประการแรก
ใช้วิธีสัมภาษณ์ผู้สูงอายุในชุมชน
ประการที่สอง
อาศัยผลการขุดค้นทางโบราณคดี

คูน้ำรอบเมืองบ้านไผ่ที่ยังมีน้ำขังอยู่
คูน้ำรอบเมืองบ้านไผ่ที่ยังมีน้ำขังอยู่

การสืบค้นประวัติในวิธีแรก ได้สัมภาษณ์นายทอง นาขนานรัมย์ อายุ 67 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านเมืองไผ่ได้เล่าว่า บ้านเมืองไผ่เป็นชุมชนโบราณที่มีความเจริญรุ่งเรืองมานานหลายร้อยปี สันนิษฐานว่าคงมีอายุก่อนสมัยขอม ทั้งนี้เพราะชาวบ้านเคยขุดพบโครงกระดูกและโบราณวัตถุที่เป็นสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันหลายประเภท เช่น เครื่องปั้นดินเผา มีทั้งประเภทที่เป็น เนื้อดินธรรมดาและเคลือบสีต่างๆ มีสีน้ำตาลดำ เขียวอมฟ้า ทำเป็นรูไห แจกันรูปสัตว์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบรูปเคารพศาสนาทั้งที่ทำจากศิลาทรายและสำริด ถาดสำริดสิ่งของเครื่องใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น กระดิ่งสำริด เครื่องราชยานคานหาม เป็นต้น แต่เป็นที่น่าเสียดายที่โบราณวัตถุเหล่านั้นถูกนำไปขายจนไม่เหลืออยู่เลย
ภายในตัวเมืองด้านทิศเหนือบ้านกำนันทัน พิรัมย์ มีใบเสมาหินขนาดใหญ่อันเป็นสิ่งก่อสร้างเนื่องในพระพุทธศาสนาปักอยู่ สันนิษฐานว่าบริเวณนี้เป็นวัดมาก่อน นอกจากตัวเมืองด้านทิศใต้จากคูเมืองประมาณ 30 เมตร มีเนินดิน ชาวบ้านเรียกว่าโนนยายสมเคยมีศาสนสถานชาวบ้านเรียกว่า "ปราสาทยายสม" ภายในศาสนสถานเคยมีประติมากรรมรูปบุคคลตั้งอยู่บนแท่นศิวลึงค์ รอบโบราณสถานด้านทิศเหนือ ทิศตะวันตก และทิศใต้ มีคูน้ำล้อมรอบทั้งสมาด้าน ส่วนทางด้านทิศตะวันออกมีสระน้ำขนาดใหญ่และทางเข้าสู่โบราณสถาน
เป็นที่น่าเสียดายที่ปัจจุบัน ปราสาทยายสมถูกรื้อทำลายลงจนแทบไม่เห็นร่องรอยเดิม เพียงเพื่อปรับพื้นที่สำหรับสำนักสงฆ์ให้สง่างามตามสมัยนิยมเท่านั้น บรรดาศิลาแลงจึงถูกนำไปเป็นฐานอาคาร สำนักสงฆ์จนหมดสิ้น ส่วนประติมากรรมบุคคลที่ชาวบ้านเรียกว่า "ยายสม" นั้นถูกคนร้ายลักขโมยไปนานกว่า 20 ปีแล้ว
จากการขุดตรวจสอบทางโบราณคดี ได้พบหลักฐานทางโบราณคดีจำพวกเครื่องปั้นดินเผา โลหะ หินและแก้ว ซึ่งเป็นสิ่งของเครื่องใช้ อาวุธและเครื่องประดับต่างๆ นอกจากนี้ยังพบกระดูกสัตว์ และเปลือกหอย ซึ่งคนในอดีตอาจนำมาเป็นอาหารหรือทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ตลอดจนทำเป็นเครื่องประดับก็อาจเป็นได้
จากข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์และผลการขุดค้นทางโบราณคดีดังกล่าวข้างต้น ทำให้ทราบถึงกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้อง กับวิถีการดำเนินชีวิตของคนโบราณในชุมชนบ้านเมืองไผ่พอสังเขปว่า
ชุมชนโบราณที่เริ่มเข้ามาอาศัยในแหล่งโบราณคดีแห่งนี้เป็นชุมชนในวัฒนธรรมยุคโลหะตอนปลาย ซึ่งเทียบได้กับยุคโลหะตอนปลายของแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ซึ่งมีการกำหนดอายุไว้แล้ว (ช่วง 300 ปี ก่อนคริสตศวรรษถึง ค.ศ. 200) เป็นชุมชนที่รู้จักการถลุงเหล็กเพื่อผลิตเป็นอาวุธ เช่น ใบหอก ขวานและรู้จักผลิตเครื่องประดับสำริด รู้จักใช้ควายเป็นเครื่องทุ่นแรงในการกสิกรรม และยังสามารถในการผลิตเครื่องปั้นดินเผาแบบต่างๆ อีกด้วย
ระยะเวลาการอยู่อาศัยของชุมชนก็ยาวนาน จากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายถึงหัวเลี้ยวหัวต่อ สมัยประวัติศาสตร์และเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ตอนต้น คือตั้งแต่ 500 - 300 ปี ก่อนคริสตศวรรษถึงพุทธศตวรรษที่ 18 แต่ช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายถึงพุทธศตวรรษที่ 15 ซึ่งเป็นช่วงที่ชุมชนมีการพัฒนาการด้านการผลิตเครื่องใช้ เครื่องประดับประเภทต่างๆ หลายประเภทที่เด่นที่สุดคือ การผลิตภาชนะดินเผา ซึ่งปรากฏร่องรอยให้เห็นเด่นชัดว่ามีเทคนิคการผลิต การตกแต่งอย่างประณีตสวยงามยิ่ง แต่ภาชนะที่ผลิตได้ทั้งหมดเป็นเพียงภาชนะเนื้อดินประเภทเนื้อไม่แกร่ง (Earthenware)
รองจากภาชนะดินเผา แหล่งโบราณคดีแห่งนี้มีร่องรอยการถลุงเหล็ก แม้จะไม่เป็นแหล่งใหญ่เท่าแหล่งโบราณคดีในอุดมอำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา แต่ก็มีร่องรอยการถลุงเหล็กอย่างเด่นชัดด้วยเทคนิคแบบโบราณ ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกับเทคนิคที่ชุมชนโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้น ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์นิยมใช้กัน
นอกจากจะมีความรู้เรื่องถลุงเหล็กและผลิตเครื่องใช้ประเภทอาวุธเหล็กแล้ว ชุมชนนี้ ยังสามารถประดับทั้งประเภทโลหะและดินเผานั้น ซึ่งอาจจะส่งผลผลิตของชุมชนไปขายในบริเวณใกล้เคียงหรือไกลออกไป

คูน้ำคันดินรอบเมืองที่เริ่มตื้นเขิน และ ถูกทำลาย

สำหรับภาชนะดินเผา ซึ่งส่วนใหญ่ตกแต่งด้วยการทาโคลนสีส้มหรือแดง ดูเหมือนมีปรากฏอยู่ทั่วไปตามแหล่งโบราณคดีใกล้เคียง เนื่องจากเป็นภาชนะสำหรับใช้สอยในชีวิตประจำวันสำหรับการผลิตในโลหะประเภทสำริดและเหล็กนั้น อาจผลิตขึ้นใช้ในชุมชนเพียงอย่างเดียวหรืออาจจะส่งไปขายยังชุมชนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมสมัยกันก็เป็นได้ และวัฒนธรรมช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อประวัติศาสตร์ ของแหล่งโบราณคดีแห่งนี้และแห่งอื่น ในบริเวณลุ่มแม่น้ำมูล - ชี อาจนำไปเทียบได้กับแหล่งโบราณคดีในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งรุ่งเรืองขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 - 15 (วัฒนธรรมทราวดี) ซึ่งพบเครื่องประดับสำริดที่คล้ายคลึงกันหลายประเภท เช่น กำไล ลูกกระพรวน ต่างหู(ห่วงดีบุก) และแหล่งโบราณคดีลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก็ได้พบอาวุธเหล็กในชั้นวัฒนธรรมเดียวกันที่พบเครื่องประดับสำริดดังกล่าว ด้วยพัฒนาการทางโลหะกรรมที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันในแหล่งโบราณคดี 2 ภูมิภาคนี้จะเป็น ผลจากการติดต่อกันหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไป
ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 - 18 ชุมชนนี้ยังอยู่ในแห่งนี้ในช่วงนี้อิทธิพลทางการเมือง การปกครองและวัฒนธรรมขอม (เขมร) เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันสิ่งของเครื่องใช้และความเชื่อของชุมชนก็เปลี่ยนแปลงไป เช่น เครื่องปั้นดินเผาเป็นแบบเนื้อแกร่งเคลือบสีน้ำตาล (ดำ) พบรูปเคารพและศาสนสถานที่ก่อด้วยศิลาแล ง เป็นต้น
สำหรับคติความเชื่อชุมชนตามหลักฐานที่ปรากฏอยู่อย่างเด่นชัดคือการปลงศพ โดยการบรรจุลงไหดินเผา โดยบรรจุทั้งโครงและบรรจุเพียงบางส่วน ซึ่งพิธีปลงศพแบบนี้เป็นประเพณีการปลงศพแบบโบราณที่มีการแพร่หลายในเอเชียทั้งบนผืนแผ่นดินใหญ่ เช่นอินเดียน จีน และในหมู่เกาะต่างๆ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไกลออกไปทางทิศตะวันออก ถึงหมู่เกาะฟอร์โมซาและญี่ปุ่น ประเพณีการปลงศพแบบนี้เริ่มปรากฏมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์โดยเฉพาะยุคโลหะตอนปลายซึ่งเป็นช่วงที่มนุษย์เริ่มนำเหล็กมาทำเป็นเครื่องใช้สำหรับแหล่งโบราณคดีบ้านเมืองไผ่นี้ ประเพณีดังกล่าวปรากฏอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 8 - 16 เนื่องจากภาชนะที่ใช้บรรจุศพทั้งแบบบรรจุทั้งโครงและแบบบรรจุเพียงบางส่วน เป็นกลุ่มภาชนะที่พบแพร่หลายตั้งแต่ชั้นวัฒนธรรมที่ 1 - 7 และแม้ว่าอิทธิพลอารยธรรมอินเดียจะเข้ามาปรากฏในวัฒนธรรมชั้นนี้แล้วก็ตาม แต่ชุมชนยังปลงศพด้วยวิธีการบรรจุลงภาชนะดินเผา
สำหรับการบรรจุศพโดยเลือกบรรจุชิ้นส่วนลงในภาชนะที่เรียกว่า การฝังศพครั้งที่ 2 (Secondary Burial) นั้นได้มีผู้ศึกษาคติความเชื่อในพิธีกรรมดังกล่าวแล้วอธิบายไว้ว่า เป็นความเชื่อว่าโครงกระดูกบรรพบุรุษ เป็นที่อยู่อาศัยของวิญญาณบรรพบุรุษนั้นเอง จึงต้องมีการทำความสะอาด(Bone Washing) โครงกระดูกอย่างดี แล้วบรรจุภาชนะฝัง ถ้าเกิดภัยพิบัติแก่ลูกหลาน ก็จะตีความว่าเกิดความไม่พอใจของดวงวิญญาณ และอาจต้องเปลี่ยนที่ฝังพิธีกรรมนี้ยังถือปฏิบัติอยู่ในกลุ่มบางพวกในฟิลิปปินส์
ดังนั้นชุมชนโบราณบ้านเมืองไผ่มีความเชื่อเช่นนี้ และคติความเชื่อเช่นนี้ก็ปรากฏในชุมชนโบราณแถบลุ่มแม่น้ำมูล - ชี ในระยะเวลาเดียวกันด้วย
ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 เป็นต้นไป พิธีปลงศพจึงเปลี่ยนไปเป็นการเผาศพ แล้วนำศพไปบรรจุภาชนะดินเผาแล้วนำไปฝัง ดังได้พบภาชนะดินเผาเล็กๆ บรรจุอัฐิจากการขุดค้นและการขุด ดินเพื่อทำถนนในหมู่บ้านเมืองไผ่ คติการเผาศพแล้วเก็บเป็นคติของพุทธศาสนิกชนนิกายเถรวาท จึงสันนิษฐานได้ว่าพุทธศาสนาที่แผ่เข้ามาในแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ได้เริ่มรับอิทธิพลต่อชุมชนตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 เป็นต้นไป



Home Page โครงการสื่อปฏิสัมพันธ์ของชาติสถานที่สำคัญบุคคลสำคัญวิถีชีวิตภูมิปัญญาของดีท้องถิ่นเอกสารสำคัญธรรมชาติวิทยาดัชนีข้อเสนอแนะ